Sunday, March 29, 2020

โควิด 19: ESG กระทบโลก กระเทือนธุรกิจ

ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) ได้รับความสนใจจากผู้ลงทุน โดยเฉพาะผู้ลงทุนสถาบัน ในการใช้เป็นข้อมูลประกอบการวิเคราะห์และพิจารณาตัดสินใจลงทุนมาระยะหนึ่งแล้ว

ประเด็นด้าน ESG จัดเป็นข้อมูลประเภทที่มิใช่ตัวเลขทางการเงิน ที่สามารถบ่งชี้ถึงโอกาสและความเสี่ยง รวมทั้งขีดความสามารถขององค์กรที่มีต่อผลประกอบการในอนาคต นอกเหนือจากข้อมูลทางการเงินที่สะท้อนผลประกอบการที่ผ่านมาของบริษัท

ในประเด็นด้าน ESG ที่สมาพันธ์ตลาดหลักทรัพย์โลก (World Federation of Exchanges) แนะนำให้บริษัทจดทะเบียนมีการเปิดเผยข้อมูลการดำเนินการ ในฐานะหนึ่งในตัวชี้วัดพื้นฐาน (Baseline Indicators) ได้แก่ ประเด็นสุขภาพโลก (Global Health) ซึ่งหมายถึง ปัญหาหรือข้อกังวลด้านสุขภาพ ที่ข้ามพรมแดน หรือผลจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนอกพรมแดน และเกินขอบเขตและความสามารถของรัฐใดรัฐหนึ่งที่จะดำเนินการได้สำเร็จ ต้องการกลไกที่มีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในระดับภูมิภาคหรือระดับโลก เพื่อจัดการปัญหาสุขภาพและปัจจัยกำหนดปัญหาเหล่านั้น เช่น โรคติดเชื้อข้ามพรมแดน (อาทิ MERS, SARS, COVID-19) และโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่ก่อให้เกิดปัญหาข้ามพรมแดน รวมถึงปัญหาจากผลิตภัณฑ์ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ บุหรี่ เหล้า เป็นต้น

โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด 19) ที่สถานการณ์การแพร่ระบาดในปัจจุบัน ได้กระจายตัวไปอย่างรวดเร็วและกว้างขวางสู่หลายประเทศทั่วโลก โดยมีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก จัดเป็นหนึ่งในประเด็นด้าน ESG ที่บริษัทจำเป็นต้องหามาตรการเร่งด่วนในการรับมือกับสถานการณ์ เนื่องจากส่งผลกระทบในวงกว้างต่อผู้มีส่วนได้เสียของกิจการ ทั้งเรื่องความปลอดภัยของพนักงาน พฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงสถานการณ์ ความไม่ต่อเนื่องในห่วงโซ่อุปทาน และการหยุดชะงักของธุรกิจที่ส่งผลต่อรายได้และบรรทัดสุดท้าย (คือ กำไร) ของกิจการ

โควิด 19 ถือเป็นประเด็น ESG ที่เป็นสาระสำคัญและมีนัยสำคัญทางการเงิน (Financially Material Topic) สำหรับองค์กร ที่สามารถส่งผลกระทบได้ในเชิงที่เป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงของธุรกิจ

ตัวอย่างธุรกิจซึ่งได้รับผลกระทบในแง่ของความเสี่ยง ได้แก่ ธุรกิจการบิน โรงแรม นำเที่ยว สถานบันเทิง ร้านอาหาร (ประเภทนั่งทาน) รวมทั้งธุรกิจรับจัดงานและนิทรรศการต่างๆ เป็นต้น ตัวอย่างธุรกิจซึ่งได้รับผลกระทบในแง่ของโอกาส ได้แก่ ธุรกิจจัดส่งสินค้า (Delivery) โรงพยาบาล ประกันสุขภาพ ธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อและบริการทำความสะอาดสถานที่ให้ปลอดเชื้อ รวมทั้งธุรกิจที่ใช้ประโยชน์จากช่องทางออนไลน์และผู้ให้บริการเครื่องมือสำหรับการทำธุรกรรมออนไลน์ อาทิ การประชุมทางไกล เป็นต้น


จากการวิเคราะห์ของแมคคินซี่ ร่วมกับ ออกซฟอร์ด อีโคโนมิกส์ ในกรณีที่การรับมือด้านสาธารณสุขมีประสิทธิผล แต่การแพร่ระบาดยังคงขยายตัวในระดับภูมิภาค ขณะที่นโยบายและมาตรการทางเศรษฐกิจที่ออกมารองรับส่งผลในระดับหนึ่ง จะทำให้เกิดสภาวะที่เรียกว่า “Muted Recovery” หรือ การฟื้นคืนทรงตัว ไม่ขยับไปไหนเป็นระยะเวลานาน ตามฉากทัศน์นี้ จะฉุดให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศทั่วโลก หรือ จีดีพีโลก ในปี 2563 ติดลบ 4.7% และคาดว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นคืนกลับมาสู่ภาวะปกติได้อีกครั้ง ในไตรมาสที่สาม ของปี 2565 หรือในอีก 2 ปีข้างหน้า

จากสถานการณ์ในปัจจุบัน ที่จำนวนยอดผู้ติดเชื้อยังอยู่ในอัตราที่เพิ่มขึ้น แสดงถึง ภาวะของการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ยังมิได้ขึ้นสู่จุดสูงสุดของสถานการณ์ นั่นหมายความว่า ความชะงักงันทางเศรษฐกิจ ก็ยังมิได้ดิ่งลึกลงถึงจุดต่ำสุดเช่นกัน

