Sunday, March 17, 2019

การลงทุนเพื่อผลลัพธ์ทางสังคม

เมื่อสามปีที่แล้ว สถาบันไทยพัฒน์ได้นำแนวคิดการลงทุนที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Investment มาใช้ริเริ่มจัดตั้งกองทุนที่ลงทุนในตราสารทุน หรือหลักทรัพย์จดทะเบียนของบริษัทที่มีความโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) เพื่อสะสมดอกผลที่ได้รับจากการลงทุนระยะยาว มาใช้ในกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) โดยไม่กระทบกับเงินลงทุนตั้งต้น

ปัจจุบัน กองทุน ESG ที่เกิดขึ้นจากแนวคิดดังกล่าว ได้ให้ดอกผลแก่องค์กรผู้ลงทุนที่สามารถนำไปใช้ในกิจกรรม CSR ของบริษัท ได้ตามเจตนารมณ์

ในปี พ.ศ.2562 นี้ สถาบันไทยพัฒน์ ได้ต่อยอดแนวคิดการลงทุนที่ยั่งยืนไปอีกขั้น ด้วยแนวคิดการลงทุนเพื่อผลลัพธ์ทางสังคม หรือ Social Outcome Investment โดยเป็นการลงทุนระยะยาวผ่านกองทุน ESG เพื่อส่งมอบดอกผลให้กับวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise: SE) หรือองค์กรภาคประชาสังคม (Civil Society Organization: CSO) ที่องค์กรผู้ลงทุนคัดเลือกเป็นคู่ความร่วมมือหรือหุ้นส่วนดำเนินงาน สำหรับนำไปใช้พัฒนาหรือแก้ไขปัญหาทางสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อบรรลุผลลัพธ์ทางสังคม ตามที่เห็นพ้องร่วมกัน


แนวคิดการลงทุนเพื่อผลลัพธ์ทางสังคม เป็นการลงทุนโดยที่เงินต้นไม่สูญไปเหมือนในกรณีเงินบริจาคแบบให้เปล่า และองค์กรผู้ลงทุนจะได้รับเงินลงทุนคืนตามเงื่อนเวลาที่ตกลงกัน (เช่น เมื่อครบกำหนด 3 ปี จากมูลค่าหน่วยลงทุนขณะนั้น) ขณะที่ดอกผลที่ได้จากกองทุน ESG จะนำไปใช้เป็นทรัพยากรในการทำงานโดยวิสาหกิจเพื่อสังคมหรือองค์กรภาคประชาสังคม เพื่อพัฒนาบริการให้สนองความต้องการของสังคมกลุ่มเป้าหมาย ในการบรรลุผลลัพธ์ทางสังคมที่คาดหวัง ภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือกับองค์กรผู้ลงทุน

ทั้งนี้ ระดับการมีส่วนร่วมขององค์กรผู้ลงทุนในการดำเนินงานกับวิสาหกิจเพื่อสังคม หรือองค์กรภาคประชาสังคมที่เป็นคู่ความร่วมมือ จะสัมพันธ์กับขีดความสามารถในการใช้สินทรัพย์และความเชี่ยวชาญที่มีอยู่ขององค์กร ในการตอบสนองต่อประเด็นทางสังคมดังกล่าวให้เกิดประโยชน์สูงสุด

นอกจากนี้ วิสาหกิจเพื่อสังคมหรือองค์กรภาคประชาสังคม จะมีพื้นที่การดำเนินงานที่เอื้อให้เกิดผลลัพธ์ทางสังคมที่คาดหวังเพิ่มเติมจากเดิม และเป็นโอกาสในการสร้างการยอมรับจากสังคมในวงกว้างอีกทางหนึ่ง

ผลได้จากการดำเนินงานในโครงการลงทุนเพื่อผลลัพธ์ทางสังคม จะเป็นการยกระดับจากการดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ หรือ Corporate Social Responsibility (CSR) ไปสู่การเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือระหว่างกิจการกับสังคม หรือ Corporate Social Partnership (CSP) เพื่อส่งมอบผลลัพธ์ทางสังคมที่คาดหวังด้วยการทำงานร่วมกัน แตกต่างจากเดิมที่ต่างฝ่ายต่างทำงาน และมิได้ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่ร่วมกัน

ตัวอย่างความริเริ่มที่สามารถใช้กลไกการลงทุนเพื่อผลลัพธ์ทางสังคม มาสนับสนุนการทำงาน ได้แก่ การจัดตั้งกองทุนพัฒนาวิสาหกิจเพื่อสังคม หรือ SE Development Fund สำหรับองค์กรผู้ลงทุนที่ต้องการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมในสังกัดขององค์กรตนเอง หรือวิสาหกิจเพื่อสังคมอื่นทั่วไป ด้วยการใช้ดอกผลจากการลงทุนเพื่อผลลัพธ์ทางสังคม เป็นทุนสำหรับส่งเสริมการพัฒนาหรือสนับสนุนการดำเนินงานของวิสาหกิจเพื่อสังคมที่เป็นกิจการเป้าหมาย เพื่อให้สามารถพัฒนาสินค้าและบริการที่สนองความต้องการได้ตามวัตถุประสงค์ทางสังคมของกิจการ ภายใต้ข้อตกลงระหว่างองค์กรผู้ให้ทุนกับวิสาหกิจเพื่อสังคมในระยะเวลาที่กำหนดร่วมกัน

