Saturday, September 24, 2022

ความเชื่อมโยงระหว่าง ESG กับ Bottom Line ของกิจการ

ธุรกิจทั่วโลกกำลังเผชิญกับสถานการณ์ไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอกที่มารุมเร้าทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ภาวะชะงักงันในสายอุปทาน ปัญหาเงินเฟ้อโลก ความผันผวนของค่าเงิน และจากปัจจัยภายในที่เป็นผลกระทบของการดำเนินธุรกิจที่มีต่อพนักงาน ลูกค้า ชุมชนอันเป็นแหล่งที่ตั้งของสถานประกอบการ และสิ่งแวดล้อมโดยรวม

ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) ถูกยกระดับความสำคัญขึ้นอย่างมาก จนเป็นเงื่อนไขหลักสำหรับการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน ทั้งที่ถูกบรรจุเป็นหลักเกณฑ์ในการขอสินเชื่อของธนาคาร พัฒนาเป็นหลักการลงทุนที่รับผิดชอบของผู้ลงทุนสถาบัน เป็นปัจจัยใหม่ในการตัดสินใจจับจ่ายของลูกค้า และกลายมาเป็นข้อพิจารณาในการสมัครเข้าทำงานของบุคลากร โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถ เป็นต้น

มัวร์ โกลบอล กลุ่มบริษัทที่ปรึกษาและการบัญชี อายุกว่า 100 ปี ซึ่งมีสำนักงานกระจายอยู่ทั่วโลกกว่า 100 ประเทศ ได้ให้ศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจ (Cebr) ทำการสำรวจอัตราการรับเอาหลักการ ESG ของกิจการขนาดใหญ่จำนวน 1,262 แห่งในสามภูมิภาคหลัก ประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา ยุโรป และออสเตรเลีย ในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ปี พ.ศ.2565 โดยวิเคราะห์อิทธิพลที่มีต่อผลประกอบการ เทียบกับกิจการที่มิได้ให้ความสำคัญต่อการนำเอาหลักการ ESG ไปปฏิบัติใช้

ผลสำรวจในรายงานที่มีชื่อว่า The $4 Trillion ESG Dividend: Bottom line benefits of adopting ESG practices ที่เผยแพร่เมื่อเดือนกันยายน พบว่า กิจการที่เน้นเรื่อง ESG ในรอบสามปีที่ผ่านมา มีอัตราการเติบโตของรายได้อยู่ที่ 9.7% ขณะที่กิจการที่มิได้เน้นเรื่อง ESG มีอัตราการเติบโตของรายได้อยู่ที่ 4.5% ในช่วงเวลาเดียวกัน

โดยยอดรายได้ที่เพิ่มขึ้นของกิจการที่เน้นเรื่อง ESG ในกลุ่มตัวอย่างที่สำรวจ มีมูลค่าอยู่ที่ 3.1 ล้านล้านเหรียญ เมื่อเทียบกับกิจการที่มิได้เน้นเรื่อง ESG จะเติบโตอยู่เพียง 402.4 พันล้านเหรียญ

ทั้งนี้ ในรายงานระบุว่า หากกิจการทั้งหมดที่ทำการสำรวจ หันมาเน้นเรื่อง ESG อย่างถ้วนหน้า ยอดรายได้ที่เติบโตขึ้นจะขยับไปอยู่ที่ 4 ล้านล้านเหรียญ หรือเพิ่มขึ้นอีก 27%

ส่วนอัตราการเติบโตของกำไร สำหรับกิจการที่เน้นเรื่อง ESG ในรอบสามปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 9.1% ขณะที่กิจการที่มิได้เน้นเรื่อง ESG มีอัตราการเติบโตของกำไรอยู่ที่ 3.7% ในช่วงเวลาเดียวกัน

หนึ่งในเหตุผลที่ยอดรายได้และกำไรมีอัตราการเติบโตสูงกว่ากิจการที่มิได้เน้นเรื่อง ESG เป็นเพราะ 83%ของกิจการที่เน้นเรื่อง ESG เชื่อว่า การนำเอาเรื่อง ESG มาขับเคลื่อนธุรกิจ ได้ช่วยเพิ่มการคงอยู่ของลูกค้า (Customer Retention)

