Showing posts with label Ideas. Show all posts
Showing posts with label Ideas. Show all posts

Tuesday, February 17, 2009

ฟื้นเศรษฐกิจ ด้วยกลไกซีเอสอาร์

มาตรการต่างๆ ที่พรั่งพรูออกมาจากรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจถดถอย ไม่ว่าจะเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการช่วยเหลือผู้ประกันตนคนละ 2,000 บาท หรือ มาตรการธงฟ้า จำหน่ายสินค้าราคาถูก ซึ่งทุกมาตรการล้วนแล้วแต่เป็นการแก้ไขที่เกิดจากภาครัฐแทบทั้งสิ้น แต่หนึ่งในแนวทางที่จะช่วยแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ ได้ในยั่งยืนก็คือ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและองค์กรธุรกิจ ที่จะต้องร่วมกันส่งเสริมแนวทางความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ หรือ CSR (Corporate Social Responsibility) ซึ่งถือเป็นการฟื้นฟูเศรษฐกิจและบรรเทาผลกระทบทางสังคมในระยะยาว

ทั้งนี้แนวทางใหม่ๆ ในการส่งเสริมให้ภาคธุรกิจได้ร่วมรับผิดชอบต่อสังคมนั้น มีความหลากหลายมากขึ้น อาทิเช่น การเปิดโอกาสให้ผู้ด้อยโอกาสหรือชุมชนในระดับฐานรากได้เข้ารับการฝึกทักษะอาชีพ การเข้าถึงแหล่งทุน และการสร้างรายได้ ด้วยการให้เข้าร่วมงานหรือเป็นผู้ส่งมอบ (Suppliers) ในธุรกิจ หรือการที่ธุรกิจผลิตสินค้าและบริการที่ตอบสนองต่อผู้มีรายได้น้อย หรือในระดับฐานรากโดยไม่เน้นผลกำไร แต่คำนึงถึงการยกระดับคุณภาพชีวิต ภายใต้รูปแบบที่เรียกว่า “ธุรกิจที่ไม่ปิดกั้น” (Inclusive Business)

พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์ บอกว่า การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไม่สามารถทำได้โดยลำพัง กล่าวคือ ไม่สามารถแก้ไขได้โดยภาครัฐฝ่ายเดียว หรือภาคเอกชนฝ่ายเดียว แต่จะต้องเกิดความร่วมมือทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม และต้องเร่งกระทำอย่างเร่งด่วน ซึ่งแนวทางในการส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและบรรเทาผลกระทบทางสังคมในภาวะเร่งด่วนนี้ จำเป็นต้องตั้งอยู่บนหลักการสำคัญเพื่อนำไปปฏิบัติมีอยู่ 2 ข้อด้วยกัน คือ ข้อแรก รัฐควรออกมาตรการจูงใจเฉพาะกิจที่มีกำหนดเวลา เพื่อให้ภาคเอกชนนำกลไก CSR มาใช้ในการร่วมฟื้นฟูเศรษฐกิจที่กำลังประสบปัญหาเป็นการเร่งด่วน และ ข้อสอง รัฐควรบูรณาการแผนงานของรัฐในการบรรเทาผลกระทบทางสังคมจากวิกฤติเศรษฐกิจ และผลักดันให้เกิดการดำเนินงานอย่างมีส่วนร่วมระหว่าง รัฐ เอกชน และประชาสังคม โดยใช้กิจกรรม CSR เป็นแกนกลางในการผสานความร่วมมือจากทุกฝ่าย

“มาตรการต่างๆ ที่ออกมาของรัฐบาลนั้น ถือเป็นเรื่องที่ดีแต่ส่วนใหญ่เป็นมาตรการระยะสั้น สิ่งที่ผมมองคือเราควรมองในระยะยาวด้วย การส่งเสริมให้องค์กรธุรกิจทำ CSR ด้วยการสนับสนุนอย่างเป็นระบบจะช่วยให้เกิดความยั่งยืน ขณะที่องค์กรธุรกิจเองต่างก็พยายามแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีการเลย์ออฟพนักงาน แต่หากมองในทางกลับกัน ช่วงเวลาแบบนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด ที่แต่ละแห่งจะได้ทำการปัดกวาดบ้านของตัวเอง และได้เห็นถึงศักยภาพของบุคลากรว่าควรรักษาคนไหนไว้ ดังนั้นช่วงโอกาสแบบนี้การทำ CSR จะมีส่วนช่วยให้องค์กรนั้นอยู่รอดได้”

5 ข้อเสนอ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ
พิพัฒน์ ยังได้เสนอวิธีการในการส่งเสริมการทำ CSR เพื่อช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจและบรรเทาผลกระทบทางสังคมในภาวะเร่งด่วน น่าจะประกอบด้วย 5 แนวทาง ได้แก่

1. จัดตั้งคณะกรรมการรัฐมนตรีด้านสังคม (Social Board) ซึ่งครอบคลุมกระทรวงหลักที่รับผิดชอบด้านสังคม อาทิเช่น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงแรงงาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิด้านประชาสังคมและด้านธุรกิจเพื่อสังคม อีกจำนวนหนึ่ง โดยมีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบงานด้านสังคมเป็นประธาน เพื่อให้เกิดบูรณาการ พร้อมผลักดันให้เกิดการดำเนินงานอย่างมีส่วนร่วมระหว่างรัฐ เอกชน และประชาสังคม โดยใช้กิจกรรม CSR เป็นแกนกลางในการผสานความร่วมมือจากทุกฝ่าย

2. เร่งรัดการจัดตั้งคณะกรรมการส่งเสริมประชาสังคมเพื่อการพัฒนาแห่งชาติ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการส่งเสริมประชาสังคมเพื่อการพัฒนา พ.ศ. 2551 เพื่อเสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีให้มีหรือปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายระเบียบ ข้อบังคับ หรือมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวกับการส่งเสริมประชาสังคมเพื่อการพัฒนา โดยเฉพาะมาตรการจูงใจ เพื่อให้เอกชนนำกลไกการดำเนินงาน CSR มาใช้ในการร่วมฟื้นฟูเศรษฐกิจ

3. จัดหาช่องทางในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้าน CSR อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะสื่อประชาสัมพันธ์ของรัฐ ในรูปแบบของสถานีโทรทัศน์หรือสถานีวิทยุเพื่อสังคม เพื่อรณรงค์ให้เกิดการดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการต่างๆ ในวงกว้าง

4. ดำเนินโครงการลงทุนขนาดใหญ่ทางสังคม (Social Mega-Project) ที่มิใช่เรื่องของสิ่งปลูกสร้าง แต่เป็นทุนมนุษย์ ในประเด็นที่มีความขาดแคลนเฉพาะหน้า เช่น การผลิตแพทย์และพยาบาลชุมชน แบบ Fast Track ผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อการดูแลปัญหาสุขภาพอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากปัญหาทางเศรษฐกิจ ในชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ การตั้งหน่วยงานพิเศษเพื่อทำงานเชิงรุกในชุมชน เพื่อรับมือกับปัญหาสังคม เช่น การลักทรัพย์ การพนัน อาชญากรรม อันเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจ รวมทั้งการพัฒนาเพื่อยกระดับคุณภาพครูทั่วประเทศ ด้วยการใส่ “ยุทธศาสตร์” ใน “ครุศาสตร์” สู่การปฏิรูปการศึกษาเพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว พร้อมปรับเนื้อหาหลักสูตรและการเพิ่มเติมวิชาด้าน CSR ลงไปในทุกสถาบันอุดมศึกษา

5. การเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้าดำเนินโครงการลงทุนขนาดใหญ่ทางสังคมตามแนวที่รัฐบาลเป็นผู้กำหนด โดยมีสิ่งจูงใจทางการเงินและภาษี เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนของภาคเอกชนในระบบเศรษฐกิจ ในรูปแบบของ “Inclusive Business”...จากรายงานพิเศษเรื่อง CSR ฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจ External Link


ความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรธุรกิจ หรือ CSR (Corporate Social Responsibility) พิสูจน์แล้วว่ามีผลต่อการเยียวยาสังคมและสิ่งแวดล้อม เพราะเรื่องความรับผิดชอบต่อส่วนรวมนั้นหากแวดวงธุรกิจ ซึ่งมีความพร้อมทั้งในด้านกำลังคน กำลังทรัพย์ และช่วยกันขับเคลื่อนสิ่งที่เรียกว่า "ความรับผิดชอบต่อสาธารณะ" ก็เชื่อแน่ว่าสังคมไทยจะได้รับการเยียวยา ปัญหาทุเลาลง โดยเฉพาะในห้วงเวลาแห่งวิกฤติเศรษฐกิจ ที่เต็มไปด้วยปัญหารุมเร้ารอบด้าน " กรุงเทพธุรกิจ" นำเสนอรายงานพิเศษเกี่ยวกับเรื่องนี้ ติดต่อกัน 4 ตอน โดยคุณศรัญยู ตันติเสรี

Tuesday, January 01, 2008

ลาทีสมญารัฐบาลพอเพียง

ภาพแห่งการพัฒนาประเทศในขวบปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า สังคมไทยยังมีวิกฤตการณ์หลายด้านที่ยังไม่สามารถนำไปสู่การพัฒนาภายใต้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างที่หวัง แม้รัฐบาลชุดที่กำลังจะสิ้นสุดวาระการบริหารนี้ จะมีภาพลักษณ์ของการยึดเจตนารมณ์ในแนวนโยบายเศรษฐกิจพอเพียงอย่างชัดเจน แต่ก็ประสบกับความล้มเหลวในการถ่ายทอดแผนงานที่นำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม

การอภิวัฒน์เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงในปี 2550 จึงมีแต่วาทกรรม แต่ไร้ซึ่งผลเชิงประจักษ์ในทางปฏิบัติ ประเด็นวิกฤติที่สำคัญๆ ยังคงอยู่ดังเดิม ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม

ด้านเศรษฐกิจ การพัฒนายังเป็นแบบแยกส่วน ขาดกลยุทธ์การดำเนินงานที่เป็นองค์รวม รวมทั้งการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยกลไกของรัฐยังมีปัญหาจากระบบงานภายในหน่วยราชการ เช่น ความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อการลงทุนของภาครัฐ ปัจเจกบุคคลจำนวนไม่น้อยในสังคมไม่สนใจประกอบสัมมาชีพ หรือไม่มีความพยายามมากพอที่จะประกอบสัมมาชีพ ขาดจิตสำนึกต่อการเรียนรู้ ใฝ่รู้ ไม่มุ่งมั่นและอดทนต่อสิ่งต่างๆ เพื่อความสำเร็จในอนาคต

ด้านสังคม สังคมไทยยังคงเป็นสังคมแห่งอบายมุข ยังถูกชักจูงให้มัวเมาอยู่กับเรื่องเหล้า หวย และการพนันขันต่อ ภูมิคุ้มกันทางกาย อารมณ์ จิตใจ และความยึดมั่นในหลักศาสนธรรมไม่ได้ดีขึ้น ทำให้การจัดบริการของภาครัฐและภาระสวัสดิการทางสังคมเพิ่มสูงขึ้น ความสัมพันธ์ของคนในสังคมลดน้อยลง ต่างคนต่างอยู่ ภายใต้สภาวะกดดันทางสังคมที่เพิ่มมากขึ้น

เด็กและเยาวชนถูกคุกคามจากสื่อ อินเทอร์เน็ต และกระแสโลกาภิวัตน์ด้านลบ เนื่องจากบิดามารดาและผู้ปกครองไม่มีเวลาอบรมบุตรหลาน เพราะต่างต้องดิ้นรนในการหาเลี้ยงชีพ ขณะที่บทบาทในการอบรมเลี้ยงดูและการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมของสถาบันการศึกษาและสถาบันศาสนาต่างก็ลดน้อยถอยลง