อีกหนึ่งตัวอย่างความริเริ่ม ได้แก่ การรับประกันเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Insuring SDGs สำหรับธุรกิจประกัน ในการตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ด้วยการรับประกันการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโครงการที่ผ่านการประเมินโอกาส/ความเสี่ยงในการดำเนินงาน โดยใช้ดอกผลจากการลงทุนเพื่อผลลัพธ์ทางสังคมเป็นทุนในการสำรองค่าสินไหมทดแทน ในกรณีที่โครงการไม่บรรลุตามวัตถุประสงค์ แต่หากโครงการดำเนินงานไปได้ด้วยดีตามวัตถุประสงค์ กิจการสามารถมีรายได้จากเบี้ยรับที่เกิดจากกรมธรรม์ ซึ่งเป็นนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบเพื่อตอบสนองโอกาสที่มากับ SDGs

สถาบันไทยพัฒน์ ได้ร่วมกับ บลจ.แอล เอช ฟันด์ จัดตั้งกองทุนเปิด แอล เอช หุ้นไทย ESG เพื่อใช้เป็นกลไกการลงทุนเพื่อผลลัพธ์ทางสังคม โดยมีนโยบายที่จะลงทุนในตราสารแห่งทุนเพื่อให้สามารถสร้างผลตอบแทนที่ใกล้เคียงกับดัชนีผลตอบแทนรวม อีเอสจี ไทยพัฒน์ หรือ Thaipat ESG Index (TR) และสามารถนำดอกผลที่ได้รับจากการลงทุน มาใช้เป็นทรัพยากรในการทำงานของวิสาหกิจเพื่อสังคมหรือองค์กรภาคประชาสังคม เพื่อพัฒนาบริการให้สนองความต้องการของสังคมกลุ่มเป้าหมาย ในการบรรลุผลลัพธ์ทางสังคมที่คาดหวังร่วมกัน

บริษัทหรือองค์กรธุรกิจที่สนใจ สามารถเข้าร่วมเป็นผู้บุกเบิกการลงทุนเพื่อผลลัพธ์ทางสังคม ผ่านทางกองทุนเปิด แอล เอช หุ้นไทย ESG โดยจะทำการเสนอขายครั้งแรก (IPO) ระหว่างวันที่ 18 - 27 มี.ค.2562 นี้

สำหรับวิสาหกิจเพื่อสังคมหรือองค์กรภาคประชาสังคม ที่สนใจเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนดำเนินงาน สามารถแนะนำหรือจับคู่ความร่วมมือกับองค์กรผู้เป็นเจ้าของทุนที่ตนรู้จัก เพื่อใช้กลไกการลงทุนดังกล่าว สะสมดอกผลไปใช้พัฒนาหรือแก้ไขปัญหาทางสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อบรรลุผลลัพธ์ทางสังคม ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Sunday, March 03, 2019

6 ทิศทาง CSR ปี 62

เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สถาบันไทยพัฒน์ ได้ประเมินทิศทางความรับผิดชอบต่อสังคม หรือ CSR ภายใต้รายงานที่มีชื่อว่า 6 ทิศทาง CSR ปี 2562: The Power of Sustainability เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับหน่วยงานและองค์กรธุรกิจในการใช้เป็นแนวทางการดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคม ภายใต้ธีม Value x Impact ให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรและความคาดหวังของสังคมควบคู่ไปพร้อมกัน

ในรอบปี 2562 องค์กรธุรกิจและหน่วยงานที่ให้ความสำคัญกับเรื่องความยั่งยืน และตระหนักถึงการดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ จะได้พบกับประเด็นใหม่ๆ ที่เป็นทั้งโอกาสและความท้าทายต่อการขับเคลื่อนการดำเนินงานขององค์กร ใน 6 ทิศทางสำคัญ ดังนี้

1.The Rise of Waste-Free Campaign
แปลงขยะ (Waste) ปลายทาง ให้กลับมาเป็นวัสดุ (Materials) ต้นทาง

ปี 2562 ธุรกิจในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคหลายแห่ง จะลุกขึ้นมาจัดการกับขยะบรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะพลาสติก ทั้งในแง่ของการส่งเสริมการลดใช้บรรจุภัณฑ์แบบครั้งเดียวทิ้ง การหาวิธีทดแทนบรรจุภัณฑ์เดิม และการใช้ซ้ำบรรจุภัณฑ์ ในขณะที่ธุรกิจในหมวดพาณิชย์ที่เป็นผู้ให้บริการจำหน่ายสินค้าปลีก โดยเฉพาะที่มีหน้าร้านเป็นสถานที่จัดจำหน่าย จะออกแคมเปญเพื่อกระตุ้นหรือจูงใจให้ผู้บริโภค ลดการรับหีบห่อหรือภาชนะที่เป็นพลาสติกอย่างต่อเนื่อง

2.Inclusive Supply Chain
เปลี่ยนบทบาทผู้ด้อยโอกาส จากการเป็น ‘ผู้รับมอบ’ ความช่วยเหลือ มาเป็น ‘ผู้ส่งมอบ’ ในสายอุปทาน

ภาคธุรกิจจะให้ความช่วยเหลือทางสังคมแก่กลุ่มผู้ด้อยโอกาสที่ถูกคัดเลือก ด้วยการพัฒนาทักษะความเป็นผู้ประกอบการ การสร้างอาชีพรายได้ แทนการมอบเงินหรือสิ่งของ ในลักษณะที่เป็น CSR-after-process มาสู่การจัดหาด้วยการเปิดโอกาสให้เป็นผู้ส่งมอบในสายอุปทาน ซึ่งจัดเป็น CSR-in-process ที่ตอบโจทย์การพัฒนาที่ยั่งยืน

3.The Shift to the SDG Economy
เคลื่อนย้ายสู่ระบบเศรษฐกิจที่ตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