ข้อกำหนดที่ออกตามหลังการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน อาทิ การห้ามหรือจำกัดการเข้าออกสถานที่ การเดินทาง การเคลื่อนย้ายข้ามเขต ข้ามพื้นที่ การควบคุมการใช้ยานพาหนะและเส้นทางจราจร เป็นมาตรการที่ส่งผลไปยังการหดตัวของปริมาณกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การจับจ่ายใช้สอยของประชาชน และการลงทุนของภาคเอกชนอย่างฉับพลันทันที โดยธนาคารแห่งประเทศไทย คาดการณ์ว่า อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ในปี 2563 จะติดลบ 5.3%

โควิด 19 ได้กลายเป็นประเด็น ESG ที่ทำให้ทั้งโลกได้รับผลกระทบทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสังคม ทำให้ธุรกิจได้รับผลกระเทือนตามมาเป็นลูกโซ่ ทั้งธุรกิจข้ามชาติ บริษัทขนาดใหญ่ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ไปจนถึงร้านค้า หาบเร่ แผงลอย โดยถ้วนทั่วทุกหัวระแหง จึงขอให้ผู้ประกอบการทุกท่าน เตรียมรับมือกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างมีสติและด้วยความรอบคอบระมัดระวังนับจากนี้ไป


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Sunday, March 15, 2020

Checklist ธุรกิจ รับมือ COVID-19

จากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ได้กระจายตัวไปอย่างรวดเร็วและกว้างขวางสู่หลายประเทศทั่วโลก โดยมีความรุนแรงและยังไม่มีวี่แววว่าจะคลี่คลายลงในระยะเวลาอันใกล้ องค์กรในภาคธุรกิจจำเป็นต้องมีแผนเผชิญเหตุไว้ดูแลกิจการของตนให้ผ่านพ้นสถานการณ์ และดูแลผลกระทบให้อยู่ในวงจำกัด


สถาบันไทยพัฒน์ ในฐานะหน่วยงานที่มุ่งเน้นงานส่งเสริมความยั่งยืนของกิจการ ได้จัดทำแนวทางรับมือของภาคธุรกิจต่อสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด 19 เผยแพร่สำหรับให้องค์กรได้นำไปใช้ดูแลกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียที่สำคัญของกิจการในช่วงสถานการณ์

เอกสาร Business Response Guidance on COVID-19 สำหรับองค์กร ประกอบด้วยแนวทางการดำเนินงานซึ่งครอบคลุมกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องหลัก 6 กลุ่ม และ Checklist สิ่งที่ควรดำเนินการ 15 รายการ ที่จะช่วยให้องค์กรสามารถจัดทำแผนรองรับสถานการณ์ได้อย่างรอบด้าน ดังนี้

ด้านพนักงาน ประกอบด้วย (1) ศึกษาและดำเนินการตามคำแนะนำการป้องกันควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สำหรับสถานประกอบการ สถานที่ทำงาน ของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (2) จัดให้มีช่องทางการติดต่อสื่อสารสองทางกับพนักงาน และมาตรการรองรับที่จำเป็นสำหรับการดำเนินการในสถานประกอบการ สถานที่ทำงาน (3) จัดให้มีการตรวจคัดกรองพนักงานและผู้มาติดต่อ พิจารณาจัดตั้งทีมเผชิญเหตุในกรณีฉุกเฉิน (สำหรับองค์กรที่มีพนักงานทำงานหนาแน่น หรือมีการเดินทางไปต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มเสี่ยง)

ด้านลูกค้า ประกอบด้วย (4) ศึกษาและดำเนินการตามคำแนะนำการป้องกันควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สำหรับผู้ประกอบการ (โรงแรม ร้านอาหาร บริษัทนำเที่ยว นวดหรือสปา) คำแนะนำ การป้องกันควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สำหรับการจัดการประชุม สัมมนา หรือกิจกรรมอื่นที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน ของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งคำแนะนำของหน่วยงานผู้กำกับดูแลในกลุ่มอุตสาหกรรมหรือหมวดธุรกิจที่ตนสังกัด (ถ้ามี) (5) สื่อสารให้ข้อมูลกับลูกค้าเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในสินค้าและบริการ การรับคำสั่งซื้อจากลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์ บริการจัดส่งสินค้าไปยังปลายทางตามที่ลูกค้าต้องการ และการทำธุรกรรมระยะไกลกับลูกค้า หรือ ณ สถานที่ที่ลูกค้าสะดวก

ด้านคู่ค้า ประกอบด้วย (6) ประเมินผลกระทบในห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะผู้ส่งมอบหลักที่เป็นผู้จัดหาวัตถุดิบป้อนสายการผลิตหลัก พร้อมจัดทำแนวทางและมาตรการรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้น (ถ้ามี) (7) ปรับปรุงข้อตกลงหรือทุเลาบางข้อสัญญากับผู้ส่งมอบ รวมทั้งการพิจารณาชำระเงินคงค้างหรือเงินล่วงหน้าที่ช่วยให้ธุรกิจของผู้ส่งมอบฟื้นตัวในระยะสั้น (8) ดำเนินการประเมินอุปสงค์ใหม่หลังสถานการณ์สิ้นสุด เพื่อใช้วางแผนการบริหารจัดการอุปทาน บนข้อสันนิษฐานสภาพตลาดและรูปแบบหรือพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

ด้านหน่วยงานภาครัฐ ประกอบด้วย (9) ศึกษาและปฏิบัติตามประกาศและคำสั่งของกระทรวงสาธารณสุข คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ และกรมควบคุมโรค ในส่วนที่องค์กรมีความเกี่ยวข้อง (10) ติดตามรายงานสถานการณ์รายวัน รวมทั้งคำถามที่พบบ่อย (FAQs) โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อพร้อมรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