ด้านวัฒนธรรม วิกฤติด้านค่านิยมและความคิดที่มุ่งแต่แสวงหาเงินให้ได้โดยไม่คำนึงถึงวิธีการอันชอบธรรม เห็นประโยชน์ส่วนตนมากกว่าส่วนรวม ขาดซึ่งจิตสำนึกต่อสาธารณะ ความดีงามและคุณค่าในวัฒนธรรมเสื่อมถอย เนื่องจากถูกรุมเร้าด้วยสื่อที่โหมกระพือความโลภ การเสริมสร้างระบบการเรียนรู้ตามอัธยาศัยจากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ตลอดชีวิต มีสัดส่วนที่ไม่มากและมีอิทธิพลน้อยเมื่อเทียบกับสื่อที่รุมทำร้ายผู้คน

ขณะเดียวกัน การจัดการศึกษาบนฐานของความพอเพียง ความเป็นธรรม และความเป็นไท รวมทั้งการจัดการทรัพยากรทางวัฒนธรรมที่เป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศ ก็มิได้รับการส่งเสริมอย่างเป็นระบบในแบบบูรณาการ

นอกจากนี้ รัฐบาลภายใต้สมัญญาเศรษฐกิจพอเพียง ก็ได้รับผลกระทบจากกระแสโลกาภิวัตน์ ที่สร้างให้เกิดเงื่อนไขให้ประเทศต้องมีการปรับตัว เพื่อพัฒนาศักยภาพคนในหลายประการ ทั้งเงื่อนไขด้านเศรษฐกิจ การค้า และการเมือง

เงื่อนไขในระบบเศรษฐกิจโลกมีความสลับซับซ้อนและเชื่อมโยงกันมากขึ้น การปรับระเบียบเศรษฐกิจใหม่ของโลกนำไปสู่การกำหนดข้อตกลง กติกาการค้า และการลงทุนระหว่างประเทศ เพื่อสร้างความได้เปรียบในเวทีการค้าโลก ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม วิถีชีวิตและค่านิยมของผู้คนในสังคม การปรับตัวต่อกระแสโลกาภิวัตน์ จึงจำเป็นต้องอาศัยการเรียนรู้และการยืนหยัดอยู่บนพื้นฐานของการพึ่งพาตนเองตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อลดความเสี่ยงจากกระแสโลกาภิวัตน์

แนวโน้มการพัฒนาสู่ "เศรษฐกิจยุคใหม่" ของสังคมโลก ได้ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี ประเทศไทยจำต้องปรับตัวเพื่อให้สามารถก้าวตามโลกได้อย่างรู้เท่าทัน แต่รัฐบาลไม่สามารถฉวยโอกาสนำเอาความก้าวหน้าทางวิทยาการ และภูมิปัญญามาใช้ประโยชน์ในการวางรากฐานการพัฒนาประเทศให้ก้าวเข้าสู่ยุคสังคมเศรษฐกิจฐานความรู้ โดยเฉพาะการพัฒนาศักยภาพคนให้มีความรู้ ทักษะ และความพร้อมที่จะรับรู้กับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ในระดับต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำความรู้และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาคุณธรรม และจริยธรรมของคนในสังคม

กระแสของแนวคิดประชาธิปไตยในประชาคมโลกมีอิทธิพลต่อทิศทางการพัฒนาประเทศ ซึ่งได้ให้ความสำคัญกับกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน การพิทักษ์สิทธิมนุษยชน การคุ้มครองสิทธิเด็ก สตรี และกลุ่มผู้ด้อยโอกาส รวมถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประเทศไทยจำต้องปรับตัวและทบทวนกระบวนทัศน์การพัฒนาในทิศทางแห่งการพึ่งตนเอง ที่สอดคล้องกับกระแสทางเลือก ซึ่งกำลังเกิดขึ้นหลายจุดในทุกมุมโลก

ผลงานของรัฐบาลที่ยังไม่สามารถกระทำให้ลุล่วง คือ การวางรากฐานการบริหารจัดการบ้านเมือง และแนวทางในการประสานประโยชน์ร่วมกันกับประเทศต่างๆ ในประชาคมโลกให้เกิดขึ้น ภายใต้อายุของรัฐบาลที่จำกัด

ประเด็นวิกฤติด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมข้างต้น สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยประสบกับอุปสรรคในการพัฒนา อันมีมูลเหตุสำคัญมาจากการเสียเวลาไปกับการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันที่ฝังรากลึกในระบบการเมือง การถูกครอบงำความคิดจากกระแสโลกาภิวัตน์ที่ทำให้คนไทยมีค่านิยมและทัศนคติที่ลื่นไหลไปตามกระแสโลก ส่งผลให้ความสามารถในการพึ่งพาตนเองตกต่ำลง

ในปี 2551 ที่กำลังเริ่มต้นขึ้นนี้ สังคมไทยกำลังต้องการรัฐบาลที่สามารถปรับทิศทางการพัฒนาประเทศให้อยู่ในวิถีของความพอเพียง โดยมุ่งแก้ไขประเด็นวิกฤติต่างๆ ข้างต้น ให้สำเร็จลุล่วง ประชาชนได้เลือกท่านเข้ามาบริหารประเทศแล้ว ขอให้พวกท่านในฐานะผู้แทนราษฎรพึงได้พิจารณาไตร่ตรองอย่างรอบคอบระหว่างประโยชน์สุขของคนไทยทั้งประเทศกับส่วนแบ่งผลประโยชน์ที่กำลังต่อรองกันอยู่ในขณะนี้... (จากคอลัมน์ พอเพียงภิวัตน์) External Link

(เรียบเรียงจากร่างรายงานการจัดทำแผนที่เดินทางเศรษฐกิจพอเพียงและการสร้างเครือข่ายเศรษฐกิจพอเพียงระหว่างประเทศ โดยสถาบันการจัดการเพื่อชนบทและสังคม มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย)

Tuesday, December 25, 2007

รัฐบาลใหม่กับปัญหาสินบนและความโปร่งใส

กรณีตำรวจนครลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา จับกุมตัวนายเจอรัลด์ กรีน นักธุรกิจชาวอเมริกันวัย 75 ปี และนางแพทริเซีย ภรรยาวัย 52 ปี เจ้าของบริษัท ฟิล์ม เฟสติวัล แมนเนจเมนท์ ในข้อหาจ่ายเงินสินบนมากกว่า 1.7 ล้านดอลลาร์ หรือ 56 ล้านบาท ให้กับอดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อให้ได้สิทธิจัดงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ หรือ Bangkok International Film Festival (BKK IFF) ในช่วงระหว่างปี 2545-2549 ได้กลายเป็นข่าวร้อน และส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ปัญหาคอร์รัปชันของประเทศไทย ในสายตาของนานาชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จากข่าวชิ้นนี้ ทำให้นึกไปถึงผลสำรวจการจัดอันดับดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (Corruption Perception Index-CPI) ประจำปี พ.ศ.2550 ที่เพิ่งประกาศโดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International-TI) ซึ่งพบว่าประเทศไทยได้ 3.3 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน อยู่อันดับที่ 84 จากทั้งหมด 179 ประเทศทั่วโลก และอยู่อันดับที่ 11 จาก 22 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย

การจัดอันดับภาพลักษณ์คอร์รัปชันในปี พ.ศ.2550 นี้ ได้จัดอันดับจากประเทศต่างๆ จำนวน 179 ประเทศทั่วโลก ใช้ผลการสำรวจจากแหล่งข้อมูล 14 แห่ง ที่ได้ดำเนินการสำรวจในปี พ.ศ 2549 และ 2550 ผลการจัดอันดับประจำปี 2550 พบว่าประเทศไทยอยู่อันดับที่ 84 (3.3 คะแนน) จากทั้งหมด 179 ประเทศทั่วโลกตกจากอันดับที่ 63 (3.6 คะแนน) ในปี 2549 และอันดับที่ 59 (3.8 คะแนน) ในปี 2548


ตารางแสดงค่าดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชันของประเทศไทย ปี 38-50

ปีคะแนนอันดับจำนวนประเทศ
503.3084179
493.6063163
483.8059159
473.6064146
463.3070133
453.2064102
443.206191
433.206090
423.206898
413.006185
403.063952
393.333754
382.793441
ที่มา : เรียบเรียงข้อมูลจาก www.transparency-thailand.org


ดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชัน เป็นตัวชี้วัดที่พัฒนาขึ้นโดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ และมหาวิทยาลัย Gottingen ในประเทศเยอรมนี และได้ใช้สำรวจเพื่อจัดอันดับภาพลักษณ์คอร์รัปชันในประเทศต่างๆ ทั่วโลก เป็นประจำทุกปีตั้งแต่ พ.ศ.2538 เป็นต้นมา ในการจัดอันดับตัวชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชัน องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ได้ให้นิยามว่า คอร์รัปชัน หมายถึง "การกระทำใดๆ ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในการให้ได้มาซึ่งประโยชน์ส่วนตน"

ดังนั้น การจัดอันดับภาพลักษณ์คอร์รัปชันของประเทศต่างๆ จึงไม่ได้รวมถึงปัญหาคอร์รัปชันในภาคธุรกิจ ลักษณะคำถามที่ใช้ในการสำรวจเป็นคำถามเกี่ยวกับการใช้อำนาจรัฐในทางมิชอบเพื่อประโยชน์ส่วนตน การติดสินบนเจ้าหน้าที่ของรัฐ การเบียดบังทรัพย์สินของรัฐและการใช้งบประมาณผิดประเภท

ข้อมูลที่ใช้การวิเคราะห์ CPI ได้มาจากการวิเคราะห์ผลการสำรวจของหน่วยงานวิจัย ที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก เช่น Economist Intelligence Unit สำนักแกลลัปโพลล์ สถาบันเพื่อการพัฒนาการบริหารการจัดการ ที่ปรึกษาความเสี่ยงทางธุรกิจและทางการเมือง Political Risk Services World Development Report World Economic Forum และ Harvard Institute for International Development โดยใช้ข้อมูลย้อนหลังเป็นเวลา 3 ปี เพื่อที่จะลดค่าความเบี่ยงเบนของคะแนนให้น้อยที่สุด

ทั้งนี้ ค่าคะแนนของ CPI เริ่มตั้งแต่ 0 คะแนน ถึง 10 คะแนน โดย 0 คะแนน เป็นคะแนนต่ำสุด หมายถึง ภาพลักษณ์คอร์รัปชันสูงสุด ส่วน 10 คะแนน เป็นคะแนนสูงสุดหมายถึง มีภาพลักษณ์คอร์รัปชันน้อยที่สุด หรือมีภาพความโปร่งใสสูงสุด

อย่างไรก็ตาม ดัชนีชี้วัดดังกล่าวมิใช่การวัดระดับปริมาณของคอร์รัปชัน แต่เป็นการวัด "ภาพลักษณ์" ของคอร์รัปชัน ซึ่งได้จากการรับรู้หรือจากความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างที่ทำการสำรวจเท่านั้น ดังนั้น ค่าคะแนนที่ได้จึงเป็นตัวชี้วัดภาพลักษณ์ของคอร์รัปชันโดยรวมของประเทศ ซึ่งแต่ละประเทศอาจแตกต่างกันตามหน่วยงานที่เป็นแหล่งข้อมูล

ยังมีอีกหนึ่งดัชนีที่จัดทำขึ้นโดยองค์กร เพื่อความโปร่งใสนานาชาติ เรียกว่า ดัชนีบ่งชี้ผู้จ่ายสินบน (Bribe Payers Index หรือ BPI) ซึ่งเป็นการสำรวจความคิดเห็นจากกลุ่มตัวอย่างในภาคเอกชนต่อพฤติกรรมการจ่ายสินบนขององค์กรธุรกิจในประเทศต่างๆ โดยผลการสำรวจในปีล่าสุด (2549) ระบุว่า บริษัทสัญชาติไต้หวัน ตุรกี รัสเซีย จีน และอินเดีย มีพฤติกรรมการจ่ายสินบนมากที่สุด

สำหรับกลุ่มประเทศที่ได้คะแนนในระดับสูง หรือมีภาพลักษณ์ว่ามีพฤติกรรมการจ่ายสินบนน้อยที่สุด ได้แก่ บริษัทจากสวิตเซอร์แลนด์ สวีเดน ออสเตรเลีย ออสเตรีย แคนาดา อังกฤษ เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น

ขณะที่ประเทศไทยเองยังไม่อยู่ใน 30 ประเทศ ที่องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติทำการสำรวจ แต่เป็นหนึ่งใน 125 ประเทศผู้ให้ข้อมูล โดยมีผู้ตอบจำนวน 46 ตัวอย่างจากประเทศไทย จากผลสำรวจทั้งหมด 11,232 ตัวอย่าง