ในปี 2562 เป็นต้นไป ความเข้มข้นของการขับเคลื่อนเพื่อตอบสนองต่อ SDGs ในภาคธุรกิจ จะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการดำเนินงานที่เป็นไปอย่างรับผิดชอบ (Act Responsibly) ต่อผลกระทบในเชิงลบ แต่รวมถึงการแสวงหาโอกาส (Find Opportunities) ที่เป็นการสร้างคุณค่าหรือผลกระทบในเชิงบวก เกิดเป็นระบบเศรษฐกิจที่ตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Economy)

4.Investment in the Third Dimension
เปิดโลกทัศน์การลงทุน จาก Risk-Return Profile ไปสู่การเพิ่มมิติที่เป็น Real World Impact

ผู้ลงทุนประเภทสถาบันที่ให้ความสำคัญกับประเด็นด้าน ESG จะเพิ่มการพิจารณาผลกระทบเพื่อเปลี่ยนแปลงโลก (Real World Impact) เป็นมุมมองของการลงทุนในมิติที่สาม เพิ่มเติมจากการพิจารณาคุณลักษณะความสัมพันธ์ด้านความเสี่ยงและผลตอบแทน (Risk-Return Profile) ในแบบทั่วไป

5.Impact is the New AccountAbility Principle
ใช้หลักการ AccountAbility เพื่อจัดการ Sustainability อย่างบูรณาการ

เป็นที่คาดหมายว่า กิจการที่ต้องการสร้างความน่าเชื่อถือในผลการดำเนินงานและการรายงานด้านความยั่งยืน ผ่านการให้ความเชื่อมั่นจากหน่วยงานภายนอก (External Assurance) จะนำชุดหลักการ AccountAbility ที่ได้เพิ่มเติมหลักผลกระทบ (Impact) ไว้เป็นหลักการที่สี่ มาใช้กำกับการดำเนินงานด้านความยั่งยืน และสื่อสารถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นในรอบปีการดำเนินงานนี้เป็นต้นไป

6.Sustainability S-Curve
ยกระดับจากกลยุทธ์ความยั่งยืน (Sustainability Strategy) ไปสู่กลยุทธ์ที่ยั่งยืน (Sustainable Strategy)

วิสาหกิจที่อาศัยกลยุทธ์ความยั่งยืน เป็นเครื่องมือดำเนินงานมาระยะหนึ่ง จะเริ่มผนวกเรื่องความยั่งยืนเข้ากับกลยุทธ์องค์กร มีการวิเคราะห์โอกาสและความเสี่ยงด้านความยั่งยืนเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ และคณะกรรมการบริษัทจะเป็นผู้กำกับดูแลกลยุทธ์ (องค์กร) ที่ยั่งยืน (Sustainable Strategy) โดยไม่จำเป็นต้องมีคณะผู้รับผิดชอบด้านความยั่งยืนแยกต่างหากอีกต่อไป


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Monday, February 18, 2019

ซีเอสอาร์ไทย “กิจกรรม” สู่ “กลยุทธ์”

เดิมทีเมื่อพูดถึง CSR (corporate social responsibility) ส่วนใหญ่ มักนึกไปถึงการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมในรูปแบบต่าง ๆ ตั้งแต่ปลูกป่า สร้างฝาย แจกผ้าห่ม ฯลฯ แต่ปัจจุบันภาคธุรกิจกำลังผนวกเรื่อง CSR เข้าเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ทางธุรกิจ


การทำ CSR ในเชิงกิจกรรม มีความมุ่งประสงค์เพื่อสร้างการยอมรับ และภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่กิจการ ทั้งจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่อยู่รายรอบกิจการ และสังคมโดยรวมให้เกิดเป็นการรับรู้ (perception) ว่าเป็นองค์กรที่ดีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

ส่วนการพิจารณา CSR เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์องค์กร มุ่งหมายเพื่อการตอบโจทย์ทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเติบโต การเพิ่มผลิตภาพ และการจัดการความเสี่ยง เป็นเรื่องของสมรรถนะ (performance) การดำเนินกิจการในทางที่เอื้อให้เกิดการสร้างคุณค่าต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

การนำเรื่อง CSR มาผนวกเข้ากับกระบวนการทางธุรกิจของกิจการในไทย ได้ดำเนินในแนวทางเดียวกับพัฒนาการ CSR ในระดับสากล โดยพัฒนาการของ CSR ที่เกิดขึ้นในไทย อาจจำแนกออกได้เป็น 3 ระยะ ได้แก่

ระยะฟังก์ชั่น (function period) เป็นช่วงเวลาที่มีการตั้งแผนกหรือส่วนงาน CSR ขึ้นมารับผิดชอบภายในองค์กร มีความพยายามในการรวบรวมแผนงาน/โครงการ/กิจกรรม CSR ที่มีลักษณะกระจัดกระจาย ให้มาอยู่ภายใต้ผู้รับผิดชอบเดียว เพื่อให้มีทิศทางหรือธีมในการทำ CSR ไปในแนวทางที่สอดคล้องกับนโยบายขององค์กร ไม่สะเปะสะปะเหมือนกับการบริจาคเพื่อการกุศล (philanthropy) เช่นในอดีต ก่อนที่คำว่า CSR จะเป็นที่นิยมใช้ในหมู่ธุรกิจ