ด้านชุมชน ประกอบด้วย (11) พิจารณาโอกาสและความเป็นไปได้ในการนำ Core Business ขององค์กร มาใช้ในการช่วยเหลือในช่วงสถานการณ์ นอกเหนือจากกิจกรรมการบริจาคหรือการอาสาสมัคร (12) ใช้ประโยชน์จากระบบโลจิสติกส์ที่องค์กรมีอยู่ ในการเข้าถึงหรือกระจายสินค้าที่จำเป็นและขาดแคลนให้แก่ชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือหรือกลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบในช่วงสถานการณ์

ด้านผู้ถือหุ้น ประกอบด้วย (13) ทบทวนแผนการใช้จ่ายเงิน โดยเฉพาะการรักษาสภาพคล่องทางการเงินในช่วงสถานการณ์ที่มีความผันแปรสูง รวมทั้งมาตรการทางการเงินต่างๆ ที่จำเป็นในระยะสั้น (14) ดำเนินการทดสอบภาวะวิกฤต (Stress Testing) เพื่อตรวจยืนยันความเข้มแข็งทางการเงิน และพิจารณาจัดทำแผนรองรับสถานการณ์ (Contingency Plan) ให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้ในระยะยาว (15) มีการรายงานให้ผู้ถือหุ้นได้รับทราบถึงแนวทางการจัดการรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

องค์กรธุรกิจและหน่วยงานที่สนใจ สามารถดาวน์โหลดเอกสาร “Business Response Guidance on COVID-19” (ไม่มีค่าใช้จ่าย) ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ทางเว็บไซต์ www.thaipat.org


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Sunday, March 01, 2020

6 ทิศทาง CSR ปี 63

เมื่อปลายเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา สถาบันไทยพัฒน์ ได้ประเมินทิศทางความรับผิดชอบต่อสังคม หรือ CSR ภายใต้รายงานที่มีชื่อว่า 6 ทิศทาง CSR ปี 2563: The Year of Sustainpreneurship เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับหน่วยงานและองค์กรธุรกิจ ในการใช้เป็นแนวทางเสริมสร้างภาวะผู้ประกอบความยั่งยืนให้เกิดขึ้น ในอันที่จะส่งมอบคุณค่าร่วมแก่ผู้มีส่วนได้เสียทั้งผู้ถือหุ้น พนักงาน ลูกค้า ผู้ส่งมอบ ชุมชนท้องถิ่น และสังคมโดยรวม

ในรอบปี 2563 การให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง ภายใต้กระแสที่เรียกว่า Stakeholder Capitalism หรือ วิถีทุนนิยมที่เอื้อต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มในระบบเศรษฐกิจ จะเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายต่อการขับเคลื่อนการดำเนินงานขององค์กรธุรกิจ ซึ่งสามารถจำแนกออกเป็น 6 ทิศทางสำคัญ ดังนี้

1.Investing in Employees
การพัฒนาบทบาทพนักงานที่เป็นมากกว่า “ทรัพยากร” (Resources) แต่เป็น “ทุน” (Capital) ของกิจการ

ปี 2563 องค์กรที่ให้ความสำคัญกับพนักงานในฐานะ “ทุน” ของกิจการ จะมีการสร้างแรงจูงใจหรือให้สิ่งจูงใจที่เหมาะสมแก่พนักงานในหลายรูปแบบ มีเส้นทางพัฒนาบทบาทของพนักงานที่ไม่จำกัดเพียงแค่สถานะลูกจ้างหรือผู้บริหาร แต่สามารถเป็นหุ้นส่วนหรือเป็นผู้ประกอบการในสังกัดของกิจการ (Intrapreneur) ที่ช่วยให้องค์กรเติบโตจากภายใน แต่มีความยืดหยุ่นเหมือนทำงานอยู่ภายนอกองค์กร โดยที่กิจการเป็นผู้ลงทุนและจัดสรรทรัพยากรต่างๆ ให้กับพนักงานที่เป็นเป้าหมายของการพัฒนาทักษะความเป็นผู้ประกอบการ

2.Delivering Shared Value to Customers
การส่งมอบคุณค่าร่วมจาก “กระบวนการธุรกิจ” ในรูปแบบ CSR-in-process มาสู่ “ตัวผลิตภัณฑ์” ในรูปแบบ CSR-in-product

ภาคธุรกิจที่ต้องการได้มาซึ่ง License to Grow จะมีการพิจารณาแนวทางการส่งมอบคุณค่าร่วมในรูปแบบ CSR-in-product หรือการดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคมในตัวผลิตภัณฑ์ ที่มาจากการปรับแกนหลักของธุรกิจ (Core Business) ให้มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือมีความเป็นมิตรต่อสังคมเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสในการสร้างการเติบโตในตลาดใหม่ ที่สามารถเป็นแหล่งรายได้ใหม่ของกิจการในระยะยาว

3.Dealing Fairly and Ethically with Suppliers
การเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันจากการปฏิบัติต่อคู่ค้าอย่างเป็นธรรมและมีจริยธรรม

ในทศวรรษ 2020 ขีดความสามารถทางการแข่งขันของธุรกิจ จะไม่ได้วัดกันที่ความสำเร็จขององค์กร (Organization) ซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารของกิจการอย่างเป็นเอกเทศ แต่เป็นความได้เปรียบทางการแข่งขันที่เกิดจากห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่อยู่ภายใต้การกำกับของกิจการในทิศทางที่สอดคล้องกับความมุ่งประสงค์ขององค์กร

4.Supporting the Local Communities
การสนับสนุนและพัฒนาชุมชนท้องถิ่น จากรูปแบบ CSR-after-process มาสู่ CSR-in-process