การสำรวจดัชนีบ่งชี้ผู้จ่ายสินบน จัดทำขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2542 และครั้งที่สองในปี 2545 การให้คะแนนมีค่าระหว่าง 0 ถึง 10 คะแนน โดยคะแนนเต็ม หมายถึง มีภาพลักษณ์ว่าไม่มีพฤติกรรมการจ่ายสินบนเลย และประเทศที่ได้คะแนนน้อยหรือไม่มีคะแนนเลย หมายถึง มีภาพลักษณ์ว่ามีพฤติกรรมการจ่ายสินบนมากสุด

ในโอกาสที่ประเทศไทยกำลังมีการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง จึงอยากเสนอให้บรรจุภารกิจในการเพิ่มคะแนนดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชัน ด้วยการเลือกผู้บริหารในคณะรัฐบาลและออกนโยบายในการบริหารประเทศอย่างโปร่งใส มิฉะนั้นแล้ว ในปี 2551 ประเทศไทยอาจจะมีอันดับภาพลักษณ์คอร์รัปชัน เป็นเลขสามหลักทำลายสถิติในรอบ 14 ปีก็เป็นได้... (จากคอลัมน์ พอเพียงภิวัตน์) External Link

Tuesday, November 20, 2007

การเมืองแบบสมานฉันท์ ไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง

ปัญหาสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถพัฒนาไปได้ไกลเท่าที่ควร เกิดจากการบริหารจัดการที่ไม่โปร่งใสของภาครัฐและปัญหาการกระจายรายได้ ซึ่งทั้งสองปัญหานี้ส่งผลในเชิงที่เป็นปฏิกิริยาเสริมกัน กล่าวคือ ความไม่โปร่งใสทางการเมืองเป็นผลให้มีปัญหาในการกระจายรายได้ ขณะที่การมีปัญหาการกระจายรายได้ ทำให้ผู้มีรายได้น้อยในชนบทตกเป็นเครื่องมือของธุรกิจการเมือง อันเป็นสาเหตุของความไม่โปร่งใสในการบริหารจัดการของภาครัฐ เนื่องจากทั้งสองปัญหานี้มีลักษณะเสริมกัน การแก้ไขปัญหาจึงควรดำเนินการไปพร้อมกัน โดยมีจุดเน้นที่การแก้ปัญหาความไม่โปร่งใสทางการเมือง ซึ่งจะทำให้ปัญหาการกระจายรายได้จะค่อยๆ ได้รับการแก้ไขไปพร้อมกันด้วย

ในระยะยาว การแก้ปัญหาความไม่โปร่งใสของภาคการเมือง จำเป็นต้องเพิ่มความเข้มแข็งให้แก่ภาคประชาชนในการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ ตลอดจนพรรคการเมืองและนักการเมือง รวมทั้งการเปิดกว้างทางการเมืองให้ภาคประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองเพิ่มมากขึ้น การยกระดับข้อมูลความรู้ โดยเฉพาะสื่อซึ่งทำหน้าที่ในการให้ข้อมูลและความรู้แก่ประชาชนจะต้องมีความเป็นกลางและเที่ยงธรรม มีพื้นที่ให้ภาคประชาชนจัดทำสื่อของตนเองได้เพิ่มมากขึ้น

ปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีว่า ภาคประชาชนในพื้นที่ชนบท ประสบปัญหาในการไม่สามารถตรวจสอบการทำงานของราชการส่วนท้องถิ่นได้ เนื่องจากรูปแบบการเมืองแบบตัวแทนในระดับประเทศได้ถูกนำมาใช้ในท้องถิ่น ประกอบกับการถูกครอบงำของการเมืองในท้องถิ่นจากการเมืองระดับประเทศ ทำให้ผู้บริหารท้องถิ่นที่ได้รับการคัดเลือกจากประชาชน กลายเป็นผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นเสียเอง อีกทั้งความสัมพันธ์ที่เคยมีอยู่ในชุมชนท้องถิ่นจากระบบอุปถัมภ์ที่มีคุณธรรมได้เปลี่ยนรูปแบบมาเป็นระบบอุปถัมภ์แบบสามานย์ ที่ใช้อำนาจการเมือง ซึ่งเชื่อมโยงกับส่วนกลางผสมผสานกับอำนาจเงิน

การแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ จึงต้องพยายามส่งเสริมให้ภาคประชาชนมีความเข้มแข็ง ภายใต้การเมืองท้องถิ่นแบบสมานฉันท์ เพื่อให้ระบบอุปถัมภ์แบบมีคุณธรรมคืนกลับมา ซึ่งนอกจากจะช่วยให้การเมืองท้องถิ่นมีความโปร่งใสแล้ว ยังเป็นพลังสำคัญที่ทำให้การเมืองระดับประเทศมีความโปร่งใสเพิ่มขึ้นด้วย ทำให้การดำเนินนโยบายในด้านต่างๆ ก็จะพิจารณาถึงผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นหลัก ช่องว่างของการกระจายรายได้ก็จะลดลง ซึ่งจะผลเป็นทอดๆ ไปสู่การลดช่องว่างทางการเมือง สังคม การศึกษา เทคโนโลยี เกิดเป็นความสัมพันธ์ในเชิงลูกโซ่แบบย้อนกลับ เพื่อพลิกฟื้นวงจรแห่งความดีจากวงจรอุบาทว์ในปัจจุบัน

หากพิจารณาถึงรากของปัญหาด้านหนึ่งคือ การพัฒนาประชาธิปไตยท้องถิ่นที่ไม่สอดคล้องกับความจริง โดยเฉพาะการพัฒนาระบบประชาธิปไตยที่มีรูปแบบเดียว คือ ประชาธิปไตยตัวแทนทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น โดยผ่านกระบวนการเลือกตั้งเท่านั้น การเลือกตั้งจึงเป็นเสมือนมาตรวัดของประชาธิปไตยไทย ซึ่งถือว่าเป็นความผิดพลาดอย่างมาก

วิถีแห่งการสร้างประชาธิปไตยในท้องถิ่น จึงกลายเป็นการเลียนแบบประชาธิปไตยในระดับชาติ มีนายก อบต. มีคณะผู้บริหารท้องถิ่น มีสภาท้องถิ่น มีข้าราชการท้องถิ่น ผลพวงจากการพัฒนาประชาธิปไตยท้องถิ่นในรูปแบบดังกล่าว ได้ทำให้ชุมชนหลายพื้นที่อ่อนแอ และนำไปสู่ปัญหาของท้องถิ่นอย่างน้อย 3 ประการ ได้แก่ ปัญหาวัฒนธรรมขององค์กรปกครองท้องถิ่นในสภาพของระบบราชการที่แข็งกระด้าง ปัญหาของการเข้าสู่อำนาจของระบบประชาธิปไตยตัวแทนและบทบาทของนักธุรกิจการเมือง และปัญหาความแตกแยกในชุมชน

ทิศทางในการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศ จำต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบ โดยการให้ความสำคัญ 2 ระดับที่แตกต่างกัน คือ แม้การพัฒนาประชาธิปไตยในระดับชาติ ยังคงยึดโยงอยู่กับระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน ที่ขณะนี้ ได้นำไปสู่ปัญหาความแตกแยกในสังคม การทำลายทุนทางสังคมอย่างน่าเศร้า

แต่การพัฒนาประชาธิปไตยในระดับท้องถิ่น ต้องให้ความสำคัญกับการปกครองตนเอง ในลักษณะที่เป็นประชาธิปไตยแบบสมานฉันท์ในชุมชน เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนโดยสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคี เป็นการสร้างการเมืองแบบปรึกษาหารือ (Deliberative Democracy) โดยมีพื้นที่สาธารณะหรือเวทีการเรียนรู้ที่ชุมชนซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสีย จะต้องมีบทบาทร่วมในการขับเคลื่อน กระตุ้นให้เกิดการปลุกจิตสำนึก การสร้างคุณค่า การสร้างศรัทธา และอุดมการณ์ในการขับเคลื่อนร่วมกันทั้งชุมชน

นอกจากข้อเท็จจริงของท้องถิ่นที่มีความแตกแยกเป็นกลุ่มต่างๆ แล้ว กระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยแบบเดิม ยังได้ส่งผลกระทบต่อความรู้ท้องถิ่น โดยแตกออกเป็นองค์ความรู้ราชการ องค์ความรู้วิชาการ และองค์ความรู้ชุมชน ฐานขององค์ความรู้ทั้งสามนี้ ต่างฝ่ายต่างมีพื้นที่ของตนเอง การแก้ไขปัญหาในเรื่องดังกล่าว จึงต้องมีกระบวนการบูรณาการความรู้ในชุมชน โดยเริ่มจากฐานขององค์ความรู้ที่มีอยู่ในชุมชนให้เกิดการผสมผสาน และดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน

ท้ายที่สุด กระบวนการเรียนรู้ในชุมชนของชาวบ้าน จะเป็นการเปิดพื้นที่ทางวัฒนธรรมเพื่อให้ชาวบ้านในชุมชนได้ตระหนักต่อข้อเท็จจริงในประเด็นต่างๆ ของชุมชน เพื่อให้ชาวบ้านและภาคีนำข้อสรุปของกระบวนการเรียนรู้เข้าสู่การถกเถียงในเวทีการเรียนรู้ชุมชน มีฉันทามติ (Consensus) ในชุมชนภายหลังจากที่ภาคีในท้องถิ่นได้ถกเถียงกันอย่างสันติ เป็นการสร้างสังคมท้องถิ่นแบบสมานฉันท์ บนฐานของทุนทางสังคมความไว้เนื้อเชื่อใจ ความเป็นเครือญาติที่แน่นแฟ้น ซึ่งยังคงเหลืออยู่ตามชุมชนชนบทในสังคมไทย... (จากคอลัมน์ พอเพียงภิวัตน์) External Link

(เรียบเรียงจากผลการศึกษาวิจัยโครงการจัดทำดัชนีชี้วัดภาวะเศรษฐกิจและสังคมโดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของสำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และโครงการจัดทำแผนที่เดินทางและการสร้างเครือข่ายเศรษฐกิจพอเพียงระหว่างประเทศของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย)

Tuesday, October 23, 2007

อรรถประโยชน์กับข่าวการเมือง

คำว่า อรรถ หมายถึง ความมุ่งหมาย เมื่อมาสมาสเป็น อรรถประโยชน์ (Utility) จึงหมายถึง ประโยชน์ที่มุ่งหมาย หรือประโยชน์ที่ต้องการ เรื่องอรรถประโยชน์มีความหมายอยู่ 2 นัยด้วยกัน คือ อรรถประโยชน์เชิงวัตถุวิสัย (Objective Utility) กับอรรถประโยชน์เชิงจิตวิสัย (Subjective Utility)

ในส่วนที่เป็นอรรถประโยชน์เชิงวัตถุวิสัยนั้น จะเกี่ยวข้องกับความเป็นประโยชน์ (Usefulness) หรือคุณค่าของสิ่งต่างๆ ในลักษณะที่เป็นอยู่ตามจริงโดยธรรมชาติ เป็น "คุณค่าแท้" ที่มีอยู่แต่เดิม โดยมิได้ถูกเพิ่มเติมเสริมแต่งหรือดัดแปลงตามความคิดเห็นของมนุษย์ เช่น

น้ำมีคุณค่ามากกว่าเพชร เพราะน้ำมีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ตามธรรมชาติมากกว่าเพชร คุณค่าของน้ำ ในที่นี้เรียกว่า คุณค่าในการใช้สอย (Value in Use) ในขณะที่ คุณค่าของเพชร เป็นคุณค่าที่ถูกให้โดยมนุษย์ ถูกเพิ่มเติมเสริมแต่งให้มีคุณค่าสูง ด้วยเงื่อนไขของความหายาก (Scarcity) ซึ่งถือเป็นปัจจัยหนึ่งในการใช้กำหนดคุณค่าของเพชร ในที่นี้ที่เรียกว่า คุณค่าในการแลกเปลี่ยน (Value in Exchange) เนื่องจากเพชรเพียงส่วนน้อยสามารถแลกเป็นน้ำได้จำนวนมหาศาล