ระยะข้ามฟังก์ชั่น (cross function period) เป็นช่วงเวลาที่มีการสานความร่วมมือระหว่างฝ่าย CSR กับสายงานต่าง ๆ ในองค์กร มีการตั้งคณะกรรมการ/คณะทำงานจากสายงานที่เกี่ยวข้อง มาร่วมขับเคลื่อนตามบทบาทที่แต่ละสายงานเข้าไปเกี่ยวข้อง CSR ที่เป็นประเด็นด้านผู้บริโภค จะมอบให้สายงานลูกค้ารับผิดชอบ หรือ CSR ที่เป็นการปฏิบัติด้านแรงงาน จะมอบให้ฝ่ายทรัพยากรบุคคลเป็นหลัก หรือ CSR ที่เป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม จะมอบหมายให้ฝ่ายสิ่งแวดล้อมหรือส่วนงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัยดูแล เป็นต้น

ในระยะนี้ บางกิจการนำคำว่า SD (sustainable development) มาใช้สื่อถึงการดำเนินงาน เพื่อพยายามให้แตกต่างจาก CSR ในระยะฟังก์ชั่น

ระยะบูรณาการ (integration period) เป็นช่วงเวลาที่มีการผนวกเรื่อง CSR ให้เป็นวาระงานของคณะกรรมการบริษัท ตั้งแต่ระดับบนสุด ลงมายังฝ่ายบริหาร และถ่ายทอดไปสู่สายงานระดับต่าง ๆ ผ่านทางกลยุทธ์องค์กร

อีกนัยหนึ่งคือการฝังความรับผิดชอบต่อสังคมเข้ากับกระบวนงานต่าง ๆ ทางธุรกิจให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทำให้การวัดผล CSR จะถูกผนวกเข้ากับตัวชี้วัดทางธุรกิจ เนื่องจาก CSR ได้ถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งในธุรกิจแล้วนั่นเอง ในระยะนี้ มีกิจการนำคำว่า CSV (creating shared value) มาใช้อธิบายถึงกลยุทธ์ขององค์กรเพื่อส่งมอบคุณค่าร่วมให้แก่สังคมและกิจการไปพร้อมกัน

การทำ CSR ในระยะบูรณาการนี้ คงจะทอดเวลายาวจวบจนกระทั่งเรื่อง CSR ได้ถูกผนวกเข้ากับกลยุทธ์ทางธุรกิจได้อย่างเป็นเนื้อเดียวกัน เกิดเป็นผลลัพธ์ที่สร้างความยั่งยืน (sustainability) ให้แก่กิจการและสังคมโดยรวม

พัฒนาการของ CSR ในประเทศไทย จาก “กิจกรรม” สู่ “กลยุทธ์” จึงเป็นเส้นทางของทุกองค์กรที่มุ่งหวังความยั่งยืน จำเป็นต้องเดินผ่านในแต่ละระยะ โดยมีผลได้ที่ยกระดับจากการรับรู้ หรือ “perception” (ที่ได้ภาพ) ไปสู่สมรรถนะ หรือ “performance” ในการดำเนินงาน CSR (ที่ได้ผล) นั่นเอง


จากบทความ 'CSR Talk' ในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ External Link [Archived]

Sunday, February 17, 2019

เล่าเรื่อง Social Business

การแก้ปัญหาความยากจน ด้วยการอุดหนุนโดยรัฐ จากบทเรียนที่ผ่านมา ไม่ได้ช่วยสร้างให้เกิดการพึ่งพาตนเอง หรือทำให้คนยากจนเข้มแข็งขึ้น ขณะที่การแก้ปัญหาสังคม ด้วยการช่วยเหลือโดยมูลนิธิหรือองค์กรพัฒนาเอกชน ทำไม่ได้อย่างต่อเนื่อง หากขาดการสนับสนุนจากแหล่งทุนภายนอก เช่นเดียวกับที่ องค์กรธุรกิจไม่สามารถช่วยเหลือชุมชนหรือสังคมให้ยั่งยืน ได้ด้วยการบริจาคเพื่อการกุศล ในรูปของเงินหรือวัตถุสิ่งของเพียงลำพัง

การขจัดความยากจน ความหิวโหย หรือการดูแลสุขภาวะ ที่เป็นการแก้ปัญหาในระยะยาว คือ การทำให้ประชาชนมีอาชีพ มีรายได้ และมีปัจจัยสี่ที่เพียงพอต่อการดำรงชีพ ซึ่งหนทางหนึ่งที่เป็นไปได้ และมีบทพิสูจน์ในหลายประเทศ ได้แก่ Social Business ที่ริเริ่มโดย ศ.มูฮัมหมัด ยูนุส นักเศรษฐศาสตร์เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ชาวบังกลาเทศ

Social Business เป็นธุรกิจเพื่อสังคม ซึ่งมีความแตกต่างจากธุรกิจปกติที่มุ่งแสวงหากำไรสูงสุด และไม่ใช่องค์กรที่ไม่แสวงหากำไร ที่อยู่ได้ด้วยเงินบริจาคหรือเป็นองค์กรการกุศล แต่เป็นการประกอบธุรกิจเพื่อแก้ไขปัญหาสังคมด้วยวิถีทางที่สามารถเลี้ยงตัวเองได้

ยูนุสได้บุกเบิกการทำงานตามแนวทางดังกล่าวด้วยตัวเอง มาเป็นเวลากว่า 30 ปี เกิดเป็นตัวอย่างกว่า 40 ธุรกิจ เฉพาะในบังกลาเทศที่เป็นบ้านเกิดของยูนุส และในจำนวนนั้น มีธุรกิจที่พัฒนาเติบโตจนติดอยู่ในกลุ่มกิจการขนาดใหญ่สุดของประเทศ จนสหประชาชาติ สหภาพยุโรป และองค์การระหว่างประเทศทั้งในสังกัดภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ ต่างให้การยอมรับแนวคิด Social Business นี้อย่างกว้างขวาง