การนำกระบวนการหรือกิจกรรมทางธุรกิจมาใช้สนับสนุนและพัฒนาชุมชนท้องถิ่น จะกลายเป็นกลไกหลักในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน และตอบโจทย์การพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งในแง่ของการสร้างงานแก่คนในท้องถิ่นด้วยการมอบโอกาสให้แก่สมาชิกชุมชนในการเป็นผู้ส่งมอบ ผู้จัดจำหน่าย ผู้ค้าปลีก ผู้ให้บริการในห่วงโซ่ธุรกิจ และในแง่ของการพัฒนาและส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการตามกำลังซื้อของผู้บริโภคในชุมชนท้องถิ่น ให้สามารถเข้าถึงสินค้าและบริการเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต

5.Valuing ESG Investors for Greater Impact
การให้คุณค่ากับผู้ลงทุนที่ใช้ปัจจัยด้าน ESG ในการพิจารณาตัดสินใจลงทุน เพื่อสร้างผลกระทบที่ดีต่อโลก

เป็นที่คาดหมายว่า บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) จะมีการวิจัยข้อมูลและการจัดทำบทวิเคราะห์บริษัทในประเด็นด้าน ESG รวมทั้งการแนะนำหลักทรัพย์ที่มีความโดดเด่นด้าน ESG ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่างๆ ที่คำนึงถึงประเด็นด้าน ESG เพิ่มขึ้น สำหรับเป็นทางเลือกให้แก่ผู้ลงทุนสามารถได้รับผลตอบแทนที่มิได้ด้อยไปกว่าการลงทุนในแบบทั่วไป และยังทำให้การลงทุนนั้น ช่วยเสริมสร้างผลกระทบเพื่อเปลี่ยนแปลงโลกในทางที่ดีขึ้นด้วย

6.Collaborating with Local Government
การทำงานร่วมกับภาครัฐในฐานะหุ้นส่วนการพัฒนาที่ยั่งยืน (Partnership for Sustainable Development)

กิจการที่ต้องการความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจ จำเป็นต้องแสวงหากระบวนการทำงานร่วมกันระหว่างองค์กรกับหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ผ่านช่องทางที่รัฐมีบทบาทเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นที่กิจการมีแหล่งดำเนินงานหรือสถานประกอบการตั้งอยู่ ในทิศทางที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อที่ 17 ในแง่ของการเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Partnership for Sustainable Development)


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Sunday, February 16, 2020

ธุรกิจในโหมดตั้งรับและปรับตัว

ขึ้นต้นปี ค.ศ.2020 ผ่านมาเพียงเดือนครึ่ง โลกดูเหมือนจะมีแต่ความท้าทายใหม่ๆ ที่ไม่มีใครสามารถคาดคิดไว้ล่วงหน้า อาทิ การแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่ Covid-19 ที่ยังไม่ได้มีทีท่าว่าจะลดลง หรืออยู่ในความควบคุมได้

อุบัติการณ์นี้ เรื่องเดียว ส่งผลกระทบไม่เพียงแต่สุขภาพของผู้คน แต่ลามไปถึงเรื่องเศรษฐกิจ เกิดความชะงักงันในหลายสาขาอุตสาหกรรม การเลื่อนการส่งมอบ การชะลอคำสั่งซื้อ การยกเลิกการเดินทางฯลฯ ล้วนทำให้ปริมาณกิจกรรมทางธุรกิจลดลง รายได้หด ต้นทุนคงที่ยังอยู่เหมือนเดิม ซึ่งหากไม่ทำอะไร ตัวเลขกำไร อาจไม่มีเหลือ

ผู้ประกอบการไม่ว่าจะเป็นรายใหญ่รายย่อย ในช่วงนี้ จำเป็นต้องประคับประคองธุรกิจให้ผ่านพ้นช่วงสถานการณ์ หันมาทบทวนจุดอ่อน-จุดแข็ง-จุดเสี่ยง เพื่อการปรับตัวให้สอดรับกับสถานการณ์ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


ข้อเสนอแนะหนึ่ง ที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปปฏิบัติได้ คือ การสำรวจและปรับแต่งปัจจัย (Factor)ในธุรกิจ ให้สอดคล้องกับความเป็นไปของตลาด รวมทั้งความต้องการของผู้บริโภคและลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของกิจการ ใน 3 จุดหลัก ได้แก่ จุดขาย-จุดคุ้ม-จุดซื้อ

ปัจจัยเรื่อง จุดขาย เกี่ยวข้องกับ “คุณภาพ” ของผลิตภัณฑ์ (ทั้งสินค้าและบริการ) ที่ผู้ประกอบการในฐานะที่เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ ต้องทำให้มีขึ้นในทางใดทางหนึ่ง ถือเป็นปัจจัยขั้นต้นของความสำเร็จ ตั้งแต่การได้มาตรฐานขั้นต่ำ หรือผ่านหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิต ซึ่งเป็นข้อกําหนดขั้นพื้นฐานที่จําเป็นในการผลิตและควบคุมเพื่อให้ผู้ผลิตปฏิบัติตาม และทําให้สามารถผลิตได้อย่างปลอดภัย โดยเน้นการป้องกันและขจัดความเสี่ยงที่อาจจะทําให้เป็นอันตรายหรือเกิดความไม่ปลอดภัยแก่ผู้บริโภค สำหรับผู้ประกอบการที่เก่งและมีความพร้อม จะมีการพัฒนาคุณภาพหรือรับเอามาตรฐานในขั้นที่สูงขึ้นมาดำเนินการ เพื่อสร้างให้เกิดความโดดเด่นในตัวผลิตภัณฑ์เหนือคู่แข่งขันเพิ่มเติม เป็นปัจจัยความสำเร็จที่เน้นเรื่องผลิตภัณฑ์ (Product-focus)