และแน่นอนว่า การรับเอาเรื่อง ESG มาปฏิบัติใช้ มิได้เกิดขึ้นโดยปราศจากต้นทุน โดยกิจการชั้นนำที่ถูกสำรวจ รายงานว่า ได้มีการจัดสรรทรัพยากรและงบประมาณในการดำเนินการ จึงทำให้อัตราการเติบโตของกำไร มีตัวเลขที่ต่ำกว่าการเติบโตของรายได้อยู่เล็กน้อย

อย่างไรก็ดี 84% ของกิจการที่เน้นเรื่อง ESG ระบุต่อว่า ค่าใช้จ่ายลงทุนสำหรับการปรับปรุงพัฒนาเรื่อง ESG ได้ถูกชดเชยด้วยโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุน และต้นทุนทางการเงินที่ลดลง

ในแง่ของบุคลากร จากข้อมูลการสำรวจ พบว่า กิจการที่เน้นเรื่อง ESG มีอัตราการเติบโตของกำลังคน (Headcount) อยู่ที่ 9.9% ขณะที่กิจการที่มิได้เน้นเรื่อง ESG มีอัตราการเติบโตของกำลังคนอยู่ที่ 4.8% ในช่วงเวลาเดียวกัน

เหตุผลที่อัตราการเติบโตของกำลังคนสูงกว่ากิจการที่มิได้เน้นเรื่อง ESG เป็นเพราะ 51% ของกิจการที่เน้นเรื่อง ESG มีตำแหน่งงานเฉพาะด้าน ESG รองรับในผังองค์กร และมีโอกาสการบรรจุบุคลากรในตำแหน่งงานทั่วไปที่ว่างลง เนื่องจากสามารถดึงดูดผู้สมัครงานใหม่ที่มีคุณสมบัติ จากภาพลักษณ์ด้าน ESG ที่องค์กรดำเนินการและเป็นที่รับรู้ต่อสาธารณะ

ผลสำรวจชิ้นล่าสุดนี้ ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่าง ESG กับ Bottom Line ทางธุรกิจ ซึ่งกิจการยากที่จะปฏิเสธว่า การดำเนินงานเรื่อง ESG ไม่มีส่วนสัมพันธ์ในทางที่ไปเสริมรายได้หรือผลกำไร (หลายกิจการปัจจุบัน มองว่าเป็นภาระต้นทุนค่าใช้จ่ายทางเดียว) และยังอาจสูญเสียโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุนที่มีต้นทุนต่ำ รวมทั้งการได้บุคลากรที่มีความสามารถเข้ามาทำงานกับองค์กร


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Saturday, September 10, 2022

มาตรฐาน GRI กับความเข้าใจผิดเรื่องความยั่งยืน

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัจจุบัน องค์กรธุรกิจทั่วโลก ต่างให้ความสนใจกับการดำเนินงานโดยคำนึงถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) ที่เป็นปัจจัยความยั่งยืนอันส่งผลต่อสถานะของกิจการ ด้วยเหตุผลที่เชื่อว่า เรื่องความยั่งยืน มิได้เป็นเพียงความเสี่ยงต่อการดำเนินธุรกิจที่ต้องบริหารจัดการ แต่ยังเป็นโอกาสในการพัฒนาธุรกิจและตลาดใหม่ที่เอื้อต่อการเติบโตของกิจการ

การขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืนในกิจการโดยทั่วไป จะแบ่งออกเป็น 3 ช่วง ได้แก่ การวางแผน การดำเนินการ และการเปิดเผยผลการดำเนินงาน ซึ่งหนึ่งในวิธีการที่นิยมใช้ คือ การใช้กระบวนการรายงานตามมาตรฐาน GRI (Global Reporting Initiative) ในการขับเคลื่อน ด้วยความที่เป็นวิธีซึ่งมีประสิทธิภาพสูง เพราะเป็นการคิดย้อนกลับจากผลการดำเนินงานที่คาดหวังก่อนล่วงหน้า เพื่อนำมาใช้กำกับทิศทางการดำเนินการผ่านตัวชี้วัดที่ระบุให้สอดคล้องกับผลที่คาดหวัง และย้อนมาสู่การกำหนดกรอบการทำงาน นโยบาย และกลยุทธ์ ก่อนที่จะดำเนินงาน