เป้าหมายของธุรกิจเพื่อสังคม คือ การแก้ไขปัญหาสังคมด้วยวิธีการทางธุรกิจ ที่ครอบคลุมถึงการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์และบริการ ดังตัวอย่างของ กรามีน-ดาน่อน ที่ตั้งขึ้นเพื่อแก้ปัญหาทุพโภชนาการ ด้วยการผลิตโยเกิร์ตที่เติมธาตุอาหารเสริมจำหน่ายแก่ผู้มีรายได้น้อย หรือ กรามีน-วีโอเลีย ที่ช่วยแก้ปัญหาของผู้อยู่อาศัยในแหล่งที่มีการปนเปื้อนของสารหนูในน้ำดื่ม ด้วยการจำหน่ายน้ำดื่มบริสุทธิ์ในราคาถูกตามกำลังซื้อของคนในระดับฐานราก หรือ บีเอเอสเอฟ-กรามีน ที่ต้องการควบคุมโรคที่เกิดจากยุงเป็นพาหะ ด้วยการผลิตและจำหน่ายมุ้งเคลือบสารกันยุงในแหล่งที่เกิดการแพร่ระบาดของโรค เป็นต้น

องค์กรธุรกิจทั่วไป (ไม่จำเป็นต้องเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม) สามารถนำหลักการของ Social Business มาใช้แก้ปัญหาสังคมในประเด็นที่อยู่ในความสนใจขององค์กร เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่กลุ่มเป้าหมาย ด้วยการนำธุรกิจแกนหลัก (Core Business) ของตน มาดำเนินการ ดังตัวอย่างของบริษัท เอสซีลอร์ (Essilor) ที่จัดตั้งหน่วยธุรกิจเพื่อสังคม ออปติก โซลิแดร์ (Optique Solidaire) ขึ้นเพื่อทำงานร่วมกับคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงธุรกิจประกันสุขภาพ โดยมีวัตถุประสงค์ที่ต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายในการซื้อแว่นสายตาที่มีคุณภาพสูง สำหรับกลุ่มมีรายได้น้อย จากปกติที่จำหน่ายในราคา 230-300 ยูโร เหลือเพียงไม่ถึง 30 ยูโร


ออปติก โซลิแดร์ ใช้เวลาในการพัฒนา 15 เดือนและทดลองนำร่องที่มาร์แซย์ (Marseille) เมืองทางตอนใต้ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศฝรั่งเศส เป็นเวลา 3 เดือน จนในที่สุดเกิดเป็นเครือข่ายร้านค้าปลีก "solidarity retailers" มากกว่า 500 แห่งทั่วประเทศฝรั่งเศส โดยมีสมาชิกเครือข่ายเป็นร้านประกอบแว่นที่สมัครใจเข้าร่วมจำหน่ายแว่นในราคาถูกดังกล่าว ขณะที่ บริษัทประกันที่เข้าร่วมโครงการ จะส่งจดหมายพร้อมบัตรกำนัล แจ้งไปยังกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้น้อยอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป สำหรับการรับข้อเสนอพิเศษนี้ จากร้านประกอบแว่นในโครงการที่อยู่ใกล้เคียง โดยเอสซีลอร์ ตั้งเป้าที่จะสร้างเครือข่ายร้านประกอบแว่นในโครงการให้ได้ 1,000 แห่ง เพื่อจัดหาแว่นสายตาให้แก่ผู้ที่ไม่สามารถซื้อแว่นสายตาในราคาสูง จำนวน 2.5 ถึง 3 แสนราย ในฝรั่งเศส (ที่มา: https://hbr.org/2015/03/reaching-the-rich-worlds-poorest-consumers)

สำหรับการนำโมเดล Social Business มาขับเคลื่อนในประเทศไทย Yunus Center AIT บริษัท อิมเมจพลัส คอมมิวนิเคชั่น จำกัด และสถาบันไทยพัฒน์ ได้ร่วมกันก่อตั้ง "Thailand Social Business Initiative (TSBI)" ขึ้น ในปี พ.ศ.2559 โดยมีวัตถุประสงค์หลักที่จะส่งเสริมความริเริ่มด้านธุรกิจเพื่อสังคมตามแนวคิดของยูนุส และมุ่งหวังให้เกิดทั้ง ตัวอย่าง-ตัวแบบ-ตัวช่วย ของการขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อสังคมในประเทศไทย

และในปี พ.ศ.2562 นี้ จะมีการจัดงาน Social Business Day ครั้งที่ 9 ขึ้น ในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 28-29 มิถุนายน พ.ศ.2562 โดยมีธีมของงานในปีนี้ว่า “การทำเงินเป็นความสุข แต่การทำให้ผู้อื่นมีความสุข เป็นความสุขยิ่ง” (Making Money is Happiness, Making Other People Happy is Super Happiness)


องค์กรธุรกิจที่มีการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาสังคมด้วยการใช้ Core Business ในการดำเนินการตามหลักการของ Social Business สามารถส่งกรณีธุรกิจ (Business Case) เพื่อขอรับการพิจารณาเข้าร่วมเป็น Social Business Storyteller บนเวทีของ Social Business Day ที่จะจัดขึ้นในประเทศไทย ในเดือนมิถุนายนนี้ได้ โดย TSBI จะทำการแจ้งข้อมูลและช่องทางในการส่งกรณีธุรกิจในโอกาสต่อไป