ในส่วนที่เป็นอรรถประโยชน์เชิงจิตวิสัยนั้น จะเกี่ยวข้องกับความเป็นประโยชน์หรือคุณค่าของสิ่งต่างๆ ในลักษณะที่เป็นการให้คุณค่าโดยมนุษย์ คือ การที่แต่ละบุคคลจะให้คุณค่ากับสิ่งเหล่านั้นตามความคิดเห็นของตนเอง คุณค่า (ในการแลกเปลี่ยน) ตามความหมายนี้ จึงขึ้นอยู่กับปริมาณของสิ่งนั้นๆ ด้วย ถ้าของบางอย่างมีมากเกินไป การให้คุณค่าแก่สิ่งนั้นๆ ก็จะลดลง เพราะหาได้ง่าย ถึงแม้จะมีคุณค่าในการใช้สอยก็ตาม

หรือการที่มนุษย์สามารถสร้างความมั่งคั่งได้โดยการลดความต้องการของตัวเองลงให้เป็นสัดส่วนลงตัวกับสิ่งที่มีอยู่ แทนการขวนขวายหาสิ่งต่างๆ เพิ่มตามความต้องการที่ไม่จำกัด ซึ่งก็คือ การให้คุณค่าอย่างสูงแก่สิ่งของที่ตนมีอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องขวนขวายหาสิ่งอื่นมาเพิ่มเติม

เมื่อเงินเข้ามามีบทบาทมากขึ้น และสิ่งของทุกสิ่งทุกอย่างสามารถกำหนดคุณค่าเทียบกับเงินได้ ความหมายของคุณค่าจึงค่อยๆ ถูกเปลี่ยนไปเป็น "มูลค่า" หรือ "ราคา" ของสิ่งของ อันเป็นจุดเบี่ยงเบนสำคัญจากความเป็นจริงตามธรรมชาติของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งของนั้นๆ เพราะมูลค่าหรือราคาเป็น "คุณค่าเทียม" ที่มนุษย์ตกลงหรือสมยอมกันเอง (Human Convention) ไม่ใช่ คุณค่าแท้ หรือ คุณค่าในการใช้สอย ซึ่งเป็นคุณค่าตามธรรมชาติที่แท้จริงของสิ่งนั้นๆ

คำที่มีความเกี่ยวเนื่องกับอรรถประโยชน์อีกคำหนึ่ง คือ Utilization หรือการใช้ประโยชน์ ซึ่งแปลว่า การทำให้เกิดประโยชน์ตามที่ต้องการ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ ประโยชน์ที่ได้รับ ซึ่งในทางปฏิบัติ ประโยชน์ที่ได้รับตามความเป็นจริง (Actual) อาจจะไม่เท่ากับประโยชน์ที่มุ่งหมายหรือที่คาดว่าจะได้รับ (Expected) ก็ได้

ขอให้สังเกตว่า มูลค่าที่บุคคลได้รับจากการใช้ประโยชน์ จะต่างจากคุณค่าในการใช้สอยในอรรถประโยชน์ คือ มูลค่าในการใช้ประโยชน์จะแปรเปลี่ยนตามบุคคลผู้ใช้ประโยชน์ โดยขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพหรือความสามารถในการใช้ประโยชน์ของบุคคลนั้นๆ ขณะที่คุณค่าในการใช้สอยในอรรถประโยชน์หรือประโยชน์ที่มุ่งหมาย ยังคงมีคุณค่าในสภาพเดิมตามธรรมชาติ ไม่ว่าจะมีการใช้สอยเกิดขึ้นแล้วหรือยังไม่มีการใช้สอยเกิดขึ้นโดยบุคคลใดๆ ก็ตาม ถือเป็นคุณค่าในตัวของสิ่งต่างๆ ที่ยังมิได้ถูกใช้ประโยชน์

จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏนี้ เราสามารถนำไปสู่การพิจารณาคุณค่าเปรียบเทียบ (Comparative Value) ระหว่างคุณค่าที่มนุษย์กำหนดขึ้นในอรรถประโยชน์เชิงจิตวิสัยกับคุณค่าเดิมแท้ของสิ่งต่างๆ ในอรรถประโยชน์เชิงวัตถุวิสัย เพื่อนำไปประยุกต์กับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันได้

การพิจารณาเรื่องอรรถประโยชน์ของข่าวการเมืองที่ออกมาในช่วงนี้ ดูจะหาคุณค่าที่แท้จริงได้น้อย เพราะยังเป็นช่วงที่ "พรรคการเมือง" และ "นักการเมือง" ส่วนใหญ่กำลังสร้างมูลค่าหรือราคาให้แก่ตนเองเพื่อแลกเปลี่ยนกับเม็ดเงินจากผู้สนับสนุนเป็นหลัก

วิธีการสร้างมูลค่าทางการเมือง หากใช้อรรถประโยชน์เชิงวัตถุวิสัยจะได้ราคาน้อย เนื่องจากพรรคการเมืองและนักการเมืองในปัจจุบัน ขาดการพัฒนาเพื่อสร้างคุณค่าแท้ให้แก่สังคมมาเป็นเวลานาน ทำให้การสร้างมูลค่าจึงต้องอ้างอิงอรรถประโยชน์เชิงจิตวิสัย คือการให้คุณค่าโดยใช้ภาพลักษณ์ที่โหมกระพือทางสื่อต่างๆ เป็นระลอก ยิ่งไปกว่านั้น บรรดาพรรคการเมืองและนักการเมืองต่างก็พยายามที่จะเพิ่มคุณค่าในการแลกเปลี่ยนด้วยการเพ่งเล็งไปที่การใช้ประโยชน์หรือประโยชน์ที่ผู้ใช้ได้รับ

โดยในเบื้องหน้าจะแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ และในเบื้องหลังจะชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ที่ผู้สนับสนุนจะได้รับ หากตนเองหรือพรรคการเมืองที่ตนเองสังกัดอยู่ได้รับเลือกตั้งให้เข้ามารับใช้บ้านเมือง

การเปรียบเทียบคุณค่าของกิจกรรมทางการเมืองระหว่างพรรคการเมืองเพื่อประโยชน์ที่มุ่งหมายเชิงจิตวิสัยหรือคุณค่าเทียม กับพรรคการเมืองเพื่อประโยชน์ที่มุ่งหมายเชิงวัตถุวิสัยหรือคุณค่าแท้ พบว่า ในกรณีแรก ประโยชน์ที่มุ่งหมายจากกิจกรรมทางการเมืองนั้น เน้นผลลัพธ์ที่ต้องให้มูลค่าสูงหรือสามารถแลกเป็นเงินสนับสนุนซึ่งเป็นผลตอบแทนจากกิจกรรมทางการเมืองดังกล่าวได้ ขณะที่ ประโยชน์ที่มุ่งหมายจากกิจกรรมทางการเมืองในกรณีหลัง ไม่จำเป็นต้องให้มูลค่าที่สูงหรือแลกเปลี่ยนเป็นเงินสนับสนุน แต่สามารถสร้างคุณค่าให้แก่ประชาชนเป็นหลัก อีกทั้งไม่จำเป็นต้องยึดผลตอบแทนทางการเมืองเป็นที่ตั้งในทุกกรณี เป็นการเน้นที่ความคุ้มค่ามากกว่าความคุ้มทุน

การติดตามข่าวการเมืองในเวลานี้ จึงควรพิจารณาที่คุณค่าแท้หรืออรรถประโยชน์เชิงวัตถุวิสัย มิใช่การพิจารณาว่าพรรคการเมืองใดต้อนนักการเมืองโดยใช้มูลค่าหรือราคาเป็นเครื่องตัดสิน ซึ่งท้ายที่สุด จะทำให้ประชาชนต้องจ่ายในราคาที่แพง เพื่อแลกกับประชาธิปไตยในแบบเทียมๆ ที่หาคุณค่าแท้ให้แก่สังคมมิได้... (จากคอลัมน์ พอเพียงภิวัตน์) External Link

Tuesday, October 09, 2007

อยากเห็นพรรคธัมมิกสังคมนิยม

การที่ผู้คนในสังคมจะสามารถอยู่รวมกันได้อย่างเป็นปกติสุขนั้น จำต้องมีหลักการดำเนินชีวิตในสังคมที่สอดคล้องกับความเป็นไปตามธรรมชาติ เมื่อไรก็ตาม ที่การดำเนินกิจกรรมในสังคมเริ่มเบี่ยงเบนหรือผิดแผกไปจากธรรมชาติ ไม่เป็นไปอย่างปกติ สังคมนั้นก็จะเดือดร้อนวุ่นวาย เกิดปัญหาของการเบียดเบียนซึ่งกันและกันไม่รู้จบสิ้น

ท่านพุทธทาสภิกขุ ได้กล่าวไว้ในหนังสือชื่อ ธัมมิกสังคมนิยม ว่า คำว่า "ธมฺมิก" แปลว่า ประกอบอยู่ด้วยธรรม "สังคม" คือ คนหมู่มาก "นิยม" คือ เพ่งเล็งในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

"ธัมมิกสังคมนิยม" จึงเป็นการเพ่งเล็งเรื่องที่เกี่ยวกับคนหมู่มาก ที่ประกอบอยู่ด้วยธรรม เป็นธรรมชาติที่ต้องอาศัยซึ่งกันและกัน ไม่มีการกอบโกยอย่างเสรี เสรีภาพในการกอบโกยส่วนเกินถูกควบคุมไว้โดยธรรมชาติอย่างเฉียบขาด เป็นสังคมนิยมโดยอัตโนมัติของธรรมชาติ เป็นความถูกต้องที่จุนเจือให้มนุษย์อยู่รอดมาได้ทุกวันนี้

ปัญหาเกิดเมื่อมนุษย์เริ่มรู้จัก "เอาส่วนเกิน" เริ่มเก็บสะสม กักตุนเอาไว้มากขึ้นๆ จนเกิดการไม่พอ มีการแย่งกันสะสมส่วนเกินจนต้องมีหัวหน้าที่จะแสวงหากอบโกยส่วนเกิน ต้องทะเลาะเบาะแว้ง รบพุ่งกัน

ธรรมชาติได้มีกฎวางไว้ให้ทุกคนเอาแต่เท่าที่จำเป็น แต่เมื่อมนุษย์ไม่เชื่อฟังธรรมชาติ แข่งกันกอบโกยส่วนเกิน จิตใจขยายไปในทางที่ต้องการส่วนเกินนั้น จนเป็นการริบเอาประโยชน์ของสังคมมาเป็นของตน แทนที่ส่วนเกินนั้นจะตกทอดไปถึงคนอื่นๆ เกิดเป็นความขาดแคลนขึ้นในสังคม จนทำให้พวกที่เหลือส่วนใหญ่กลายเป็นคนยากจน

สังคมปัจจุบันจึงต้องการผู้ปกครองที่รื้อฟื้นธรรมสัจจะของธรรมชาติในข้อนี้มาใช้ให้บังเกิดผล คือ ต้องทำให้เป็นระบบสังคมนิยมที่มีความหมายว่า "เห็นแก่สังคม" ทั้งโดยการพูดและการกระทำ มิใช่เพียงปากว่าเพื่อสังคม เพื่อประเทศ เพื่อส่วนรวม แต่ใจและการกระทำนั้น ยังเป็นไปเพื่อตนเองหรือพวกพ้อง

ส่วนเครื่องมือสำหรับระบบสังคมนิยมที่มีผู้ปกครองดี คือ วิธีปฏิบัติงานที่เป็นเผด็จการ เมื่อไรก็ตาม ที่เห็นว่าเป็นเรื่องถูกต้อง จะดำเนินการและลงมือทำโดยทันที ไม่ยอมให้โอ้เอ้หรือผิดเพี้ยนแก่เวลา ในทางตรงข้าม สังคมที่ได้ผู้นำดี แต่กลับไม่ลงมือทำในเรื่องที่ถูกต้องให้ควรแก่เวลา ก็จะนำพาประเทศชาติให้เสื่อมถอยอย่างอันตราย