เป็นการหาคำตอบด้านความยั่งยืนที่ต้องการบรรลุในบริบทของกิจการ แล้วนำมาตั้งเป็นโจทย์สำหรับการขับเคลื่อนได้อย่างตรงจุด มากกว่าการกำหนดเป็นนโยบายหรือหลักการด้านความยั่งยืนแล้วถ่ายทอดลงไปในระดับปฏิบัติการให้ดำเนินการหรือกำหนดตัวชี้วัดกันเองในแต่ละฝ่าย

ทั้งนี้ จากการสำรวจของ KPMG ระบุว่า มาตรฐาน GRI เป็นมาตรฐานสากลที่ภาคธุรกิจนิยมใช้มากสุด โดยมีสัดส่วนราว 3 ใน 4 ของบริษัทที่จัดทำรายงานในกลุ่ม G250 (บริษัทที่มีรายได้สูงสุด 250 แห่งในโลก จากการจัดอันดับของ Fortune 500)

อย่างไรก็ดี องค์กรธุรกิจหลายแห่งที่นำมาตรฐาน GRI มาใช้เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืน ยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนใน 3 เรื่องหลัก ได้แก่

ความเข้าใจผิด #1 มาตรฐาน GRI ใช้สำหรับเขียนรายงานความยั่งยืน ตอนสิ้นปี

ที่ถูก คือ มาตรฐาน GRI มุ่งเน้นให้กิจการสามารถพัฒนากระบวนการรายงาน (Reporting) ขึ้นในองค์กร มิใช่มาตรฐานแนวทางในการเรียบเรียงเนื้อหารายงานเพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งเล่มรายงาน (Report) เพราะหลักการสำคัญของ GRI คือ การบูรณาการเรื่องความยั่งยืนให้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์องค์กร เพื่อสร้างให้เกิดคุณค่าที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนของกิจการผ่านกระบวนการรายงาน

ในมาตรฐาน GRI คำว่า การรายงานความยั่งยืน อ้างถึงกระบวนการรายงานที่เริ่มตั้งแต่การกำหนดประเด็นสาระสำคัญ (Material Topics) ของกิจการ โดยพิจารณาจากผลกระทบที่มีนัยสำคัญที่สุดขององค์กร ไปจนถึงผลลัพธ์ที่เป็นข้อมูลซึ่งเปิดเผยแก่สาธารณะต่อการดำเนินงานกับผลกระทบเหล่านั้นในรอบปี ดังนั้น การใช้มาตรฐาน GRI จึงต้องเริ่มตั้งแต่ต้นปี

กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ การนำมาตรฐาน GRI ไปใช้อ้างอิง กิจการจะได้ “กระบวนการรายงาน” เป็น Product และได้ “เล่มรายงาน” เป็น By-product

ความเข้าใจผิด #2 บริษัทต้องดำเนินการและรายงานให้ครบถ้วนทุกประเด็นความยั่งยืน

ที่ถูก คือ กิจการต้องดำเนินงานและรายงานในประเด็นความยั่งยืนที่มีความเกี่ยวเนื่องและมีนัยสำคัญโดยไม่จำเป็นต้องดำเนินการในทุกประเด็น เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุดบนเงื่อนไขของทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด ความสำคัญจึงอยู่ที่ความสามารถในการเลือกประเด็นที่สำคัญเพื่อดำเนินการ มากกว่าความสามารถในการเปิดเผยประเด็นทั้งหมดที่ได้ดำเนินการ

หลักเกณฑ์ในเรื่องนี้ สามารถใช้กับการตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของกิจการ ที่มิใช่การดำเนินการให้ดูครบทั้ง 17 เป้าประสงค์ (Goals) แต่ควรจะเลือกตอบสนองเฉพาะเป้าประสงค์ที่มีความเกี่ยวโยงกับลักษณะธุรกิจและนัยสำคัญของผลกระทบที่เกิดจากกิจการ โดยลงลึกไปถึงระดับเป้าหมาย (Targets) และระดับตัวชี้วัด (Indicators) ที่เกี่ยวข้อง

ในมาตรฐาน GRI ระบุให้กิจการควรกำหนดประเด็นสาระสำคัญสำหรับการรายงาน ด้วยการเข้าใจบริบทองค์กร การระบุผลกระทบที่เกิดขึ้นและคาดว่าจะเกิดขึ้น การประเมินนัยสำคัญของผลกระทบ และการจัดลำดับความสำคัญของผลกระทบที่มีนัยสำคัญที่สุดสำหรับการรายงาน

กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ ตามมาตรฐาน GRI กิจการไม่จำเป็นต้องรายงานใน “ทุกเรื่อง” แต่ต้องดำเนินการและรายงานให้ “ถูกเรื่อง”

ความเข้าใจผิด #3 บริษัทต้องให้ความสำคัญกับประเด็นความยั่งยืนที่มีผลกระทบต่อธุรกิจ

เรื่องนี้มีความเข้าใจผิดกันมาก ในหมู่ที่ปรึกษา นักวิชาชีพด้านความยั่งยืน แม้กระทั่งองค์กรผู้จัดทำรายงานที่เป็นบริษัทชั้นนำ ก็ยังมีการจัดลำดับความสำคัญของประเด็นที่คลาดเคลื่อน โดยไปให้น้ำหนักกับผลกระทบที่มีต่อธุรกิจ

ที่ถูก คือ กิจการต้องจัดลำดับความสำคัญของประเด็นโดยให้น้ำหนักกับผลกระทบที่เกิดจากธุรกิจที่มีต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม (People และ Planet) ในลักษณะที่มุ่งไปภายนอก (Outwards) มิใช่การให้ความสำคัญกับประเด็นความยั่งยืนที่กระทบต่อผลประกอบการของบริษัท (Profit) ในลักษณะที่มุ่งมาภายใน (Inwards)

ในมาตรฐาน GRI ระบุว่า กิจการอาจระบุผลกระทบที่ต้องการรายงานได้ในหลายรูปแบบ แต่เมื่อใช้มาตรฐาน GRI กิจการต้องลำดับความสำคัญของการรายงานในประเด็นซึ่งส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ที่ในมาตรฐาน GRI นิยามประเด็นดังกล่าวว่า เป็นประเด็นสาระสำคัญของกิจการ

เพราะวัตถุประสงค์ของการรายงานความยั่งยืนโดยใช้มาตรฐาน GRI เน้นให้เกิดความโปร่งใสในการดำเนินงานของกิจการ ที่สนับสนุนหรือมุ่งตอบโจทย์การพัฒนาที่ยั่งยืนโดยรวม

กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ ในบริบทความยั่งยืนตามมาตรฐาน GRI กิจการต้องให้ความสำคัญในเรื่องที่ “เรากระทบโลก” มิใช่ในเรื่องที่ “โลกกระทบเรา”

หวังว่า บทความนี้ จะช่วยไขความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่องค์กรธุรกิจที่มีความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืนอย่างถูกทิศทาง สมตามเจตนารมณ์ที่ต้องการใช้ประโยชน์จากมาตรฐาน GRI ไม่มากก็น้อย


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Saturday, August 27, 2022

ECO3 : ธีมเศรษฐกิจยุคใหม่ ใส่ใจโลก

เมื่อพูดถึงคำว่าสิ่งแวดล้อม อาจไม่ใช่การนำคำว่า สีเขียว มาใช้แทนที่กันได้เสมอไป เพราะนิยามของคำว่า “สีเขียว” มีความหลากหลายตามแต่ละกิจการที่นำไปใช้ ซึ่งอาจหมายรวมถึงเรื่อง Environmental, Ecological, Eco-friendly เป็นต้น

โดยทั่วไป คำว่า สีเขียว มักใช้สื่อถึง การผลิตพลังงานไฟฟ้าและยานพาหนะที่ใช้คาร์บอนต่ำ โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การควบคุมมลพิษ การแปรสภาพเพื่อใช้ใหม่ การจัดการของเสียและการนำกลับมาใช้ประโยชน์ในรูปของทรัพยากรใหม่หรือแปรรูปเป็นพลังงานทดแทน (Waste of Energy) รวมถึงเทคโนโลยีอื่นใดที่ช่วยในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม

ปัจจุบัน โลกได้ให้ความสำคัญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่จำต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ขณะที่ หลายองค์กรในภาคธุรกิจ กำลังมองหาโจทย์ใหม่ ๆ ในการนำเทรนด์สีเขียวมาพัฒนาให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจ และใช้เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน

สำหรับประเทศไทย มีเส้นทางที่กำหนดไว้ชัดเจนว่า ธีมการพัฒนาเศรษฐกิจ จะขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจ BCG อันได้แก่ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) เน้นการนำความรู้ระดับสูงด้านเทคโนโลยีชีวภาพ และต้นทุนด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ที่ประเทศไทยมีอยู่มาเป็นตัวขับเคลื่อน เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เน้นการใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบต่างๆ ตลอดวัฏจักรชีวิต และการนำวัสดุเหลือทิ้งเดิมมาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงทางอุตสาหกรรม ซึ่งช่วยลดขยะและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยรวม และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ที่เน้นส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นเป้าหมายสูงสุด

ทั้งนี้ สถานะของการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนในภาคเอกชน ประกอบด้วยกิจการในสามกลุ่ม คือ กลุ่มที่อยู่หัวขบวน ซึ่งมีศักยภาพพร้อมที่จะนำการขับเคลื่อน แต่ผู้กำกับนโยบายต้องมีการเปิดทางหรือ Enable ให้มีบรรยากาศที่เอื้ออำนวย เช่น การให้สิทธิประโยชน์ หรือการใช้กลไกทางภาษี ในการส่งเสริมผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อน

ส่วนกลุ่มที่อยู่กลางขบวน จะเป็นกิจการที่รอทิศทางตลาดให้มีความชัดเจนว่าเกิดประโยชน์จริง ฉะนั้น ผู้ดูแลนโยบายต้องมีการจัดวางระบบนิเวศในทางที่ยุยงส่งเสริม หรือ Encourage ให้เกิดการดำเนินงานอย่างกว้างขวาง เพราะสัดส่วนกิจการที่จะเคลื่อนตัวในกลุ่มนี้ มีขนาดใหญ่กว่ากลุ่มที่อยู่หัวขบวนมาก

ส่วนกลุ่มที่อยู่ท้ายขบวน จะเป็นกิจการที่เป็นผู้ตามตลาด ไม่ได้เห็นประโยชน์ในการดำเนินรอยตาม หรืออาจไม่จำเป็นต้องเดินตามก็ได้ ซึ่งหากผู้กำกับดูแลต้องการให้กิจการในกลุ่มนี้ดำเนินการด้วย อาจต้องมีการออกเป็นข้อกำหนดและบังคับใช้ หรือ Enforce ให้เกิดการปฏิบัติตาม

สำหรับการนำกระแสสีเขียว มาใช้เป็นโอกาสในการพัฒนาที่ยั่งยืน สามารถจำแนกได้เป็นสามรูปแบบหลัก ได้แก่ รูปแบบแรก คือ การทำให้อุตสาหกรรมเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยการกระตุ้นให้อุตสาหกรรมต่าง ๆ ปริวรรตตนเอง เช่น การเปลี่ยนอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงสันดาป มาเป็นการใช้พลังงานไฟฟ้า ส่งเสริมการผลิตรถ ZEV (Zero Emission Vehicle) หรือรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ ที่สอดรับกับแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคขนส่ง การเปลี่ยนอุตสาหกรรมภาคพลังงานดั้งเดิมไปเป็นการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนและพลังงานทางเลือก การใช้เชื้อเพลิงสะอาด การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า และการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทน สำหรับรองรับการยกระดับการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศ ที่สอดรับกับแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงาน

รูปแบบที่สอง เป็นการส่งเสริมนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทั้งสินค้าและบริการ เช่น การนำแนวคิด Carbon Negative หรือการทำให้กระบวนการผลิตมีการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นลบมาใช้ในธุรกิจ ตัวอย่างกิจการที่นำแนวคิด Carbon Negative มาใช้ ได้แก่ อินเตอร์เฟซ ผู้นำระดับโลกด้านการออกแบบ ผลิต และจำหน่ายพรมแผ่น มีการปรับสายการผลิตแผ่นรองพรมที่สามารถกักเก็บคาร์บอนจนทำให้ได้พรมแผ่นชนิดแรกในโลกที่เป็น Carbon Negative เมื่อวัดค่าการปลดปล่อยในขอบเขต Cradle-to-Gate