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Sunday, February 03, 2019

ดิจิทัศน์องค์กร ของที่กิจการยุคใหม่ต้องมี

ปีที่แล้ว สถาบันไทยพัฒน์ ได้ชี้ให้เห็นทิศทาง CSR หนึ่ง ที่เป็นเรื่อง Corporate Digizenship จากอิทธิพลของโลกยุคดิจิทัล ที่บริษัทต้องพร้อมรับมือกับประเด็นปัญหาหรือเป็น “ผลกระทบเชิงลบ” จากการดำเนินงานขององค์กร ที่ถูกนำไปขยายผลทางสื่อสังคมออนไลน์
ปัญหาการพิสูจน์และยืนยันตัวตนกับการเปิดบัญชีทำธุรกรรมออนไลน์ ปัญหาข้อพิพาทในระบบการค้าอิเล็กทรอนิกส์จากผู้ให้บริการส่งพัสดุ ปัญหาการโอนเงินข้ามหน่วยงานผ่านระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า ขอบเขตความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ เคลื่อนตัวจากโลกกายภาพ มาสู่โลกดิจิทัล องค์กรผู้เป็นเจ้าของระบบหรือเจ้าของธุรกรรมไม่สามารถปฏิเสธหรือผลักภาระความรับผิดชอบ เมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้น แม้จะเป็นการกระทำของมิจฉาชีพ หรือในบางกรณี เป็นความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของลูกค้าก็ตาม

กิจการในห่วงโซ่ธุรกิจที่เกี่ยวโยงกับดิจิทัล จำเป็นที่จะต้องปรับขอบเขตเรื่อง CSR จากการคำนึงถึงเพียงภูมิทัศน์ (Landscape) หรือพื้นที่ความรับผิดชอบต่อสังคมทางกายภาพ ให้ครอบคลุมดิจิทัศน์ (Digiscape) หรืออาณาเขตที่เป็นความรับผิดชอบต่อสังคมออนไลน์

ผู้ประกอบการที่เกี่ยวโยงกับห่วงโซ่ธุรกิจดิจิทัลทั้งทางตรงและทางอ้อม จะต้องแสดงให้เห็นถึงการประกอบธุรกิจที่มีความรับผิดชอบในความเป็นดิจิทัลของกิจการ หรือ Corporate Digizenship อาทิ การมีนโยบายและมาตรการในการป้องกันและรับมือกับภัยหรือความเสียหายทางดิจิทัล การรับประกันและการเยียวยาความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น รวมทั้งการจัดทำแผนฉุกเฉินหรือแผนสำรองเพื่อบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ ในกรณีที่มีอุบัติการณ์หรือวิกฤตจากเหตุดิจิทัลเกิดขึ้น

ในปีนี้ จะได้เห็นบริษัทที่ใช้โอกาสจากโลกดิจิทัล โดยเฉพาะวิสาหกิจเริ่มต้น หรือกิจการ Startup ที่เกิดใหม่ นำเรื่อง CSR มาพัฒนาเป็นโมเดลธุรกิจที่คำนึงถึงชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม ในทางที่สร้าง “ผลกระทบเชิงบวก” เพิ่มมากขึ้น

ตัวอย่างของบริษัท “Local Alike” (โลคอล อไลค์) ที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ ในรูปแบบทั้งเว็บไซต์ เฟซบุ๊กแฟนเพจ อินสตาแกรม แนะนำการท่องเที่ยวในชุมชน 4 รูปแบบ คือ การท่องเที่ยวเชิงเกษตร การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม รวมทั้งการจัดทำฐานข้อมูลที่พักโฮมสเตย์ และกิจกรรมน่าสนใจในชุมชน ให้กับกลุ่มนักท่องเที่ยวทั่วโลก เพื่อให้เดินทางเข้ามาทำกิจกรรม ที่เป็นการกระจายรายได้ให้กับชุมชน ซึ่งปัจจุบันมีอยู่กว่า 30 ชุมชน โดยรายได้ในส่วนของแพ็กเกจทัวร์ชุมชน โลคอล อไลค์ ยังจัดสรรไว้สำหรับใช้ในการพัฒนาการท่องเที่ยวให้กับชุมชนอื่นๆ ต่อไปด้วย

กรณีศึกษาของร้าน “Jones’ Salad” (โจนส์สลัด) ธุรกิจร้านอาหารประเภทสลัดเพื่อสุขภาพ เสิร์ฟด้วยผักออร์แกนิก ใช้สื่อสังคมออนไลน์ เผยแพร่อินโฟกราฟิกและการ์ตูนให้ความรู้ด้านสุขภาพ ด้วยสโลแกนว่า เราจะลดจำนวนคนป่วยในโรงพยาบาล ด้วยการทำเรื่องสุขภาพให้ง่าย สนุก และอร่อย ปัจจุบัน มีผู้ติดตามในเฟซบุ๊กมากกว่าล้านคน และมีร้านผักสลัด 7 สาขา ซึ่งมีจุดเด่นที่น้ำสลัด และเมนูอาหารสุขภาพ มีลูกค้าแน่นร้านจากผู้ที่ติดตามและการบอกต่อในสื่อออนไลน์

ปฏิเสธไม่ได้ว่า อิทธิพลของดิจิทัล ที่ทอดมายังช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ ได้กลายเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญทางธุรกิจ ขนาดที่สามารถมีบริษัทหน้าใหม่ใช้พัฒนาเป็นจิ๊กซอว์หลักในโมเดลธุรกิจและแจ้งเกิดได้ในวงการ

การกำหนด “วิสัยทัศน์” องค์กร มีความสำคัญต่อทิศทางการดำเนินธุรกิจแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ฉันใด การค้นหา “ดิจิทัศน์” องค์กรเพื่อรับมือกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่แปรเปลี่ยนไป มีความจำเป็นต่อทิศทางการดำเนินธุรกิจในวันข้างหน้า ฉันนั้น