ปัจจัยเรื่อง จุดคุ้ม เกี่ยวข้องกับ “ผลิตภาพ” ในกระบวนการ ที่ผู้ประกอบการในฐานะที่เป็นเจ้าของกระบวนการ ต้องพัฒนาให้เกิดขึ้น ถือเป็นปัจจัยขั้นกลางที่จะทำให้ทุกๆ การขายมีกำไรเหลือ เพราะต้นทุนไม่บานปลาย มีการลดของเสียจากการผลิต ลดการสูญเสียในกระบวนการ ลดเวลาและขั้นตอนการผลิตและการให้บริการ การบริหารสินค้าคงคลัง และการรักษาเวลาในการส่งมอบ เป็นต้น สำหรับผู้ประกอบการที่เก่งและมีความพร้อม จะมีการยกระดับผลิตภาพด้วยการปฏิบัติตามมาตรฐานที่เป็นสากล อาทิ มาตรฐานไอเอสโอ เพื่อสร้างให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในกระบวนการผลิตและการให้บริการที่สูงขึ้น เป็นปัจจัยความสำเร็จที่เน้นเรื่องกระบวนการ (Process-focus)

ปัจจัยเรื่อง จุดซื้อ เกี่ยวข้องกับ “ตราสินค้าและเรื่องราว” ที่องค์กรนำเสนอ ผู้ประกอบการในฐานะที่เป็นเจ้าของตราสินค้า (Brand) ต้องมีเรื่องราวหรือภูมิหลังที่สร้างให้เกิดคุณค่าเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญในสายตาของผู้ซื้อ ถือเป็นปัจจัยขั้นปลายที่จะทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจเป็นลูกค้า และซื้อหาในราคาที่ตนเองพึงพอใจกับตราสินค้าและเรื่องราวที่องค์กรนำเสนอ ซึ่งได้ราคาดีและมีส่วนต่างสูง (High Margin) กว่าผู้ประกอบการที่ไม่ได้เน้นเรื่องตราสินค้าและขาดเรื่องราวในการนำเสนอ สำหรับผู้ประกอบการที่เก่งและมีความพร้อม จะมีการสร้างความแข็งแกร่งในตราสินค้าด้วยการใช้องค์ประกอบด้านการออกแบบและนวัตกรรมเพิ่มเติม เพื่อสร้างให้เกิดความแตกต่างจากตราสินค้าของคู่แข่ง และไปเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของกิจการ เป็นปัจจัยความสำเร็จที่เน้นเรื่องการรับรู้ของลูกค้า (Customer-focus)

อย่างน้อย เวลาที่ว่างในช่วงที่กิจกรรมทางธุรกิจชะลอตัว ผู้ประกอบการควรตื่นตัวหันมาสำรวจและปรับแต่งปัจจัยที่เป็นจุดขาย-จุดคุ้ม-จุดซื้อ ข้างต้น เพื่อตั้งรับและปรับตัวให้สามารถอยู่รอดพ้นจากสถานการณ์ รอจังหวะในการพลิกกลับมาเติบโตและขยายตลาด หลังจากที่เศรษฐกิจเคลื่อนไหวคืนสู่สภาวการณ์ปกติอีกครั้ง


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Sunday, February 02, 2020

วาระใหม่แห่งความยั่งยืน

แนวคิด Social Business ที่ ศ.มูฮัมหมัด ยูนุส เป็นผู้ริเริ่มขึ้น บนพื้นฐานของการดำเนินธุรกิจเพื่อแก้ไขปัญหาสังคม ด้วยวิถีทางที่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ มิใช่เรื่องใหม่ในแวดวงของการประกอบการเพื่อสังคม

ธุรกิจเพื่อสังคม ตามนิยามของยูนุส ประเภทแรก เป็นการดำเนินธุรกิจเพื่อแก้ปัญหาสังคมโดยบุคคลหรือนิติบุคคลทั่วไป ที่ไม่มีการปันผลกำไรคืนกลับแก่ผู้ถือหุ้น (กำไรทั้งหมดที่ได้ จะนำมาพัฒนาและขยายธุรกิจต่อ) ประเภทที่สอง เป็นการดำเนินธุรกิจโดยผู้ยากไร้หรือผู้ด้อยโอกาสที่มีการปันผลกำไร โดยการปันผลกำไรนั้น ถือเป็นการขจัดความยากจน เป็นการแก้ไขปัญหาสังคม สมตามจุดมุ่งหมายของธุรกิจเพื่อสังคมในตัวเอง


ในระยะหลัง แนวคิดธุรกิจเพื่อสังคม ได้รับความสนใจจากภาคธุรกิจเอกชน และได้มีการนำมาขับเคลื่อนโดยองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

ในประเทศไทย ยูนุส ได้เข้ามาผลักดันให้หน่วยงานทั้งในภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคการศึกษาที่มีความสนใจในการขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อสังคม ก่อตั้งเป็นองค์กร ยูนุส ประเทศไทย (Yunus Thailand) ขึ้น เพื่อทำหน้าที่ในการเผยแพร่แนวคิดและผลักดันแนวทางดังกล่าวให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

ความริเริ่มหนึ่งที่จะเกิดขึ้นในปี 2563 นี้ จะเป็นการนำเอาแนวคิดธุรกิจเพื่อสังคม มาขับเคลื่อนโดยภาคองค์กรที่เป็นกิจการขนาดใหญ่ ภายใต้รูปแบบที่เรียกว่า “Corporate Social Business” โดยมุ่งเน้นการใช้แกนหลักของธุรกิจ (Core Business) มาดำเนินการเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการช่วยเหลือ หรือใช้แก้ปัญหาสังคมในประเด็นที่อยู่ในความสนใจขององค์กร

แนวคิดนี้ ดัดแปลงมาจากความริเริ่ม Corporate Action Tank ที่ยูนุส ริเริ่มในประเทศฝรั่งเศส อินเดีย และบราซิล ก่อนหน้านี้