รูปแบบที่สาม เป็นการพลิกทุนทางธรรมชาติให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจ ด้วยการอนุรักษ์ระบบนิเวศพร้อมกับการลงทุนทางธรรมชาติที่ทำให้เกิดโอกาสในการสร้างกำไรและการจ้างงาน เช่น การเกษตรแบบเจริญทดแทน (Regenerative Agriculture) เป็นการดำเนินธุรกิจการเกษตรที่เน้นการคืนสภาพของหน้าดิน การเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ การปรับปรุงวัฏจักรของน้ำ การเพิ่มพูนบริการจากระบบนิเวศ การสนับสนุนการกักเก็บคาร์บอนด้วยวิธีการทางชีวภาพ การเพิ่มภาวะพร้อมผันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเกี่ยวข้องตั้งแต่กระบวนการเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว การแปรรูป การขนส่ง การจัดจำหน่าย การบริโภค ไปจนถึงกระบวนการกำจัดของเสีย

การวัดอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ด้วยผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือตัวเลข GDP ในแบบเดิม กำลังจะถูกเบียด ด้วยการวัดอัตราความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ด้วยตัวเลขความเป็นกลางทางคาร์บอน หรือ Carbon Neutrality และตัวเลขการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net-zero Emissions นับจากนี้ไป


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Saturday, August 13, 2022

มรรค 8 CSR : ทางสายกิจการสู่ความยั่งยืน

ตั้งแต่ที่ได้มีโอกาสเข้ามาทำงานเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ หรือ CSR หลังจากที่ได้ร่วมก่อตั้งสถาบันไทยพัฒน์ขึ้น เมื่อปี พ.ศ.2544 และได้ริเริ่มเครือข่ายธุรกิจร่วมรับผิดชอบต่อสังคมไทย (Thai CSR Network) เพื่อขับเคลื่อนเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการร่วมกับภาคเอกชน ในบริบทของการพัฒนาที่ยั่งยืน นับเป็นเวลากว่า 20 ปี ที่ได้เห็นพัฒนาการเรื่อง CSR ในแต่ละยุค กับชุดความคิดที่แตกต่างกันอย่างสุดโต่ง

ใครที่เคยคลุกคลีกับเรื่อง CSR ในยุคต้นๆ จะเคยได้ยินคำปรารภว่า “CSR มันเกี่ยวอะไรกับธุรกิจ ถ้าอยากช่วยเหลือสังคมมาก ก็ไปทำมูลนิธิไป” ผ่านมาในยุคปัจจุบัน คำปรารภที่ได้ยินมีว่า “ใครไม่ทำเรื่องนี้ อยู่ไม่ได้หรอก ไปดูกิจการในวอลสตรีตสิ เบอร์ต้นๆ ของโลกยังต้องทำเลย”

เรื่องนี้ไม่มีถูกผิด ชุดความคิดหนึ่ง จะเป็นจริงและใช้ได้ในสมัยหนึ่ง แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนแปลง ก็จะมีชุดความคิดอื่น ที่เป็นจริงและถูกนำมาใช้แทน

การทำ CSR จึงไม่มีชุดความคิดหรือทฤษฎีเดียวที่จะยึดเป็นสรณะได้ ทำให้ในห้วงเวลาที่ผ่านมา เกิดคำใหม่ๆ ที่ถูกนำเสนอ เช่น CSV, ESG, SD, SE ฯลฯ ด้วยว่าจะมาทดแทนเรื่อง CSR บ้าง หรือจะมาต่อเติมเป็นส่วนขยายของเรื่อง CSR บ้าง

ในระหว่างการทำงานตลอด 20 ปี ได้เจอทั้งบริษัทหน้าเก่าที่ต้องการยกระดับงาน CSR และบริษัทหน้าใหม่ที่ต้องการเริ่มงาน CSR อย่างเป็นกิจจะลักษณะ พบว่าบทสนทนาที่มีร่วมกันต่อเรื่อง CSR มักจะวนเวียนอยู่กับคำถามที่ว่า CSR คืออะไร ใครเป็นคนทำ ทำอย่างไร ทำไมต้องทำ ต้องทำเมื่อไร ทำแบบไหนถึงจะดี แล้วควรเน้นที่ไหน และทำแล้วผลเป็นของใคร