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Sunday, January 20, 2019

Value x Impact แนวทาง CSR ปี 62

ในรอบปีที่ผ่านมา ความตื่นตัวในเรื่องของการดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ (CSR) มีปัจจัยจากแรงขับดันหลักในสองขั้ว คือ การทำตามกระแส ทั้งที่เกิดจากองค์กรข้างเคียงในอุตสาหกรรม จากคู่ค้าในห่วงโซ่ธุรกิจ และจากกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เป็นขั้วของการทำ CSR ในเชิงรับ กับการทำเพราะเห็นคุณค่า ที่เกิดจากการได้ประโยชน์ร่วมทั้งแก่องค์กร (อาทิ ช่วยลดความเสี่ยง เพิ่มผลิตภาพ ขยายโอกาสทางธุรกิจ) และสังคม (อาทิ ช่วยกระจายรายได้ เพิ่มทักษะอาชีพคนในชุมชน สิ่งแวดล้อมดีขึ้น) เป็นขั้วของการทำ CSR ในเชิงรุก

สถาบันไทยพัฒน์ ได้ทำการสำรวจระดับความก้าวหน้าในการทำ CSR ของบริษัทจดทะเบียนราว 600 บริษัท ตั้งแต่ปี พ.ศ.2557 พบว่า ร้อยละ 73 มีการทำ CSR ในแบบเบื้องต้นที่เป็นเชิงรับ ขณะที่อีกร้อยละ 27 เป็นการทำ CSR ในแบบก้าวหน้าที่เป็นเชิงรุก และตัวเลขในปี พ.ศ.2561 มีสัดส่วนของ CSR แบบเบื้องต้นอยู่ราวร้อยละ 71 และมีสัดส่วนของ CSR แบบก้าวหน้าอยู่ราวร้อยละ 29 คือ มีพัฒนาการเพิ่มขึ้นร้อยละ 2 ซึ่งถือว่ายังมีระดับความก้าวหน้าที่ไม่มากนัก

ในขั้วที่ทำตามกระแสนิยม รูปแบบที่เห็นบ่อย คือ เป็นกิจกรรม (Event) รายครั้ง เช่น กิจกรรมรักษ์โลก รวมพลเก็บขยะ ปลูกป่า สร้างฝาย ฯลฯ เป็นกิจกรรมซึ่งสามารถทำเป็นหมู่คณะ เน้นจิตอาสา และสามารถประชาสัมพันธ์ให้เห็นเป็นรูปธรรมง่าย แต่ไม่เกี่ยวกับกระบวนงานทางธุรกิจที่ทำอยู่ปกติ

ในขั้วที่ทำเพราะเห็นคุณค่า รูปแบบที่เกิดขึ้น คือ เป็นกระบวนการ (Process) ที่ต่อเนื่อง เช่น การลดขยะในการผลิต บรรจุภัณฑ์ และการจำหน่ายสินค้า การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดการใช้น้ำใช้ไฟ ฯลฯ เป็นกระบวนการซึ่งอยู่ในสายงานหรือการปฏิบัติงานปกติ เน้นปลูกฝังให้อยู่ในหน้าที่ เป็นกิจกรรมรักษ์โลกเหมือนกัน แต่ทำอยู่ในกระบวนการธุรกิจปกติ ซึ่งในแบบหลังนี้ องค์กร จะได้คุณค่าร่วม ในแง่ของการเพิ่มผลิตภาพ การประหยัดต้นทุน นอกเหนือจากการช่วยโลก

ผลที่ได้รับในแบบที่ทำเพราะเป็นกระแส จะเน้นเรื่องการได้มาซึ่ง “ชื่อเสียงและภาพลักษณ์” (Reputation และ Image) ขณะที่ผลลัพธ์ในแบบหลัง จะเน้นเรื่องการได้มาซึ่ง “คุณค่าและผลกระทบ” (Value และ Impact) ทำให้การเปรียบเทียบผลระหว่างสองแบบนี้ จึงวัดกันไม่ได้ตรงๆ เพราะจุดหมายปลายทางต่างกัน

แน่นอนว่า องค์กรที่ต้องการได้ประโยชน์เต็มจากการทำ CSR จะต้องยกระดับจากกิจกรรม (Event) มาเป็นกระบวนการ (Process) นั่นหมายความว่า กิจการเหล่านี้ จำต้องปรับเป้าหมายของการทำ CSR ให้มุ่งไปที่การได้มาซึ่งคุณค่าและผลกระทบมากขึ้นจากเดิม

สถาบันไทยพัฒน์ เห็นว่า เรื่อง Value x Impact จะเป็นแนวทางการทำ CSR ในปี 2562 สำหรับองค์กรที่ต้องการได้ประโยชน์เต็มจากการทำ CSR ทั้งในบริบทที่ช่วยตอบโจทย์ความยั่งยืน และช่วยเสริมสร้างผลประกอบการในระยะยาวให้แก่กิจการ

องค์กรธุรกิจและหน่วยงานที่สนใจ อัปเดตเครื่องมือและวิธีการในการเพิ่มคุณค่าและผลกระทบจากการทำ CSR ในบริบทที่มุ่งสู่ความยั่งยืน สามารถติดตามได้จากงานแถลงทิศทางความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาความยั่งยืนของกิจการ ประจำปี 2562 ในเดือนกุมภาพันธ์นี้ครับ