ตัวอย่างของการใช้ Core Business ที่ บริษัท เรโนลต์ (Renault) ใช้ดำเนินการตามแนวคิด Social Business ได้แก่ ธุรกิจเพื่อสังคม เรโนลต์ โมบิลิซ (Renault Mobiliz) ที่ร่วมกับอู่ซ่อมรถในเครือข่ายให้บริการแก่ลูกค้าที่มีรายได้น้อยที่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติ ซึ่งมีความจำเป็นต้องอาศัยพาหนะ (ไม่จำกัดยี่ห้อ) ในการประกอบอาชีพ ในอัตราค่าบริการที่มีส่วนลด 30% - 50% ด้วยคุณภาพเดียวกับการซ่อมบำรุงปกติ โดยคิดค่าอะไหล่และค่าแรงในราคาทุน

บริการ เรโนลต์ โมบิลิซ ในประเทศฝรั่งเศส เริ่มในปี ค.ศ.2012 โดยทำงานร่วมกับองค์กรภาครัฐ (อาทิ Pôle Emploi) และภาคประชาสังคม (Restaurants du Cœur, ADIE ฯลฯ) ในการกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับบริการจากอู่ซ่อมรถในเขตพื้นที่ใกล้ผู้รับบริการ ปัจจุบัน มีอู่ซ่อมรถที่สมัครเข้าร่วมโครงการ 360 แห่ง และมีเป้าหมายที่จะขยายให้ได้ 500 แห่ง เพื่อให้บริการแก่กลุ่มเป้าหมายจำนวน 10,000 ราย ภายในปี ค.ศ.2020

รูปแบบ Corporate Social Business เป็นมากกว่ากิจกรรมเพื่อสังคม (CSR-after-process) และมีความยั่งยืนในตัวเอง เนื่องจากไม่ใช่รูปแบบของการบริจาคหรือให้ความช่วยเหลือในแบบให้เปล่า แต่เป็นการทำธุรกิจที่เลี้ยงตัวเองได้ โดยมีความมุ่งประสงค์ทางสังคม (Social Purpose) เป็นตัวตั้ง ก่อให้เกิดเป็นความยั่งยืนในกระบวนการสืบเนื่องต่อไป (Going Concern) เมื่อเทียบกับการบริจาคที่มีวันสิ้นสุดหรือต้องมีการยุติกิจกรรมในวันใดวันหนึ่งข้างหน้า

ด้วยรูปแบบนี้ องค์กรไม่มีความจำเป็นต้องจัดตั้งกิจการขึ้นมาแต่ต้นเพื่อดำเนินการ โดยที่โมเดลธุรกิจยังไม่มีความชัดเจนหรือยังไม่แน่ใจว่าจะสำเร็จหรือไม่ ครั้นเมื่อแน่ใจแล้วว่า โมเดลธุรกิจเพื่อสังคมนั้นไปต่อได้ การพิจารณาว่าจะจัดตั้งเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมรองรับหรือไม่ จะเกิดขึ้นภายหลัง ทำให้ความเสี่ยงที่กิจการซึ่งตั้งขึ้นใหม่จะไม่ประสบความสำเร็จลดลง

การขับเคลื่อน Corporate Social Business จึงเป็นการย้ายจุดเน้นจากการสร้าง ‘กิจการ’ (Enterprise) เพื่อแก้ไขปัญหาสังคม มาสู่การสร้าง ‘ธุรกิจ’ (Business) เพื่อสังคม ที่พิสูจน์ในระดับหนึ่งแล้วว่า มีศักยภาพที่จะเติบโตหรือสามารถพัฒนาในระดับที่จะสร้างกิจการขึ้นมารองรับต่อไปได้

ในปี ค.ศ.2020 นี้ แนวคิดในการขับเคลื่อน Corporate Social Business จะเป็นวาระใหม่แห่งความยั่งยืน หรือ The New Sustainability Agenda ที่กิจการขนาดใหญ่ สามารถนำไปใช้ให้เกิดเป็นคุณค่าหรือผลได้ทางตรงแก่สังคมกลุ่มเป้าหมาย โดยมีคุณค่าหรืออานิสงส์ที่ย้อนกลับมาสู่ธุรกิจเป็นผลพลอยได้


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Sunday, January 19, 2020

3 ธีมความยั่งยืน ปี 63

ปี ค.ศ.2020 ที่เริ่มต้นขึ้น ถือเป็นปีแรกเริ่มของทศวรรษ 2020 ที่โลกต้องเผชิญกับความท้าทายในหลายด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และส่งผลกระทบไปยังทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในภาคเอกชน การบริหารกิจการให้อยู่รอดปลอดภัย สามารถคงธุรกิจที่มีอยู่ให้ดำเนินต่อไปได้ ในสภาวการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยที่ยังไม่ต้องพูดถึงการเติบโตให้ได้อย่างต่อเนื่อง ก็นับว่ายากแล้ว ทำให้กระแสเรื่องความยั่งยืนยิ่งเป็นวาระที่องค์กรในภาคธุรกิจ จำเป็นต้องศึกษาแนวโน้มที่เกิดขึ้นซึ่งมีความเป็นพลวัตสูง และประยุกต์เอาแนวทางที่สอดคล้องกับบริบททางธุรกิจของตน มาใช้ในการบริหารความยั่งยืนให้แก่กิจการ ซึ่งถือเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยให้ธุรกิจได้ไปต่อในทศวรรษ 2020 ที่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว


แนวโน้มที่เกิดขึ้นในปี 2563 ค่อนข้างชัดว่า การให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง เป็นกระแสหนึ่งที่ถูกกล่าวถึงในธีม “Stakeholder Capitalism” หรือ ทุนนิยมที่เอื้อต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มในระบบเศรษฐกิจ แทนที่จะสนองประโยชน์แก่เจ้าของทุนหรือเฉพาะผู้ถือหุ้นของกิจการอย่างที่ปฏิบัติกันมา