แต่ถ้าสังคมได้ผู้ปกครองที่ไม่ดีหรือไม่ประกอบอยู่ด้วยธรรมแล้ว ไม่ว่าวิธีการปกครองจะเป็นแบบเผด็จการหรือประชาธิปไตย สังคมหรือประเทศชาติก็จะล่มจมไปในทางเดียว โดยเหตุที่ประชาธิปไตยเสรีทำให้ประเทศล่มจมได้นั้น ก็เพราะผู้นำจะฉวยโอกาสใช้เสรีภาพไปตามอำนาจของกิเลส พอมีอำนาจอยู่ในมือแล้ว จิตใจจะขยายไปในทางที่ต้องการเอาส่วนเกิน เกิดการกอบโกยประโยชน์ของสังคมมาเป็นของตนในระหว่างที่อยู่ในอำนาจ ประชาธิปไตยเสรีนี้ ก็เป็นอันตรายร้ายแรงต่อประเทศได้

คำว่าสังคมนิยมตามทัศนะของท่านพุทธทาส จึงเป็นเรื่องตรงกันข้ามกับเสรีนิยมที่เล็งถึงบุคคล ปัจเจกชน ต่างคนต่างมีเสรี สังคมนิยมจะเล็งถึงประโยชน์ของสังคม คำนึงถึงปัญหาของสังคม แล้วก็ทำสิ่งต่างๆ ที่เป็นการแก้ปัญหาของสังคม ในขณะที่เสรีนิยมทำไม่ได้ เนื่องด้วยความเห็นแก่ตัว มีช่องโหว่ตรงที่เปิดโอกาสให้ตามใจกิเลส ชักจูงไปสู่การกอบโกย การเบียดเบียนผู้อื่น ศีลธรรมหายไป ปัญหาเกิดขึ้นแก่สังคม แล้วในที่สุด ก็ย้อนกลับมาเบียดเบียนตนเอง จนกลายเป็นปัญหาของตัวเองด้วย

หากคนในสังคมเอาแต่เพียงพอดี ปัญหาเหล่านี้ก็จะไม่เกิด การเบียดเบียนก็จะไม่เกิด การเอาเปรียบกันก็จะไม่มี แต่จะมีคำถามต่อมา คือ แค่ไหนจึงเรียกว่าพอดี แค่ไหนจึงไม่เรียกว่าส่วนเกิน คำว่าส่วนเกินนี้ยืดหยุ่นได้มาก ที่เข้าใจว่าไม่เป็นส่วนเกินนั้น ก็ยังเป็นส่วนเกินได้ เช่น เราจะเจียดประโยชน์ของเราที่กินที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ออกไปสัก 4% ก็ยังอยู่ได้และไม่ตาย ดังนั้น การรู้จักเจียดออกให้เป็นส่วนเกินจากสิ่งที่เราไม่เห็นว่าเป็นส่วนเกิน นั่นคือ ศีลธรรมที่ช่วยธำรงสังคม

สี-ละ ตามความหมายเดิมแปลว่า ปกติ ถ้าสิ่งใดเป็นไปเพื่อความปกติ ไม่วุ่นวาย ก็เรียกว่า สี-ละ และธรรมที่ทำให้มีความเป็นอย่างนั้น จึงเรียกว่า ศีลธรรม คำว่าปกติตามความหมายของศีลธรรม หมายความว่า ไม่กระทบกระทั่งใครหรือไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน และไม่กระทบกระทั่งตัวเองหรือไม่ทำให้ตัวเองเดือดร้อน

คนในสังคมจึงควรยึดหลักปฏิบัติตามธรรมชาติ คือ พยายามอย่ากอบโกยส่วนเกิน พยายามเจียดส่วนเกินออกไปเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นให้ได้ และอย่าเข้าใจผิดว่าธรรมชาติห้ามผลิตส่วนเกิน ทุกคนมีสิทธิและสมควรอย่างยิ่งที่จะผลิตส่วนเกินขึ้นมา แต่ว่าส่วนเกินนั้น ควรจะเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่สังคม และควรระมัดระวังอย่างยิ่งว่า ที่เราเข้าใจว่า ไม่เกินๆ นี้ ก็ยังเกิน ยังเจียดได้

สังคมไทยปัจจุบัน เป็นสังคมนิยมที่ผิดไปจากธรรมสัจจะของธรรมชาติ มีบุคคลบางพวกบางหมู่ที่ได้ประพฤติตัวเป็นขบถต่อธรรมชาติ เกิดแตกแยกขึ้นเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งมีอำนาจทางการเงิน ฝ่ายหนึ่งมีอำนาจทางเรี่ยวแรงกำลัง เกิดการทะเลาะเบาะแว้งกัน เห็นแก่พวกตัวเกินไป ไม่เห็นพวกอื่นว่าเป็นมนุษย์ที่อยู่ร่วมสังคมเดียวกัน บางพวกชอบพูดว่าเอาธรรมนำหน้า แต่เวลาทำกลับทิ้งธรรมไว้ข้างหลัง

การแบ่งแยกมนุษย์ออกเป็นพวกๆ แล้วทำตนเป็นศัตรูกันนั้น ไม่ใช่ความต้องการของธรรมชาติ สิ่งนี้เกิดขึ้นเพราะความเสื่อมทรามทางศีลธรรมในจิตใจของมนุษย์ ไม่ว่าฝ่ายไหนต่างก็แสวงหาพื้นที่ทางการเมือง พร้อมที่จะกอบโกยส่วนเกินกันทั้งนั้น

ความมุ่งหมายของการเมืองของท่านพุทธทาส ต้องเป็นไปเพื่อสันติสุขของคนในสังคม ถ้าผิดไปจากนี้แล้วเป็นการเมืองคดโกงของภูตผีปีศาจ ไม่ว่าจะเขียนไว้โดยนักการเมืองที่มีชื่อเสียงสูงสุดคนไหนก็ตาม หรือจากตำราเล่มไหนก็ตาม ถ้ามันเป็นไปเพื่อผลแก่ตนแก่พวกของตนแล้ว มันไม่ใช่การเมือง (เรียบเรียงจาก หนังสือธัมมิกสังคมนิยม ของท่านพุทธทาสภิกขุ บรรยายไว้ในช่วงปี 2516-2518)... (จากคอลัมน์ พอเพียงภิวัตน์) External Link

Wednesday, August 22, 2007

ประชามติ พอเพียงหรือไม่

ผลการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ประกาศ (อย่างไม่เป็นทางการ) ปรากฏว่า มีผู้ลงคะแนนเสียงเห็นชอบ 57.81% และไม่เห็นชอบ 42.19% จากผู้มาใช้สิทธิลงคะแนนทั้งสิ้น 57.61%

หากคิดแบบชาวบ้านที่เคยติดตามคำพิพากษาคดียุบพรรคการเมือง ของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ สมมติว่าประชามตินี้กระทำผ่านคณะกรรมการที่เป็นเสมือนตัวแทนของปวงชนทั้งสิ้น 15 คน ปรากฏว่า มีผู้งดออกเสียง 6 คน และในบรรดาคณะกรรมการที่เหลือ 9 คน มีผู้ลงมติเห็นชอบ 5 คน และไม่เห็นชอบ 4 คน ซึ่งกล่าวได้ว่า เป็นมติที่ไม่เป็นเอกฉันท์

ทั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ รัฐบาล และคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ คงต้องพิจารณาร่วมกันแล้วว่า 4 เสียงที่ไม่เห็นชอบนั้น ประกอบด้วย คำวินิจฉัยในการตัดสินออกเสียงประชามติอย่างไร เพื่อที่จะได้เป็นบทเรียนสำหรับการกำหนดทิศทาง และจังหวะก้าวต่อไปในการวางรากฐานการเมืองการปกครองประเทศ ให้มีความมั่นคงเข้มแข็งและความปรองดองของคนในชาติ

ในจำนวนผู้ที่ไม่เห็นชอบ 4 คน ผู้ที่ไม่เห็นชอบคนแรก ถ้าดูตามคะแนนเสียงประชามติ เป็นคนอีสาน ที่ต้องการเห็นประเทศมีเศรษฐกิจที่พัฒนาและเจริญเติบโตก้าวหน้า ประชาชนจะได้มีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีสวัสดิการของรัฐที่กระจายไปสู่ชุมชนอย่างทั่วถึง การเมืองจะต้องตอบสนองความอยู่ดีมีสุขของคนในสังคม คำนึงถึงความผูกพันฉันญาติมิตรมากกว่าความสัมพันธ์ทางโครงสร้าง แม้จะเป็นหนึ่งในเสียงที่ไม่เห็นชอบการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ก็มิได้คัดค้านในส่วนเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยรวม

ผู้ที่ไม่เห็นชอบคนที่สอง เป็นนักวิชาการ ที่ไม่สนับสนุนการยึดอำนาจและการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญที่มาจากการยึดอำนาจ แม้ว่าเนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญจะมีข้อดีและเห็นชอบในหลายประเด็น แต่ก็ถูกลบล้างด้วยประเด็นที่มาของรัฐธรรมนูญและการลิดรอนสิทธิ์ในการตรวจสอบคณะปฏิรูปการปกครองที่เป็นผู้ฉีกรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ทิ้ง อย่างไรก็ดี ผู้ที่ไม่เห็นชอบคนดังกล่าวนี้ ก็เคยตำหนิการบริหารบ้านเมืองในยุคของรัฐบาลทักษิณ ที่เข้าไปก้าวก่ายและแทรกแซงอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจตุลาการ และองค์กรอิสระ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมมาแล้ว

ผู้ที่ไม่เห็นชอบคนที่สาม เป็นนักกฎหมาย ที่เห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2550 โดยรวมมีข้อด้อยมากกว่าข้อดี และมิได้สร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบการเมืองในวันข้างหน้า จนอาจต้องมีการแก้ไขหรือร่างรัฐธรรมนูญใหม่อยู่ดี ผู้ที่ไม่เห็นชอบคนดังกล่าวนี้ เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีความพยายามที่จะใช้กลไกและระบบการตรวจสอบมาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากตัวบุคคลผู้ใช้อำนาจรัฐ ซึ่งแม้จะก่อให้เกิดผลตามความมุ่งหมายจริง แต่ในขณะเดียวกัน ก็ก่อให้เกิดผลอื่นติดตามมา (Consequence) ซึ่งเป็นการเปิดช่องทางให้เกิดการบิดเบือนการใช้อำนาจรัฐในรูปแบบอื่นๆ ด้วย กระทั่งส่งผลมาถึงความเข้มแข็งของระบบการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผู้ที่ไม่เห็นชอบคนที่สี่ เป็นบุคคลธรรมดา ที่ต้องการเห็นบ้านเมืองเดินไปข้างหน้า แต่ไม่ต้องการให้ทหารเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง แม้จะเห็นด้วยกับการปฏิรูปการปกครอง เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ในการเข้ามาแก้ไขวิกฤติของบ้านเมือง แต่ก็ไม่สนับสนุนให้มีการสืบทอดอำนาจผ่านรัฐธรรมนูญฉบับออกเสียงประชามตินี้

กล่าวได้ว่า การออกเสียงประชามติในครั้งนี้ เพียงพอที่จะชี้ให้เห็นว่า คนส่วนใหญ่ต้องการเห็นประเทศก้าวไปข้างหน้าด้วยรัฐธรรมนูญ ปี 2550 แต่ไม่เพียงพอที่จะสรุปว่า คนส่วนใหญ่ต้องการให้ประเทศเดินไปข้างหน้าด้วยวิธีการใดหรือมีรูปแบบใดอย่างชัดเจน

ฉะนั้น ผู้ที่จะลงสนามการเมืองในเวทีเลือกตั้งครั้งหน้า จะต้องทำการวิจัยและประมวลผลการออกเสียงประชามติครั้งนี้ โดยเฉพาะในฝั่งของผู้ที่ไม่เห็นชอบอย่างรอบคอบระมัดระวัง เพื่อการกำหนดยุทธศาสตร์ (Strategies) การรณรงค์ทางการเมืองให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย การค้นหาตัวเชื่อม (Connections) ที่เป็นพันธมิตรตามภูมิสังคม และกลวิธี (Tactics) ในการช่วงชิงคะแนนเสียง อย่างน้อยที่สุด ผลการออกเสียงประชามติครั้งนี้ ก็ชี้ให้เห็นว่า เงินมิใช่ปัจจัยสำคัญที่สุด หรือเป็นไปได้ว่า เงินไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่หรือแสดงบทบาทเหนือเจตนารมณ์และอุดมการณ์ของคนส่วนใหญ่ในประเทศ

