Saturday, July 17, 2021

โฉมหน้าสำนักงานหลังโควิด

แม้สถานการณ์ระบาดของโควิดระลอกใหม่ ยังไม่คลี่คลาย องค์กรธุรกิจส่วนใหญ่ ยังอยู่ในโหมดรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า แต่ปรากฏการณ์ของโควิดได้แสดงให้เห็นถึงทิศทางและรูปแบบการทำงานในอนาคตที่จะเปลี่ยนโฉมไปจากปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง

สำนักวิจัยข้อมูล เอเดลแมน ดาตา แอนด์ อินเทลลิเจนซ์ (DxI) ได้เผยแพร่รายงานการสำรวจ 2021 Work Trend Index ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากแรงงานกว่า 30,000 คน จาก 31 ประเทศ พบว่า ร้อยละ 41 ของแรงงานที่ทำการสำรวจทั่วโลก กำลังพิจารณาจะออกจากงานที่ทำในปัจจุบันภายในสิ้นปีนี้ และร้อยละ 46 มีความเป็นไปได้ที่จะย้ายงาน เนื่องจาก สามารถทำงานที่บ้านได้

อิทธิพลจากโควิด ได้ก่อให้เกิดความจำเป็นในการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้ง (Work from Home) โดยในหลายส่วนงาน พบว่า มิได้ทำให้ผลิตภาพด้อยลงไปกว่าเดิม ด้วยการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสนับสนุนการทำงาน และลูกจ้างรู้สึกว่า ต้องการทำงานที่บ้านมากขึ้น แม้สถานการณ์โควิดจะคลี่คลาย ขณะที่ นายจ้างมีความคาดหวังให้พนักงานกลับมาทำงานตามปกติยังสำนักงาน

สถานการณ์ปัจจุบัน ได้ชี้ให้เห็นแล้วว่า เรากำลังอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านรูปแบบการทำงาน โดยมีเทคโนโลยีดิจิทัลหนุนหลัง และพฤติกรรมนี้ จะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่กับระบบนิเวศการทำงานทั่วโลกในไม่ช้า

แนวโน้มของสำนักงานในอนาคต และระบบนิเวศการทำงานที่จะเปลี่ยนแปลงไป หลังสถานการณ์โควิด ได้แก่

สำนักงานในอนาคต จะไม่มีคำว่า โต๊ะหรือที่นั่งประจำ แต่จะเป็น Hot Desk ที่หมุนเวียนสลับกันใช้ทำงาน สำหรับพนักงานที่เข้าออฟฟิศ ความจำเป็นที่จะต้องมีพื้นที่ใช้สอยขนาดใหญ่ในสำนักงานลดน้อยลง และอาจไปไกลถึงขั้นที่ พื้นที่สำนักงาน จะมีสภาพคล้ายโรงแรม เป็น Shared Office ที่สามารถเช่าใช้เป็นรายวัน และมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันกว่าที่สำนักงานประจำเคยมี

สำนักงานในอนาคต จะมีลักษณะกระจายตัวไม่รวมศูนย์ (Decentralized) ไม่จำเป็นต้องมีฝ่ายงานต่าง ๆ อยู่ที่เดียวกัน สำหรับบรรษัทข้ามชาติ ฝ่ายงานบัญชีการเงิน อาจอยู่คนละประเทศกับฝ่ายวิจัยและพัฒนา ฝ่ายผลิตจะมีโรงงานตั้งอยู่ใกล้กับแหล่งวัตถุดิบ หรือฝ่ายขายและการตลาด อาจใช้วิธีเช่าโหนดกระจายในท้องถิ่นหรือชุมชนที่สามารถเข้าถึงตัวกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อย่างสะดวกรวดเร็ว

ในเมื่อองค์กรไม่จำเป็นต้องมีสำนักงานใหญ่ ซึ่งเคยเป็นที่รวมของบุคลากรจำนวนมาก ทำให้พนักงานไม่มีความจำเป็นต้องเดินทางมาสำนักงานดังแต่ก่อน อุปสงค์ในเรื่องที่พักหรือบ้านหลังที่สอง ให้อยู่ใกล้สำนักงาน เพื่อประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายเดินทาง จะหายไป

ภูมิทัศน์ในเรื่องที่พักอาศัยและอสังหาริมทรัพย์สำหรับคนทำงานจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ คอนโดมีเนียมราคาแพงในเมืองอาจมีสภาพล้นตลาด บ้านชานเมืองที่มีพื้นที่ใช้สอย อากาศดี และราคาไม่แพงอาจจะกลับมาเป็นตัวเลือกของคนรุ่นใหม่

ค่าใช้จ่ายสวัสดิการที่เป็นค่าเดินทาง ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง จะได้รับการจัดสรรใหม่ไปเป็นค่าสาธารณูปโภค ค่าเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตามปริมาณรับส่งข้อมูลที่ใช้เพื่อการทำงานที่บ้าน ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต จะมีบริการบัญชีผู้ใช้รองรับการคำนวณค่าบริการตามสัดส่วนที่เป็นการใช้งานส่วนตัวและการเข้ารหัสข้อมูลใช้งานสำหรับองค์กร เพื่อแยกรายการใช้จ่าย (ลดภาระ) ให้แก่ผู้ใช้บริการ

ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างและตกแต่งภายใน จะเปิดให้บริการรับก่อสร้างและตกแต่งสำนักงานที่บ้าน พร้อมติดตั้งเฟอร์นิเจอร์ ระบบสำรองไฟฟ้า เครื่องใช้สำนักงาน อุปกรณ์และเครือข่ายสื่อสารแบบครบวงจร

เหล่านี้ คือ ตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นสำหรับการทำงาน และสภาพแวดล้อมการทำงาน แม้สถานการณ์โควิดได้ผ่านพ้น โดยที่นายจ้างมิอาจเพิกเฉยหรือละเลยการมาถึงของแนวโน้มสำนักงานในอนาคต


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Saturday, July 03, 2021

ผลตอบแทนหุ้น ESG ครึ่งปีแรก

แม้การลงทุนโดยใช้ข้อมูลในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) เป็นปัจจัยประกอบสำหรับการตัดสินใจลงทุน จะยังมิใช่การลงทุนกระแสหลักในบ้านเรา แต่ก็ถือว่าเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการลงทุน สำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการส่งเสริมให้บริษัทที่ลงทุน (Investees) มีการดูแลสิ่งแวดล้อม รับผิดชอบต่อสังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี ในขณะที่ผู้ลงทุนยังคงได้รับผลตอบแทนที่ไม่ด้อยไปกว่าการลงทุนในแบบทั่วไป

มอร์นิ่งสตาร์ ได้ทำการสำรวจข้อมูลการลงทุนที่คำนึงถึง ESG ผ่านกองทุนยั่งยืนที่จดทะเบียนในประเทศไทย พบว่า ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มูลค่ากองทุนยั่งยืนในประเทศไทยรวมอยู่ที่ 5.6 หมื่นล้านบาท หรือโตเกือบเท่าตัวจากสิ้นปี 2020

อย่างไรก็ดี มูลค่าทรัพย์สินเกือบทั้งหมดเป็นการลงทุนในต่างประเทศ คิดเป็นมูลค่ารวม 5.5 หมื่นล้านบาทหรือราว 97% ของมูลค่าการลงทุนอย่างยั่งยืนในประเทศไทย ในขณะที่การลงทุนในประเทศมีมูลค่ารวมเพียง 1.5 พันล้านบาท

แสดงให้เห็นว่า การลงทุนอย่างยั่งยืนในประเทศ ยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก หากมีการส่งเสริมให้มีอุปทาน (Supply) คือ จำนวนบริษัทจดทะเบียนที่มีการดำเนินการด้าน ESG และมีการเปิดเผยข้อมูลด้าน ESG เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ลงทุนได้มียูนิเวอร์สที่เป็นหุ้นยั่งยืนเพิ่มมากขึ้น

สถาบันไทยพัฒน์ ในฐานะผู้ริเริ่มพัฒนาข้อมูลด้านความยั่งยืนของธุรกิจในประเทศไทย ได้มีการประเมินและจัดทำรายชื่อหลักทรัพย์จดทะเบียนที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้าน ESG ที่เรียกว่า ทำเนียบหุ้น ESG100 นับตั้งแต่ปี 2558 และดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่เจ็ดในปีนี้

ในปี 2561 ได้เริ่มคัดเลือกหุ้น ESG100 มาจัดทำเป็น Thaipat ESG Index ซึ่งเป็นดัชนี ESG แรกในประเทศไทย ที่ใช้การคำนวณดัชนีด้วยวิธีถ่วงน้ำหนักหลักทรัพย์เท่ากัน (Equal Weighed Index) คือ ให้ความสำคัญกับหลักทรัพย์ที่เป็นสมาชิกของดัชนีเท่ากันทุกหลักทรัพย์ โดยไม่ขึ้นกับขนาดของหลักทรัพย์ และมี S&P Dow Jones เป็นผู้คำนวณข้อมูลดัชนีและเผยแพร่ผ่านหน้าจอ Bloomberg และ Reuters ให้แก่ผู้ลงทุนทั่วโลก

โดยเมื่อพิจารณาผลตอบแทนรวม (Total Return) ในครึ่งปีแรกของปีนี้ พบว่า Thaipat ESG Index (THAIESGT) ให้อัตราผลตอบแทนอยู่ที่ 14.45% และหากคำนวณระหว่างช่วงต้นปี 63 ตั้งแต่ที่มีสถานการณ์โควิด-19 เกิดขึ้น จนถึงปัจจุบัน (1 ก.ค. 64) พบว่า อัตราผลตอบแทนของดัชนี THAIESGT อยู่ที่ 16.24%

ขณะที่ดัชนีผลตอบแทนรวม SET TRI ซึ่งเป็นดัชนีสะท้อนภาพรวมของตลาดหลักทรัพย์ ให้ผลตอบแทนครึ่งปีแรกอยู่ที่ 11.89% และอัตราผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี 63 จนถึงปัจจุบัน (1 ก.ค. 64) อยู่ที่ 6.03%

เป็นเครื่องยืนยันว่า นอกจากที่การลงทุนโดยคำนึงถึงปัจจัย ESG จะส่งผลกระทบในเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ยังสามารถให้ผลตอบแทนการลงทุนที่สูงกว่า Benchmark หรือเกณฑ์อ้างอิงที่ใช้เปรียบเทียบผลตอบแทนตลาดโดยรวมด้วย


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]