ภายใต้ธีมนี้ กิจการควรที่จะสามารถสานสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ในอันที่จะสร้างให้เกิดคุณค่าร่วมและยั่งยืน ไม่เพียงแต่การสร้างคุณค่าให้แก่ผู้ถือหุ้น แต่รวมถึงผู้มีส่วนได้เสียทั้งกลุ่มพนักงาน ลูกค้า ผู้ส่งมอบ ชุมชนท้องถิ่น และสังคมโดยรวม สามารถผสานประโยชน์ที่แตกต่างของบรรดาผู้มีส่วนได้เสียให้ได้ดีที่สุด และในทิศทางที่เสริมความรุ่งเรืองของบริษัทในระยะยาว

ทั้งนี้ กิจการพึงระลึกว่า องค์กรของตนเป็นมากกว่าหน่วยเศรษฐกิจที่สร้างความมั่งคั่ง แต่ต้องสามารถคงบทบาทในการมีส่วนเติมเต็มความปรารถนาทางสังคมและผู้คนในระบบสังคมวงกว้าง ทั้งนี้ ผลประกอบการต้องถูกวัดโดยไม่จำกัดเพียงผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น แต่ต้องครอบคลุมถึงการบรรลุวัตถุประสงค์ทางสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG)

สอดรับกับธีมที่เกิดขึ้นในระดับองค์กร ที่เน้นคำว่า “Purpose” หรือ ความมุ่งประสงค์ที่องค์กรต้องคำนึงถึงเป็นพื้นฐานของการดำเนินธุรกิจจากนี้ไป ถือเป็นเจตจำนงที่ต้องแสดงให้สาธารณชนได้รับทราบว่า เหตุใดเราจึงยังคงอยู่ (Why do we exist?) หรือธุรกิจเราอยู่เพื่อทำสิ่งใดที่เป็นความมุ่งประสงค์หลัก ใช่การแสวงหากำไรสูงสุดหรือไม่ หรือเป็นการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจไปพร้อมกับการสร้างคุณค่าร่วมให้แก่สังคม และคุณค่าที่กิจการจะส่งมอบมีความสอดคล้องกับสินทรัพย์และความเชี่ยวชาญที่มีอยู่ในองค์กรมากน้อยเพียงใด

ขณะที่ ความเคลื่อนไหวของพัฒนาการด้านความยั่งยืนในระดับสังคม ยังคงให้ความสำคัญกับเรื่องผลกระทบที่กิจการส่งผ่านสู่สังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งในปีนี้ ถือเป็นปีเริ่มต้นของทศวรรษ 2020 ที่จะไปสิ้นสุดในปี ค.ศ.2030 องค์กรหลายแห่งจะถือโอกาสนำเอาเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) มาตอบโจทย์ที่เป็นผลกระทบจากการขับเคลื่อนงานด้านความยั่งยืน โดยจะไปบรรจบครบวาระของ SDGs ในปี ค.ศ.2030 (ระยะ 10 ปี) ทำให้ธีมเรื่อง “SDG Impact” จะได้ฤกษ์ก่อตัวขึ้นในปี ค.ศ.2020 นี้

สำหรับท่าทีขององค์กรธุรกิจที่มีต่อแนวโน้มดังกล่าว คาดการณ์ได้ว่า จะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่บอกว่า องค์กรของตนทำอยู่แล้ว โดยส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทที่อยู่หัวขบวนหรืออยู่ในแถวหน้า กลุ่มนี้จะเป็นพวกนำเทรนด์ มีทรัพยากรที่จะใช้ดำเนินการอย่างเพียงพอ และผู้บริหารกิจการในกลุ่มนี้จะนำการขับเคลื่อนด้วยตัวเอง

องค์กรธุรกิจกลุ่มถัดมา จะเป็นกลุ่มที่บอกว่า องค์กรของตนได้เริ่มแล้ว คือ รับรู้ถึงแนวโน้มและเริ่มนำมาดำเนินการ กลุ่มนี้จะเป็นพวกทันเทรนด์ มีการตั้งงบประมาณเพื่อจะใช้ดำเนินการ และกิจการในกลุ่มนี้มักจะใช้ที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญช่วยในการขับเคลื่อน

องค์กรธุรกิจในกลุ่มที่สาม คือ กลุ่มที่บอกว่า องค์กรของตนกำลังติดตามศึกษาอยู่ ว่ามีความจำเป็นที่จะต้องรับเอาแนวโน้มเหล่านี้มาดำเนินการหรือไม่ กลุ่มนี้จะเป็นพวกตามเทรนด์ ยังไม่ได้มีการจัดสรรงบประมาณหรือทรัพยากรที่จะดำเนินการ กิจการในกลุ่มนี้ จะมีผู้ปฏิบัติงานที่เกาะติดเรื่องความยั่งยืน คอยอัปเดตให้ผู้บริหารกิจการได้รับทราบ เพื่อพิจารณาตัดสินใจว่า จะขับเคลื่อนดีหรือไม่

ทั้งสามกลุ่มนี้ ถือว่าเป็นองค์กรธุรกิจที่มีการปรับตัวเพื่อรับกับแนวโน้มที่จะเกิดขึ้น ตามความพร้อมและทรัพยากรที่มีอยู่ ซึ่งจะมีอานิสงส์เกิดขึ้นในระดับที่แตกต่างกัน

ส่วนองค์กรธุรกิจที่ไม่มีการปรับตัว แต่ไม่อยากตกขบวน จะบอกว่า องค์กรของตนทำอยู่แล้ว โดยอาศัยการอ้างถึงกิจกรรมเดิมที่องค์กรได้ดำเนินการอยู่แล้ว และพยายามจัดเข้าพวกให้สอดคล้องกับแนวโน้มเหล่านั้น (แต่จริงๆ มิได้ดำเนินการอะไรใหม่ เพื่อรับกับแนวโน้มเหล่านี้)