ทั้งนี้ โปรดอย่าลืมว่า ยังมีอีก 6 เสียงเงียบ ที่พร้อมจะสนับสนุนหรือคัดค้านการดำเนินงานทางการเมืองในจังหวะก้าวต่อไปของรัฐบาลหน้าที่จะมาจากการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี 2550 บรรดาพรรคการเมืองต่างๆ คงต้องวิเคราะห์เจตนารมณ์ของผู้ที่งดออกเสียงทั้ง 6 เสียงนี้อย่างพินิจพิเคราะห์ ซึ่งจะมีความยากลำบากมากกว่าการวิเคราะห์เจตนารมณ์ของผู้ที่ไม่เห็นชอบ 4 เสียง แต่ต้องถือว่าเป็นพลังเงียบที่เป็นตัวแปรในการกำหนดหนทางแพ้ชนะในสนามเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างมีนัยสำคัญ... (จากคอลัมน์ พอเพียงภิวัตน์) External Link

Tuesday, May 15, 2007

เล่นหวย + ออมเงิน = หวยออม

ขอกลับไปตั้งต้นด้วยสัจจธรรมหรือหลักของความจริงกันก่อนว่า การเล่นหวยนั้น เป็น “อบายมุข” (แปลว่า ช่องทางแห่งความเสื่อม หรือเหตุที่ทำให้ทรัพย์สินหมดไป) หากพิจารณาด้วยหลักจริยธรรมหรือจารีตที่ดีงามในบ้านเมือง รัฐไม่ควรส่งเสริมหรืออนุญาตให้มีการเล่นหวยกันอย่างกว้างขวาง

แต่สัจจธรรมหรือความจริงอีกด้านหนึ่งก็คือ มนุษย์ในยุคปัจจุบันนี้ กำลังอยู่ในยุคที่เรียกว่า “กลิยุค” ซึ่งประกอบด้วยคนที่ใฝ่ดีใฝ่เจริญอยู่เพียงหนึ่งในสี่ส่วน ฉะนั้น ต้องยอมรับความจริงด้านนี้ด้วยว่า เรื่องสุรา เรื่องหวย จึงยังไม่หมดไปจากสังคมเป็นแน่แท้

การแก้ไขปัญหาด้วยการยกเลิกการออกหวยหรือขจัดการเล่นโดยเด็ดขาด ตามหลักของความจริงแล้ว ถือเป็นสิ่งที่พึงกระทำอย่างยิ่ง แต่เมื่อพิจารณาตามสภาพความเป็นจริงอีกด้านหนึ่งประกอบ จะเห็นว่าวิธีการที่ตึงเกินไปนี้ จะสร้างให้เกิดปัญหาใหม่ๆ ที่พัวพันกันเป็นลูกโซ่ เช่น หวยใต้ดิน ผู้มีอิทธิพล การทุจริตคอรัปชั่น ฯลฯ แต่ครั้นจะแก้ไขด้วยการแปลงหวยใต้ดินให้เป็นหวยบนดินดังเช่นที่รัฐบาลชุดที่แล้วได้กระทำ ก็ถือว่าเป็นวิธีการที่หย่อนเกินไป อีกทั้งเป็นความพยายามในการทำสิ่งที่ผิดกฎหมายให้ถูกกฎหมาย เรื่องนี้ต้องขอชมเชยรัฐบาลชุดปัจจุบันในเรื่องนี้ว่า ได้ตัดสินเรื่องหวยบนดินได้อย่างเที่ยงตรง โดยไม่ไปรับรองในสิ่งที่ผิดให้เป็นถูก และไม่เดินตามรอยของรัฐบาลชุดที่แล้ว ทีนี้ก็มาถึงคำถามที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทยเวลานี้คือ รัฐควรจะมีวิธีการแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้อย่างไร

"หลักการ ที่คล้อยตาม "ธรรม"
ก่อนจะไปถึงเรื่องวิธีการ ขอให้พิจารณาถึงหลักการที่จะใช้ก่อน หลักการที่ควรจะเป็นคือ รัฐไม่ควรส่งเสริมหรืออนุญาตให้มีการเล่นหวยกันอย่างกว้างขวาง คำสำคัญ (Keyword) อยู่ตรงคำว่า “อย่างกว้างขวาง” เพราะหากบทบาทของรัฐไม่เป็นไปดังนี้ ก็เท่ากับว่ารัฐกำลังสร้างเครื่องมือที่ดึงเอาคนดีหรือเยาวชนที่ควรได้รับการปลูกฝังให้เป็นคนดี ออกมาจากกลุ่มของผู้ใฝ่ดีใฝ่เจริญมากขึ้น สังคมก็จะเสื่อมลงมากกว่าที่เป็นอยู่ คนในสังคมก็จะยากจนแร้นแค้นเพิ่มขึ้น ตามนัยของสิ่งที่เป็นผลจากอบายมุข

เมื่อเห็นหลักการที่ควรจะเป็นแล้ว วิธีการที่จะปฏิบัติให้สอดคล้องกับหลักการนั้นมีได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของสถานการณ์ และความพร้อมของสังคม ตัวอย่างเช่น ได้มีผู้เสนอให้จำกัดอายุของผู้ซื้อ หรือลดปริมาณของสลากกินแบ่งของรัฐบาลในแต่ละงวด หรือการลดงวดของการออกจากเดือนละสองครั้งเป็นเดือนละครั้งแทน วิธีการนี้แม้จะต้องตามหลักการ และเป็นสิ่งที่พึงกระทำ แต่ก็แก้ปัญหาได้ไม่ตรงจุดในเรื่องที่ไม่ได้ช่วยให้การเล่นหวยใต้ดินลดลง ที่แย่ไปกว่านั้นคือ อาจไปทำให้การเล่นหวยใต้ดินมีปริมาณเพิ่มขึ้นกว่าเดิม

"วิธีการ" ที่คล้อยตาม "อรรถ"
การออกแบบวิธีการให้บังเกิดผลในทางปฏิบัติ ควรนำข้อมูลด้านผู้ซื้อหวยมาพิจารณาประกอบว่า อะไรคือจุดมุ่งหมายหรือวัตถุประสงค์ของการเล่น สำหรับผู้เล่นที่ซื้อเพื่อต้องการเสี่ยงโชคหรือความตื่นเต้นเป็นครั้งคราว ผู้เล่นกลุ่มนี้มิได้เป็นลูกค้าหลักของหวยใต้ดินและมักไม่มีปัญหาทางการเงินมากนัก ขณะที่ผู้เล่นอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งมีปัญหาทางการเงินมากกว่ากลับต้องเจียดเงินค่าครองชีพมาซื้อเป็นประจำทุกงวดโดยหวังได้เงินรางวัลเพื่อมาใช้จ่ายในครัวเรือน และเป็นผู้เล่นกลุ่มใหญ่ที่ต้องคำนึงถึงในการออกแบบวิธีการเพื่อให้บังเกิดผล

เมื่อพิจารณาประกอบข้อเสียของการเล่นหวย คือ นอกจากโอกาสในการถูกรางวัลจะมีไม่มากแล้ว ต้นเงินที่เป็นค่าหวยก็จะสูญไปด้วย ทำให้เงินค่าครองชีพของคนกลุ่มนี้ที่มีน้อยอยู่แล้วยิ่งหดหายลงไปอีก ฉะนั้น อรรถหรือความมุ่งหมายในกรณีนี้ คือ ต้องเปลี่ยนให้คนกลุ่มนี้เก็บเงินไว้เพื่อใช้จ่ายในครัวเรือนแทนที่จะสูญเงินไปกับค่าหวย

คำถามที่เกิดขึ้นคือ เราสามารถบอกให้คนกลุ่มนี้หยุดเล่นหวยแล้วเก็บเงินไว้แทนได้หรือไม่ คำตอบคือ ยากมาก เนื่องจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดังกล่าวนี้ ต้องเกิดจากความตระหนักรู้จากภายใน ซึ่งคนส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้ยังไม่อยู่ในสภาพพร้อมเช่นนั้น คำถามต่อมาคือ แล้วรัฐสามารถใช้กลไกภายนอกเพื่อแปลงเงินค่าหวยให้เป็นเงินออมได้หรือไม่ คำตอบคือ ได้ และมีตัวอย่างจริงคือ สลากออมสินของธนาคารออมสิน และสลากออมทรัพย์ทวีสินของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

แปลง "หวยบนดิน" เป็น "สลากออมทรัพย์" ที่ถูกกฎหมาย
ในส่วนของรูปแบบหวยบนดินแบบเดิม ที่ยังผิดกฎหมายอยู่ แต่สามารถใช้สกัดหวยใต้ดินได้ดี รัฐอาจคงรูปแบบของเดิมไว้ทั้งหมด ตั้งแต่วิธีการออกสลาก คนเดินสลาก ส่วนแบ่งรายได้ ฯลฯ แต่ใช้วิธีถ่ายโอนไปให้ธนาคารออมสิน หรือ ธกส. ดำเนินการแทนสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ในทำนองเดียวกับสลากออมทรัพย์ ซึ่งวิธีการนี้จะทำให้หวยออมมีสถานภาพเป็น “เงินฝาก” ประเภทหนึ่งตามกฎหมาย

“หวยออม” ในรูปแบบนี้ สามารถใช้สกัดกั้นหวยใต้ดินได้ค่อนข้างเด็ดขาด เพราะนอกจากจะมีรูปแบบที่ไม่ด้อยไปจากเดิมแล้ว (และยังสามารถปรับพลิกแพลงได้ตามสถานการณ์เหมือนเดิม) เจ้ามือหวยใต้ดินเองจะไม่สามารถเสนอเงื่อนไขในเรื่องการออมเงินต้นและในเรื่องดอกเบี้ยเงินฝากเทียบเท่ากับหวยออมของรัฐบาลได้

สำหรับเรื่องสัดส่วนรายรับของค่าจำหน่ายหวยออมที่จะจัดสรรเป็นเงินรางวัล (รวมค่าดำเนินการ) ต่อเงินออม ว่าควรจะเป็นเท่าใดนั้น หน่วยงานที่ได้รับมอบหมายสามารถนำไปศึกษาเพื่อหาจุดที่เหมาะสมและทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ไม่ยากนัก

ผลพลอยได้อีกประการหนึ่ง เมื่อหวยออมมีสถานภาพเป็นเงินฝากที่นอกจากจะได้รับดอกเบี้ย และอาจโชคดีได้รับเป็นเงินรางวัลในแต่ละงวดแล้ว รัฐยังสามารถประหยัดงบประมาณด้วยการใช้ประโยชน์จากสาขาและทรัพยากรของสถาบันการเงินที่ร่วมจำหน่ายหวยออมซึ่งมีกระจายอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่ง ทั้งในการจำหน่าย รับเงินรางวัล บัญชีเงินออม ฯลฯ หรือหากในอนาคตจะเปิดให้บริการหวยออมออนไลน์ ก็สามารถใช้ตู้เอทีเอ็มที่มีอยู่แล้วเป็นจุดจำหน่าย โดยไม่ต้องลงทุนติดตั้งตู้หวยออนไลน์เป็นการเฉพาะ

เสมือนงบกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ลงตรงกลุ่มเป้าหมาย
เมื่อพิจารณาถึงการที่รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจโดยพุ่งเป้าไปที่การสร้างรายรับให้แก่ชนชั้นฐานราก เพื่อสร้างให้เกิดการไหลเวียนของปริมาณการจับจ่ายใช้สอยในระบบที่ส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยรวม ชนชั้นฐานรากเหล่านี้ก็คือกลุ่มผู้เล่นหวยส่วนใหญ่ที่แต่เดิม เม็ดเงินในครัวเรือนถูกดึงออกไปเป็นค่าหวยกลับเข้าสู่รัฐ เมื่อคนกลุ่มนี้มีปัญหาการดำรงชีพ รัฐก็ต้องอัดฉีดเม็ดเงินกลับเข้ามาใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของสินเชื่อที่ไปเพิ่มภาระเรื่องดอกเบี้ยให้กับคนเหล่านี้ยิ่งขึ้น ฉะนั้น เม็ดเงินออมที่เกิดขึ้นกับคนกลุ่มนี้ในระบบหวยออม รัฐยังสามารถระบุให้มีช่วงระยะเวลาที่แตกต่างกันของการเบิกถอนเงินออมนี้ตาม “ภาวะเศรษฐกิจ” หรือตาม “พื้นที่” เป้าหมาย เปรียบเสมือนงบกระตุ้นเศรษฐกิจที่ลงตรงไปยังกลุ่มเป้าหมายอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่รั่วไหลในระหว่างทาง และเป็นเม็ดเงินไหลเวียนเพื่อการจับจ่ายใช้สอยที่ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจนั่นเอง... (จากคอลัมน์ พอเพียงภิวัตน์) External Link

Tuesday, April 17, 2007

การสร้างสมดุลทางเศรษฐกิจที่ชั้นฐานราก

โจทย์ใหญ่ของการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน หนีไม่พ้นกลุ่มเป้าหมายที่เป็นฐานราก การกล่าวถึงระบบเศรษฐกิจในระดับนี้อาจมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไป อาทิ เศรษฐกิจชุมชน เศรษฐกิจท้องถิ่น เศรษฐกิจชนบท

จุดมุ่งหมายสำคัญประการหนึ่งของการจัดการบริหารเศรษฐกิจส่วนรวม คือ การสร้างสมดุลทางเศรษฐกิจในระดับฐานรากเอง และการสร้างสมดุลทางเศรษฐกิจระหว่างระดับฐานรากกับระดับอื่นๆ

ปัจจัยที่ทำให้สมดุลทางเศรษฐกิจในระดับฐานรากเสียไป เกี่ยวข้องกับ สัดส่วนการบริโภคกับการผลิต หรือสัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ มีปริมาณที่ไม่พอดีกัน จนสะท้อนออกมาในรูปของหนี้สิน

การอัดฉีดเงินเข้าสู่กระเป๋าของคนในระดับฐานรากทั้งแบบตรงและแบบอ้อม ด้วยหลักการเพิ่มตัวคูณ (Multiplier) เพื่อให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจด้วยการหมุนเวียนหลายๆ รอบ อาจมิได้แก้ปัญหาหนี้สินและสร้างให้เกิดสมดุลทางเศรษฐกิจขึ้นใหม่ ตราบใดที่เงินซึ่งได้รับมานั้น มิได้ถูกนำไปใช้ในการสร้างอาชีพ สร้างทักษะในการพึ่งตนเองให้ได้ แต่กลับนำไปจับจ่ายใช้สอยกับสิ่งไม่จำเป็น รวมถึงอบายมุขต่างๆ

ทางทฤษฎี การแก้ปัญหาของกลุ่มฐานราก ซึ่งส่วนใหญ่ยังยึดอาชีพเกษตรกรรม รัฐต้องเข้าไปส่งเสริมความเข้มแข็งและการพึ่งตนเองจากภายใน มิใช่คอยให้ความช่วยเหลือโดยอาศัยทรัพยากรจากภายนอกแต่สถานเดียว จนกระทั่งทำให้คนในชุมชนอ่อนแอจนพึ่งตนเองไม่ได้ แต่วิธีนี้จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาและค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งมักไม่สอดคล้องกับความใจร้อนหรือความต้องการผลงานแบบปัจจุบันทันด่วนของผู้ที่เกี่ยวข้องในระดับต่างๆ

ทางปฏิบัติ มาตรการในระยะสั้นแนวทางหนึ่ง คือ รัฐสามารถใช้กลไกสถาบันการเงินของรัฐ ในการแปลงหนี้สินของเกษตรกรให้เป็นการร่วมทุนกับเกษตรกร หรือแปลงหนี้สินของครัวเรือนที่กู้ไปเพื่อการประกอบอาชีพให้เป็นการลงทุนของรัฐ เพื่อระงับการเดินของดอกเบี้ยกู้ยืม แล้วพัฒนาโครงการลงทุนในท้องถิ่น ทำให้แต่ละครัวเรือนมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพ และมีรายได้ส่วนเกินที่สามารถนำมาคืนให้รัฐในรูปของเงินปันผลแทนการใช้คืนในรูปดอกเบี้ยแบบเดิม โดยใช้เงื่อนไขของการมีส่วนร่วมในโครงการให้สัมพันธ์กับเงินร่วมลงทุน ซึ่งก็คือ ยอดมูลหนี้ของแต่ละเกษตรกรหรือแต่ละครัวเรือนเป็นสำคัญ

ตัวอย่างของโครงการที่มีเจตนารมณ์คล้ายคลึงกันและสามารถนำมาปรับใช้ ได้แก่ โครงการอบรมหลักสูตรสัจธรรมชีวิต ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนวิธีคิดของเกษตรกรให้ดำเนินชีวิตภายใต้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ควบคู่ไปกับการฟื้นฟูจิตใจให้ ลด ละ เลิกอบายมุข ภายใต้คำขวัญ “ล้างใจก่อนล้างหนี้” พร้อมกับการพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้มีรายได้เพิ่มขึ้น จนสามารถชำระหนี้คืนได้ในที่สุด (การดำเนินงานภายใต้โครงการนี้ มีเกษตรกรที่ได้รับการฟื้นฟูอาชีพประมาณ 70,000 ราย ในช่วงเวลา 3 ปี)

สำหรับในส่วนที่เป็นการสร้างสมดุลทางเศรษฐกิจระหว่างระดับฐานรากกับระดับอื่นๆ นั้น นโยบายของรัฐหรือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายกรณีที่ผ่านมา อาทิ การพัฒนาโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่หลายโครงการ กลับทำให้สมดุลทางเศรษฐกิจระหว่างระดับฐานรากกับระดับอื่นๆ สูญเสียไป หรืออีกนัยหนึ่งคือ ทำให้ช่องว่างของการกระจายรายได้เพิ่มมากขึ้น

เกษตรทฤษฎีใหม่ถือเป็นตัวอย่างของการประยุกต์ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่ชัดเจน ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงคิดค้นขึ้นด้วยพระองค์เอง จากแนวคิดในการแก้ไขปัญหาความแห้งแล้งและการขาดน้ำเพื่อการเกษตรกรรม โดยใช้วิธีเลียนแบบหลักธรรมชาติในการสร้างความสมดุลระหว่างสภาพตามธรรมชาติและวิถีชีวิตของมนุษย์ และได้ใช้พื้นที่ของมูลนิธิชัยพัฒนาทดลองจนแน่พระทัยว่าประสบผลสำเร็จ ทำให้มีสถานภาพเป็น “ทฤษฎี” ที่ได้รับการพิสูจน์และทดสอบแล้ว

แม้เกษตรทฤษฎีใหม่ได้กลายเป็นต้นแบบในการประยุกต์ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างกว้างขวาง แต่ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ในทุกพื้นที่ เพราะต้องมีปัจจัยสำคัญ คือ “น้ำ” ด้วยเหตุนี้ รัฐอาจใช้วิธีการแปลงการลงทุนโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ ให้เป็นการลงทุนโครงการขนาดใหญ่สำหรับกลุ่มฐานราก ตัวอย่างโครงการประเภทนี้ ได้แก่ การสร้างระบบชลประทานขนาดใหญ่เพื่อโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ทั่วประเทศ หรือจะเรียกว่าเป็นเมกะโปรเจคด้านโลจิสติกส์ที่เกี่ยวกับน้ำก็ได้

อีกตัวอย่างหนึ่งที่มีความเป็นไปได้ คือ โครงการด้านโลจิสติกส์สำหรับระบบการค้าแลกเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ชุมชนระหว่างท้องถิ่น โดยการนำแนวคิดขององค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ (ร.ส.พ.) มาปรับให้เป็น ร.ส.พ. สำหรับชุมชน ภายใต้หลักการ “ขาดทุนคือกำไร” โดยคำนึงถึงผลที่ได้จากการลงทุนเพื่อประโยชน์แก่ชุมชน มากกว่าความคุ้มค่าในการลงทุนในเชิงเศรษฐศาสตร์

ตัวอย่างของเครือข่ายชุมชนที่จะได้รับประโยชน์จากโครงการในลักษณะนี้ ได้แก่ เครือข่ายเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อน-เสี่ยว-เกลอ ที่มีการดำเนินงานในลักษณะของการเชื่อมต่อสัมพันธ์กัน การเล่าถึงเรื่องความทุกข์ยาก ความเดือดร้อน ชีวิตความเป็นอยู่ การทำมาหากิน จนพัฒนามาสู่การแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกัน ปัจจุบัน เครือข่ายเพื่อน-เสี่ยว-เกลอ มีสมาชิกจากภูมิภาคต่าง ๆ เข้าร่วมจำนวน 19 กลุ่มจาก 16 จังหวัด กิจกรรมที่สำคัญในเครือข่าย คือการแลกเปลี่ยนสินค้าซึ่งกันและกัน ทั้งการซื้อขายกันด้วยเงินบาท และการแลกเปลี่ยนระหว่างสินค้าชนิดหนึ่งกับสินค้าอีกชนิดหนึ่ง โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน... (จากคอลัมน์ พอเพียงภิวัตน์) External Link [Archived]

Tuesday, April 03, 2007

กระตุ้นเศรษฐกิจแบบ 3 ชั้น

เมื่อไรก็ตามที่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ นั่นหมายถึง รายได้ในกระเป๋าของประชาชนส่วนใหญ่มีน้อยลง ความเป็นอยู่ก็จะลำบากมากขึ้น ครัวเรือนใดที่พอมีเงินออมก็อาจจะไม่เดือดร้อนมากนัก แต่ครัวเรือนใดที่ต้องหาเช้ากินค่ำ เงินในกระเป๋าไม่พอจ่าย เรื่องการกู้หนี้ยืมสินก็จะตามมา ที่ร้ายกว่านั้นคือ บางคนหาทางออกไม่ได้ ก็จะต้องไปฝากความหวังไว้กับหวย การพนัน แก้ความเครียดด้วยเหล้ายาปลาปิ้ง อบายมุขต่างๆ ขาดสติปัญญา จนอาจนำไปสู่การคดโกง การลักทรัพย์ การฉกชิงวิ่งราว เกิดเป็นปัญหาทางสังคมตามมา นอกเหนือจากปัญหาทางเศรษฐกิจในตอนเริ่มต้น

การป้องกันไม่ให้ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ จึงมีความจำเป็นในเบื้องต้น แต่การดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยพิจารณาที่เงื่อนไขทางเศรษฐกิจเพียงมิติเดียว โดยละเลยความสัมพันธ์กับมิติทางสังคม อาจไม่ช่วยให้มาตรการที่ออกมาสัมฤทธิ์ผล

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแต่ไหนแต่ไรมา มักจะออกมาในรูปแบบของการเร่งการเบิกจ่ายงบประมาณ การพัฒนาโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ และการส่งเสริมการลงทุนในภาคเอกชน ตัวอย่างของรูปแบบที่กล่าวมานี้ เป็นเรื่องที่ยอมรับในทางทฤษฎีว่าเป็นมาตรการที่พึงกระทำ ถือได้ว่ามาถูกทางแล้วครึ่งหนึ่ง แต่อีกครึ่งที่เหลือก็คือ บริบทของสังคมประเทศในขณะนั้นๆ เอื้อต่อการทำให้มาตรการเหล่านี้เกิดผลในทางปฏิบัติได้จริงหรือไม่

มาตรการที่เกี่ยวกับการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ กับสภาวการณ์ของบ้านเมืองที่บรรดาข้าราชการที่มีหน้าที่รับผิดชอบใส่เกียร์ว่างหรือมีความระมัดระวังตัวเป็นพิเศษต่อความสุ่มเสี่ยงในการถูกตรวจสอบ ยิ่งต้องเพิ่มความรอบคอบรัดกุมในการปฏิบัติงาน คิดแบบง่ายๆ ก็คือ ไม่ทำอะไรดีกว่า หรือถ้าจำเป็นต้องทำ ก็ต้องแน่ใจเต็มร้อยว่าจะไม่ถูกเล่นงานในภายหลัง (ทั้งในรัฐบาลนี้และรัฐบาลหน้า) ได้

