10 Questions: พุทธธรรม เศรษฐศาสตร์ และ CSR

หลายคนเบื่อคำว่า CSR หรือ Corporate Social Responsibility เพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องของการสร้างภาพเพื่อผลทางธุรกิจ แต่ถ้าคุณทำงานขลุกอยู่กับคำๆ นี้ มาตลอดทศวรรษ เหมือนกับ พิพัฒน์ ยอดพฤติการ คุณจะเข้าใจและเปิดใจรับฟังมันมากขึ้น

พิพัฒน์ ยอดพฤติการ คือผู้อยู่เบื้องหลังกระบวนการทำ CSR ขององค์กรต่างๆ มากมาย เขาก่อตั้งสถาบันไทยพัฒน์ สถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการทำ CSR หรืออาจบอกได้ว่า เขาคือผู้ที่ทำให้กิจกรรม CSR เริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญกับวงการธุรกิจมากขึ้นในปัจจุบัน

นอกจากนี้ เขายังมีความน่าสนใจอีกหลากหลายด้าน จึงทำให้ GM เลือกเขามาเป็นคู่สนทนา 10 ข้อคำถามในครั้งนี้ (อ่านต่อ...)

Saturday, March 21, 2026

ปัจจัยด้านธรรมาภิบาลที่ส่งผลต่อธุรกิจในปี 2569

จากการสำรวจซีอีโอจำนวน 758 คนทั่วโลก โดย The Conference Board พบว่า ความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกด้านการกำกับดูแล ในปี 2569 จะถูกกำหนดทิศทางจากความเคลือบคลุมทางการเมืองและเชิงสถาบันที่ยืดเยื้อ ซึ่งความเชื่อมั่นในรัฐบาลและสถาบันต่าง ๆ ที่เสื่อมถอยลง ได้ยกระดับความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น

ความสำคัญลำดับต้น ๆ ของการกำกับดูแล ในปี 2569 จะมุ่งเน้นไปที่ผลประกอบการและการลงมือปฏิบัติ โดยซีอีโอในทุกภูมิภาคต่างให้ความสำคัญโดยเฉพาะกับเรื่องการเติบโตของรายได้ และการวางแผนเชิงกลยุทธ์ ซึ่งเป็นสัญญาณว่า มุมมองของการกำกับดูแล มิใช่แค่เรื่องการปฏิบัติตามกฎ (Compliance) แต่เป็นเครื่องมือที่เอื้อต่อการเติบโต ท่ามกลางสภาพแวดล้อมการดำเนินงานที่ซับซ้อน


แนวโน้มนี้เห็นได้ชัดที่สุดในอเมริกาเหนือ ซึ่งซีอีโอส่วนใหญ่ (โดยเฉพาะในสหรัฐฯ) จัดลำดับให้การเติบโตของรายได้ อยู่เหนือกว่าการบริหารจัดการความเสี่ยงองค์กร แม้ว่าความผันผวนทางการเมือง กฎระเบียบ และสังคม จะยังคงอยู่ในระดับสูงก็ตาม

ในภูมิภาคอเมริกาเหนือ ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น เป็นผลจากการกลับลำของนโยบาย ความเสี่ยงทางกฎหมาย และความคลุมเครือในบทบาทเชิงสถาบัน ส่วนในภูมิภาคยุโรป ความไม่แน่นอนเกิดจากผลกระทบร่วมของข้อบังคับ (Regulations) ที่ละเอียดซับซ้อน และจากการปรับเปลี่ยนบทบัญญัติ (Directives) ที่บังคับใช้แล้ว ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

การปรับเปลี่ยนนโยบายสาธารณะในภูมิภาคที่ดำเนินงาน และการเซาะกร่อนของหลักนิติธรรม ถูกระบุว่าเป็นปัจจัยภายนอกเชิงลบด้านการกำกับดูแล ซึ่งสะท้อนถึงความกังวลต่อความคงอยู่ของข้อบังคับ การตีความ และการบังคับใช้กฎหมาย

ในสหรัฐอเมริกา บรรดาซีอีโอต่างจับตามองถึงการกร่อนของหลักนิติธรรม และตั้งคำถามต่อความมั่นคงในโครงสร้างการกำกับดูแลและความเที่ยงธรรมในการบังคับใช้กฎหมาย ขณะเดียวกัน เหล่าซีอีโอในภูมิภาคยุโรปได้สะท้อนถึงความกังวลต่อภาระด้านกฎระเบียบ โดยเฉพาะข้อบังคับการเปิดเผยข้อมูลด้าน ESG และข้อกำหนดการตรวจสอบสถานะด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมในห่วงโซ่อุปทาน

ผลการสำรวจ ระบุว่า "พัฒนาการด้านข้อบังคับ AI และข้อกำหนดเชิงธรรมาภิบาล" ถูกจัดอยู่ในอันดับต้น ๆ เคียงข้างกับความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาลแบบดั้งเดิม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า AI ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจหลัก พร้อม ๆ กับการเกิดกฎหมายและนโยบายใหม่ ๆ อย่างรวดเร็ว หากแต่ความท้าทายที่แท้จริงมิใช่เพียงตัวบทกฎหมาย แต่คือ "ความไม่แน่นอน" ที่กฎเกณฑ์ในแต่ละประเทศออกมาไม่เหมือนกัน การบังคับใช้ยังไม่นิ่ง และคำนิยามของความเสี่ยง ความรับผิดชอบ และการเห็นพ้องในการปฏิบัติ ยังไม่เข้าที่เข้าทาง ความคลุมเครือนี้ทำให้การตัดสินใจลงทุนมีความยากลำบาก มีความรีรอต่อการขยายขอบเขตการใช้งาน และยังมีความเสี่ยงที่อาจไม่สามารถปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของแต่ละประเทศได้