ก็ขอให้ทุกองค์กรประสบความสำเร็จในการขับเคลื่อนความยั่งยืนของกิจการในปี 2563 นี้ โดยถ้วนหน้าครับ


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Sunday, January 05, 2020

2020 : ปีแห่งการเป็นผู้ประกอบความยั่งยืน


Year of Sustainpreneurship

ในรอบปี 2562 ที่ผ่านมา มีเหตุการณ์สำคัญๆ ในแวดวงธุรกิจกับการพัฒนาสู่ความยั่งยืน ที่ควรหยิบยกมากล่าวถึงอยู่ 4 เหตุการณ์ เริ่มจากการลงนามให้คำมั่นของ 181 ซีอีโอที่เป็นสมาชิกของสมาคม Business Roundtable ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1972 ในคำแถลงแห่งความมุ่งประสงค์ของกิจการ (Statement on the Purpose of a Corporation) ที่ปรับเปลี่ยนจุดยืนจากการดำเนินกิจการที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้ถือหุ้น (Shareholders) เป็นหลักมาอย่างยาวนาน มาเป็นการสร้างคุณค่าให้แก่ผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholders) ทั้งหมด

เหตุการณ์ต่อมา ที่มีความคล้ายคลึงกัน คือ สภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) ได้ออกคำประกาศเจตนาดาโวส 2020: ความมุ่งหมายสากลของบริษัทในยุคแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สี่ (Davos Manifesto 2020: The Universal Purpose of a Company in the Fourth Industrial Revolution) โดยมุ่งหมายที่จะสานสัมพันธ์ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ในอันที่จะสร้างให้เกิดคุณค่าร่วมและยั่งยืน ไม่เพียงแต่การสร้างคุณค่าให้แก่ผู้ถือหุ้น แต่รวมถึงผู้มีส่วนได้เสียทั้งกลุ่มพนักงาน ลูกค้า ผู้ส่งมอบ ชุมชนท้องถิ่น และสังคมโดยรวม

อีกเหตุการณ์หนึ่ง ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย คือ การก่อตั้งเครือข่ายเพื่อความยั่งยืนแห่งประเทศไทย (Thailand Responsible Business Network: TRBN) ที่ริเริ่มขึ้นโดยสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย และองค์กรร่วมก่อตั้งอีก 9 แห่ง ภายใต้วิสัยทัศน์ที่จะขับเคลื่อนบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และบริษัทเอกชนทั่วไปสู่การดำเนินธุรกิจเพื่อความยั่งยืน

ส่วนเหตุการณ์ที่สี่ คือ การก่อตั้งประชาคมการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน (Sustainability Disclosure Community: SDC) ที่สถาบันไทยพัฒน์เป็นผู้ริเริ่ม เพื่อใช้เป็นแพลตฟอร์มในการส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนและองค์กรธุรกิจที่เป็นสมาชิกของ SDC ได้ตระหนักและให้ความสำคัญกับการเผยแพร่ข้อมูลการดำเนินงาน ซึ่งครอบคลุมทั้งการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม หรือประเด็นด้าน ESG (Environmental, Social and Governance) อันจะเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียของกิจการ และการพัฒนาองค์กรสู่ความยั่งยืนในระยะยาว รวมทั้งการตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เป้าหมายที่ 12.6 ร่วมกัน ซึ่งในปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 104 องค์กร

ทั้งนี้ จากฐานข้อมูล GRI Sustainability Disclosure Database (SDD) ซึ่งเป็นแหล่งรวมข้อมูลรายงานแห่งความยั่งยืนของกิจการทั่วโลก ประเทศไทยมีตัวเลขการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนที่อ้างอิงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน มากเป็นอันดับ 5 ของโลก ขณะที่การเปิดเผยข้อมูลในรูปของรายงานด้านความยั่งยืนที่จัดทำตามแนวทาง GRI ของไทย มีตัวเลขอยู่ในอันดับที่ 9 ของโลก

สำหรับในปี 2563 แนวโน้มความเคลื่อนไหวของภาคธุรกิจที่มีต่อการพัฒนาสู่ความยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับประโยชน์และความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย ยังคงเป็นทิศทางหลักแห่งการขับเคลื่อน และจะเป็น “ปีแห่งการเป็นผู้ประกอบความยั่งยืน” หรือ “Year of Sustainpreneurship” ที่องค์กรธุรกิจ จะต้องสร้างภาวะผู้ประกอบความยั่งยืนให้เกิดขึ้นในกิจการ ซึ่งประกอบด้วย 3 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ ความมุ่งประสงค์ (Purpose) การปฏิบัติการ (Performance) และผลกระทบ (Impact) ที่เกิดขึ้นต่อผู้มีส่วนได้เสียทั้งหมดของกิจการ

แนวโน้มการขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืนของกิจการในปี 2563 นี้ จะเป็นขวบปีที่ท้าทาย และเป็นปีเริ่มต้นของทศวรรษ 2020 ครอบคลุมระยะเวลา 10 ปี จวบจนปี ค.ศ.2030 ซึ่งเป็นห้วงเวลาเดียวกันกับที่สหประชาชาติ ได้เรียกร้องให้ทั้งโลกร่วมกันตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ให้บรรลุผลสำเร็จภายในปี ค.ศ.2030 เช่นกัน

สำหรับรายละเอียดของการเสริมสร้างภาวะผู้ประกอบความยั่งยืน (Sustainpreneurship) ในองค์ประกอบ Purpose-Performance-Impact ผมจะได้นำมาขยายความผ่านทางคอลัมน์นี้ ในโอกาสต่อไปครับ


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]