มาตรการที่เกี่ยวกับการพัฒนาโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ ต้องใช้ระยะเวลาในการก่อให้เกิดผลลัพธ์ในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งอาจทอดเวลาไป 6 เดือนถึง 1 ปี จนเลยอายุของรัฐบาลชุดนี้ แม้ในระยะสั้น จะส่งผลทางจิตวิทยาต่อความเชื่อมั่นที่มีกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ พูดง่ายๆ ก็คือ มาตรการนี้ เกิดขึ้นเพราะเอกชนไม่ลงทุน ประชาชนไม่บริโภคใช้สอยตามปกติ ภาครัฐเลยต้องลงทุนใช้จ่ายเอง โดยคาดหวังว่าจะเป็นแรงส่งให้เกิดการลงทุนของภาคเอกชนและการใช้จ่ายของประชาชนตามมา ข้อเสียอีกประการหนึ่งของมาตรการนี้ ที่ไม่ค่อยมีใครอยากพูดถึงกันสักเท่าใด ก็คือ เป็นเครื่องมือที่ทำให้ช่องว่างของการกระจายรายได้เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากผลประโยชน์จากมาตรการนี้ อาจตกอยู่กับคนไม่กี่กลุ่ม รวมกระทั่งถึงผู้ออกมาตรการที่ขาดธรรมาภิบาล

มาตรการที่เกี่ยวกับการส่งเสริมการลงทุนในภาคเอกชน เป็นเรื่องของไก่กับไข่ ซึ่งมีทั้งได้ผลและไม่ได้ผล เพราะเอกชนคงไม่จำเป็นต้องรอการส่งเสริมการลงทุนจากภาครัฐมากนัก หากเขาเห็นโอกาสในการได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดที่มีการเจริญเติบโต หรือมีความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจของประเทศ แต่ในทางตรงข้าม ไม่ว่าจะมีมาตรการส่งเสริมอย่างไรก็ไม่เป็นผล หากเขาไม่เห็นโอกาสหรือไม่มีความเชื่อมั่นเกิดขึ้น ซึ่งการสร้างความเชื่อมั่นนี้ จะไปเกี่ยวโยงสัมพันธ์กับเรื่องของการเมือง (อีกนัยหนึ่ง คือเรื่องของสังคม เป็นการดูแลปกครองให้สังคมมีความสงบเรียบร้อย) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

มาตรการที่กล่าวมาเป็นมุมมองของวิธีการกระตุ้นเศรษฐกิจทั่วไป ที่มิได้ผนวกเอาบริบทของสังคมในประเทศที่กำลังเป็นอยู่มาพิจารณาอย่างจริงจัง ซึ่งหากรองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ และรองนายกฯ ฝ่ายสังคมได้มีโอกาสพูดคุยกันมากกว่านี้ อาจจะทำให้มีมาตรการเฉพาะกิจที่ก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในทางปฏิบัติได้มากกว่าก็เป็นได้

ตัวอย่างที่เป็นไปได้ทางหนึ่ง ได้แก่ การจัดชั้นของกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มเศรษฐกิจฐานราก (Grass Root) กลุ่มเศรษฐกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และกลุ่มบรรษัทขนาดใหญ่ (Corporation) โดยคำนึงถึงบริบทของสังคมที่มีความแตกต่างกันในแต่ละระดับชั้น

ในกลุ่มฐานราก ปัญหาใหญ่ที่สะสมและไม่ได้รับการแก้ไข คือ “หนี้สิน” ซึ่งส่วนใหญ่เป็นครัวเรือนภาคเกษตรในชนบท และได้ลุกลามเข้ามายังครัวเรือนที่เป็นแรงงานในภาคเมือง จากนโยบายกระตุ้นและส่งเสริมการบริโภคในสมัยรัฐบาลชุดที่แล้ว หนึ่งในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในชั้นที่หนึ่งนี้ ได้แก่ การแปลงการลงทุนโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ของรัฐ ให้เป็นการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ในกลุ่มฐานรากแทน

ในกลุ่มเอสเอ็มอี ปัญหาที่พบบ่อย คือ การขาด “โอกาส” ในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ตลาดและแหล่งทุน ซึ่งในบางกรณี แม้จะมีโอกาสตามที่ต้องการ แต่ก็ต้องแลกด้วยต้นทุนค่าใช้จ่ายที่สูง จนไม่สามารถแข่งขันได้ หนึ่งในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในชั้นที่สองนี้ ได้แก่ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจขนาดกลางและขนาดย่อมโดยใช้ตลาดภาครัฐและหน่วยราชการ

ในกลุ่มบรรษัทขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยธุรกิจในประเทศหรือบรรษัทข้ามชาติ สิ่งที่ได้รับการเรียกร้องมากที่สุดเรื่องหนึ่ง ก็คือ การสร้างให้เกิดความโปร่งใส หรือ “ธรรมาภิบาล” ในการดำเนินงาน การให้สิทธิประโยชน์อย่างเป็นธรรม การปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน การบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งจะไปหนุนเสริมให้เกิดความเชื่อมั่นในทางเศรษฐกิจทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศ หนึ่งในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในชั้นที่สามนี้ ได้แก่ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคม (ซึ่งรวมเรื่องการเมือง) เชิงคุณธรรม... (จากคอลัมน์ พอเพียงภิวัตน์) External Link [Archived]

Monday, October 16, 2006

Red Herring Asia 100 Hottest Startups

ทุกปี นิตยสาร Red Herring จะมีการสำรวจ 100 บริษัทใหม่ที่น่าลงทุนในเอเชีย โดยในปีนี้ มีบริษัทที่ได้รับการคัดเลือกจากทั้งหมด 10 ประเทศ ประกอบด้วย จีน 33 แห่ง อินเดีย 24 แห่ง และเกาหลีใต้ 20 แห่ง ส่วนที่เหลืออีก 23 แห่งมาจาก ญี่ปุ่น ไต้หวัน สิงคโปร์ ออสเตรเลีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และแม้แต่ประเทศศรีลังกา ซึ่งก่อนหน้ามิได้อยู่ในแผนที่ของนักลงทุน ก็ติดโผอยู่กับเขาด้วย (แต่ไม่มีประเทศไทย!) หลายบริษัทมีไอเดียธุรกิจที่น่าสนใจ และสามารถนำมาต่อยอดเข้ากับธุรกิจคนไทยได้ดี (เช่น บริการ Voice SMS ของบริษัท BubbleTALK) ใครที่อยากสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ๆ จากแนวคิดของบริษัทเหล่านี้ ก็เชิญได้ตามอัธยาศัยครับ

Audio File ฟังการย่อยเนื้อหาในนิตยสารฉบับ "Red Herring Asia 100" External Link


แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม : "Red Herring Asia 100 By Sector" External Link

Thursday, September 28, 2006

ข้อเสนอแนวทางใหม่ในการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ขอมีส่วนร่วมในทางการเมือง ด้วยการเสนอแนวความคิดในการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งในแบบแบ่งเขตและในแบบบัญชีรายชื่อ โดยอาศัยกระบวนการออกเสียงประชามติในระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน เพื่อเพิ่มบทบาทและกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนทั้งก่อนและหลังการเลือกตั้ง

ข้อดีของรูปแบบที่นำเสนอสำหรับ ส.ส. แบบแบ่งเขต คือ ผู้สมัครรับเลือกตั้งในแต่ละเขตเลือกตั้ง จะต้องได้รับประชามติรับรองจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่อยู่นอกเขตเลือกตั้งนั้นๆ จึงสามารถเป็นผู้แทนได้ ทำให้ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ต้องมีคุณสมบัติอันเป็นที่ยอมรับของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศด้วย ส่วนข้อดีของรูปแบบที่นำเสนอสำหรับ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ คือ บุคคลผู้มีความรู้ความสามารถที่ประสงค์จะทำงานเพื่อประเทศชาติ จะมีความเป็นอิสระจากพรรคการเมือง และอาสาเข้ามาทำงานการเมืองได้ง่ายขึ้น รวมทั้ง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ จะมาจากการเลือกตั้งในระดับรายบุคคล แทนการเลือกแบบทั้งบัญชี ซึ่งจะสะท้อนความต้องการของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ดีกว่าแบบเดิม

เอกสารข้อเสนอแนวทางใหม่ในการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร PDF Format

Friday, September 22, 2006

แนวคิดการจัดการความรู้ : แบบจำลองปลาทู

ได้เข้าร่วมสัมมนางานวิจัย "การจัดการความรู้เพื่อพัฒนาองค์กรการเงินชุมชน" ของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดยหน่วยจัดการความรู้องค์กรการเงินชุมชน แนวคิดการจัดการความรู้ที่นำมาใช้ในโครงการวิจัยนี้ คือ แนวคิดที่เปรียบเทียบการจัดการความรู้เหมือนกับปลาทู (Plato Model)

ส่วนหัวปลา หมายถึง ส่วนที่เป็นวิสัยทัศน์ หรือเป็นทิศทางของการจัดการความรู้ เป็นการตอบคำถามว่า เราทำการจัดการความรู้ไปเพื่ออะไร (Knowledge Vision) ส่วนกลางลำตัวปลา เป็นส่วนของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เป็นส่วนสำคัญและยากที่สุด เนื่องจากกระบวนการต้องอาศัยคนที่พร้อมจะเป็นทั้งผู้รับและผู้ให้ เป็นการจัดการที่จะทำให้เกิดเหตุปัจจัยและสิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมให้คนพร้อมที่จะแบ่งปันและเรียนรู้ร่วมกัน (Knowledge Sharing) ส่วนหางปลา หมายถึง เนื้อหาความรู้ที่เก็บสะสมไว้ที่คลังความรู้ (Knowledge Assets)

ในส่วนของกระแสน้ำนั้น เป็นสิ่งที่ชุดโครงการวิจัยได้เพิ่มเติมเข้ามา เนื่องจากในการดำเนินการเพื่อให้องค์กรการเงินชุมชนเข้มแข็งนั้น ปลาทู (ซึ่งเปรียบเสมือนกับ องค์กรการเงินชุมชน) มิได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่จะต้องว่ายฝ่ากระแสน้ำ ซึ่งในที่นี้หมายถึง กระแสการพัฒนา นโยบาย/กฎหมาย กลไกสนับสนุน รวมทั้งสภาพชุมชนด้วย

คณะวิจัยได้นำแบบจำลองปลาทูมาใช้เป็นเครื่องมือในการดำเนินกิจกรรมจัดการความรู้ โดยเริ่มต้นจากการให้คณะกรรมการร่วมกันสร้างวิสัยทัศน์ ตั้งเป้าหมายที่ต้องการจะไปให้ถึง (หัวปลา) ใช้หลักการของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันสำหรับการพัฒนาเครือข่าย กลุ่ม และสมาชิก (ลำตัวปลา) และดำเนินการจัดทำคลังความรู้ของเครือข่าย กลุ่ม และสมาชิก ในรูปของเอกสารที่เป็นองค์ความรู้ของกลุ่ม (หางปลา)

ผมขอเพิ่มเติม "น้ำพริก" เข้าไปในแบบจำลองนี้ กลายเป็น "น้ำพริก ปลาทู โมเดล" โดยนัยของน้ำพริกในกรณีนี้ หมายถึง การนำความรู้ไปสู่การปฏิบัติ (Knowledge Appreciation) หลังจากที่ได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จนเกิดเป็นองค์ความรู้ขึ้น เครือข่าย กลุ่ม และสมาชิก สามารถนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในแต่ละสภาพชุมชนที่อาจมีความแตกต่างกันทางภูมิสังคม เปรียบเสมือนกับมีน้ำพริกได้หลายชนิด การบริโภคปลาทู ในที่นี้จึงหมายถึง การแปรสภาพความรู้ให้เกิดประโยชน์ นอกเหนือจากการเก็บไว้เป็นคลังความรู้

แหล่งศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม :
- เว็บ : หน่วยจัดการความรู้องค์กรการเงินชุมชน External Link
- บล็อก : สถาบันจัดการความรู้เพื่อชุมชน External Link