ทั้งนี้ กฎหมาย AI ของสหภาพยุโรป ถือเป็นกรอบการกำกับดูแล AI ที่ครอบคลุมที่สุด โดยใช้เกณฑ์แบ่งระดับตามความเสี่ยง (ตั้งแต่ข้อห้ามถาวร การควบคุมในกลุ่มความเสี่ยงสูง และข้อกำหนดสำหรับการใช้ AI อเนกประสงค์) ซึ่งจะทยอยบังคับใช้จนเต็มรูปแบบในปี ค.ศ. 2027 ด้วยขอบเขตของกฎหมายที่ครอบคลุมไปถึงหน่วยงานนอกยุโรปที่เข้ามาทำธุรกิจด้วย ทำให้กฎหมายฉบับนี้กลายเป็นบรรทัดฐานอ้างอิงระดับโลก (de facto global reference point) สำหรับการกำกับดูแล AI

ในระดับรัฐบาลกลางของสหรัฐอเมริกา ยังไม่มีกฎหมาย AI หนึ่งเดียวที่ครอบคลุมทั้งประเทศ โดยรัฐบาลชุดปัจจุบันเน้นท่าทีสนับสนุนนวัตกรรมเพื่อการแข่งขันและความมั่นคงแห่งชาติเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกลางได้มีการสำรวจความเป็นไปได้ในการจำกัดข้อบังคับ AI ในระดับรัฐ ท่ามกลางประเด็นถกเถียงทั้งในแง่กฎหมายและการเมืองต่อการใช้อำนาจส่วนกลางควบคุมแทรกแซง ขณะที่ในระดับรัฐของสหรัฐฯ ได้มีการออกกฎระเบียบที่แตกต่างกันในแต่ละรัฐ โดยเฉพาะกฎเกณฑ์เรื่องการใช้ AI ที่มีผลต่อการจ้างงาน การปฏิสัมพันธ์กับผู้บริโภค และการตัดสินใจอัตโนมัติที่มีความเสี่ยงสูง ที่มีการออกเป็นกฎหมายในรัฐโคโลราโด แคลิฟอร์เนีย เท็กซัส ยูทาห์ และในนครนิวยอร์ก เป็นต้น

สำหรับประเทศจีน ได้เลือกใช้แนวทาง "เน้นกฎระเบียบนำ" (Rules-first) ที่รวมศูนย์อำนาจ โดยออกเป็นกฎเกณฑ์เฉพาะเจาะจงตามรายอุตสาหกรรม ซึ่งจะมีผลกระทบโดยตรงต่อการพัฒนาและการใช้งานโมเดล AI ในรูปแบบต่าง ๆ โดยที่การควบคุมจะเน้นเรื่องการลงทะเบียนอัลกอริทึม การประเมินความมั่นคง การกำกับดูแลข้อมูล และที่สำคัญคือ ต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของรัฐบาล

จากผลสำรวจ เป็นที่น่าสังเกตว่า ไม่มีภูมิภาคใดที่กังวลเรื่อง "กระแสต่อต้าน ESG" (Anti-ESG sentiment) มากนัก โดยความกังวลนี้ถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ต่ำกว่าประเด็นความสามารถในการบังคับใช้กฎหมาย ความรับผิดชอบทางแพ่ง และความสอดคล้องของหน่วยงานกำกับดูแลอย่างเห็นได้ชัด

ภาพรวมของการกำกับดูแลกิจการและความยั่งยืนในปี 2569 จะไม่ได้ถูกนิยามด้วยการตั้งเป้าหมายที่ทะเยอทะยาน แต่จะเป็นเรื่องของการลงมือทำจริงภายใต้ข้อจำกัด ซึ่งแตกต่างจากช่วงก่อนหน้านี้ ที่ความพยายามด้าน ESG ถูกกำหนดทิศทางด้วยการขยายเครือข่ายภาคี กรอบการดำเนินงานภาคสมัครใจ และการสร้างภาพลักษณ์ แต่ด้วยสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน บทบาทการกำกับดูแลกิจการ จะถูกกำหนดด้วยความผันผวนที่ยาวนาน และการตรวจตราด้านกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น

ความท้าทายหลักต่อการดำเนินงาน ESG มิใช่เรื่องที่ซีอีโอและผู้บริหารระดับสูงจะเลือกได้ แต่เป็นเรื่องของการทำอย่างคัดสรรและมีวินัย โดยต้องกระชับการตรวจสอบดูแล จัดลำดับความสำคัญกับความเสี่ยงและโอกาสที่เป็นสาระสำคัญต่อธุรกิจ และให้แน่ใจว่าความพยายามในการกำกับดูแลและการขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืน จะช่วยเสริมความเชื่อมั่น ความพร้อมผัน (Resilience) และการสร้างมูลค่าในระยะยาว ท่ามกลางสภาพแวดล้อมการดำเนินงานที่กระจายตัวและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]