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Sunday, January 06, 2019

ปีหมูที่ (ไม่) ปลอดภัย

สวัสดีปีใหม่ 2562 แด่ท่านผู้อ่านทุกท่านครับ เปิดรับศักราชใหม่ ด้วยประเด็นที่ร้อนแรงทั้งในเรื่องของภัยธรรมชาติ เรื่องการเมือง และกระทบมายังเรื่องของเศรษฐกิจอย่างเลี่ยงไม่ได้


ในเรื่องของภัยธรรมชาติ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในรอบ 30 ปี ของพายุปาบึก ที่พัดเข้าอ่าวไทย ซึ่งมีความเร็วลมใกล้ศูนย์กลาง 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นพายุที่มีความรุนแรงลูกที่สาม รองจากพายุเขตร้อนแฮร์เรียต ที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2505 (57 ปีมาแล้ว) ซึ่งมีความเร็วลมใกล้ศูนย์กลาง 95 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และพายุไต้ฝุ่นเกย์ ในปี พ.ศ.2532 (30 ปีมาแล้ว) ซึ่งมีความเร็วลมใกล้ศูนย์กลางถึง 185 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

พายุเขตร้อนแฮร์เรียต ที่เกิดขึ้นในครานั้น ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 900 คน และพายุไต้ฝุ่นเกย์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 500 คน และสูญหายอีกกว่า 400 คน

เนื่องจาก ปาบึก เป็นพายุเขตร้อน ที่มีความเร็วลมรุนแรงน้อยกว่าสองลูกแรก จึงน่าจะสร้างให้เกิดความเสียหายน้อยกว่ามาก อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะมีทรัพย์สินทางราชการและเอกชนเสียหาย จนต้องได้รับการฟื้นฟูบูรณะจำนวนไม่น้อย

ในเรื่องการเมือง การเลื่อนการเลือกตั้งออกไป ก่อให้เกิดการกระเพื่อมทั้งในเรื่องเครดิตของ คสช. และการสืบทอดอำนาจของขั้วรัฐบาลปัจจุบัน ไม่ว่าจะอ้างด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม เพราะอย่าลืมว่า วันที่ท่านได้เข้ามาดูแลประเทศ เมื่อปี พ.ศ.2557 นั้น มาในสถานภาพใด

ความสงบเรียบร้อยเป็นเรื่องสำคัญพื้นฐาน ที่ต้องไม่ปล่อยให้ชีวิตพลเรือนล้มตายจากความวุ่นวายในสังคม และเป็นเหตุให้ท่านได้เข้ามาดูแลปกป้อง ครั้นเมื่อเหตุนั้นถูกรำงับไปแล้ว พลเรือนย่อมต้องรับผิดชอบในกิจวัตรของตนตามบทบาทหน้าที่ของแต่ละกลุ่มแต่ละบุคคล (จะอ้างการอยู่ต่อ ด้วยเหตุที่ยังมิได้เกิดขึ้นในอนาคตมิได้)

แม้จะมีความพยายามในการสร้างความได้เปรียบต่างๆ นานา จะมีประโยชน์อันใด ที่สามารถรบชนะ แต่แพ้สงคราม และการได้รับชัยชนะในเกมที่ตนเองคุมกฎกติกา จะเกิดเป็นความภาคภูมิใจก็หาได้ไม่

ในสถานการณ์ปกติ ควรปล่อยให้ พลเรือนในทุกหมู่เหล่า ได้หา ‘ทางออก’ ที่เหมาะสมกันเอง และท่านควรถอยฉาก เพื่อดำรงบทบาทในการเป็น 'ทางออกฉุกเฉิน' ให้กับประเทศ เมื่อเวลาเกิดไฟไหม้หรือมีภัยคุกคามในวันข้างหน้า

กลับมาอยู่ในสถานะที่อยู่เหนือความเป็นคู่ขัดแย้ง แต่คอยค้ำจุนสนับสนุนพรรครัฐบาล และกำกับทิศทางให้ทำงานเพื่อส่วนรวมและประเทศชาติต่อไป

ในเรื่องเศรษฐกิจ ด้วยปัจจัยภายนอกประเทศที่ยังคุกรุ่นจากสงครามการค้า การปกป้องประโยชน์ของประเทศมหาอำนาจ ที่ทำให้กติกาทางการค้าโลกเปลี่ยนแปลงไป ย่อมส่งผลกระทบกับทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไม่มากก็น้อย รวมทั้งปัจจัยภายในประเทศที่มาจากเรื่องการเมือง กระทบต่อเนื่องไปยังตลาดทุน และการลงทุนของภาคเอกชน

ตัวช่วยเดียวที่มีในขณะนี้ คือ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ ที่กระจายเม็ดเงินไปสู่ภาคก่อสร้างและบริการที่เกี่ยวเนื่อง

ส่วนการกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายของผู้บริโภค เพื่อให้จีดีพีเพิ่มนั้น เป็นไปได้ยากแล้ว เพราะคนชั้นกลางถึงล่าง ไม่ได้มีเงินในกระเป๋าเพิ่ม ถ้าจะดัน (ทุรัง) จริงๆ อัตราการก่อหนี้ของภาคครัวเรือน ก็จะต้องเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

ปีใหม่นี้ จึงไม่ใช่ปีที่ง่าย เป็นปีหมูที่ไม่ปลอดภัย สำหรับผู้ที่คิดอ่านอย่างไม่รอบคอบระมัดระวัง ความประมาทจะทำให้เกิดความเสียหาย แต่จะเป็นปีหมูที่ปลอดภัย สำหรับผู้ที่ทำตามทำนองคลองธรรม ความมีสติจะคุ้มครองรักษาให้อยู่รอดปลอดภัย

ขอให้โชคดีถ้วนหน้า ในปีใหม่นี้ กันทุกท่านนะครับ


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link