คำถามที่ว่า CSR อะไร (What) ที่ควรทำ องค์กรจะต้องตระหนักว่าที่มาของกิจกรรม CSR ซึ่งสามารถดำเนินไปสู่เป้าหมายปลายทางที่เป็นความยั่งยืน จะมีมูลเหตุมาจากการ “ทำเพราะใช่” ไม่ใช่ทำเพราะชอบ คือ เป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญต่อองค์กร ก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ในทิศทางเดียวกับความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย

คำถามที่ว่า ใคร (Who) ควรเป็นคนทำ CSR ก็ต้องระลึกว่าจุดที่หลายองค์กรก้าวข้ามไม่ได้ คือ ขีดความสามารถของส่วนงาน CSR ในการประสานงานกับฝ่ายต่างๆ เพื่อสร้างให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องว่า CSR เป็นเรื่องของทุกคน เป็นเรื่องที่อยู่ในหน้าที่ หรือในการปฏิบัติงานประจำวัน ไม่ใช่เป็นงานเพิ่ม หรือภาระนอกเหนือจากงานปกติ

คำถามที่ว่า ควรทำ CSR อย่างไร (How) สิ่งที่องค์กรจะมองข้ามไม่ได้เลย คือ ผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholders) เป็นต้นเรื่องของการหารูปแบบหรือวิธีดำเนินงาน CSR ที่ตรงกับความสนใจหรือสอดคล้องกับความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มนั้นๆ และชื่อของการดำเนินงาน CSR ในแต่ละกลุ่มผู้มีส่วนได้เสีย จะใช้คำเรียกที่แตกต่างกันออกไป

คำถามที่ว่า ทำไม (Why) ต้องทำ CSR คำตอบมีมากกว่าคำตอบเดียว ธุรกิจที่มองเรื่องความยั่งยืนของกิจการเป็นที่ตั้ง จะใช้ CSR เป็นเครื่องมือสร้างภาพลักษณ์ ประชาสัมพันธ์ ขณะที่ ธุรกิจซึ่งมุ่งไปที่ความยั่งยืนของสังคมโดยรวม จะใช้ CSR เป็นเครื่องมือสร้างคุณค่าร่วมระหว่างกิจการกับสังคมควบคู่ไปพร้อมกัน

คำถามที่ว่า ต้องทำ CSR เมื่อไร (When) ข้อนี้หลายองค์กรทราบอยู่แล้วว่า CSR ในเวลางาน และ CSR นอกเวลางานของบุคคล รวมทั้ง Responsive CSR และ Strategic CSR ขององค์กร ต่างมีความสำคัญตามบริบทที่บุคคลหรือองค์กรนั้นๆ เข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่สามารถทำเรื่องหนึ่ง เพื่อทดแทนอีกเรื่องหนึ่งได้ เนื่องเพราะมีการให้ผลได้ที่ต่างกัน

คำถามที่ว่า CSR แบบไหน (Which) ถึงจะดี หลักการในเรื่องนี้ถูกระบุไว้ในมาตรฐานและแนวทาง CSR ที่ภาคเอกชนนิยมใช้อ้างอิง ซึ่งแนะนำให้องค์กรมีการดำเนินการในประเด็นความยั่งยืนที่ครอบคลุมทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยเน้นในประเด็นที่องค์กรมีความเกี่ยวข้องหรือมีการสร้างผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียอย่างมีนัยสำคัญ

คำถามที่ว่า เรื่อง CSR ควรเน้นที่ไหน (Where) มีเกณฑ์พิจารณาอยู่ตรงที่ความสามารถในการระบุพิกัดหรือบริเวณที่ผลกระทบเกิดขึ้น เพื่อนำมาจัดลำดับความสำคัญในการดำเนินการ อันเป็นกลไกที่ทำให้การขับเคลื่อนเรื่อง CSR สัมฤทธิ์ผล ภายใต้เงื่อนไขและข้อจำกัดทางทรัพยากร เพราะองค์กรไม่สามารถทำได้ทุกเรื่อง แต่สามารถทำให้ถูกเรื่องได้

คำถามที่ว่า ทำ CSR แล้วผลเป็นของใคร (Whose) ข้อนี้มีคำตอบสองฝั่ง คือ ผลได้ตกเป็นของส่วนรวม (คิดแบบ Outwards) กับผลได้ตกเป็นขององค์กร (คิดแบบ Inwards) ซึ่งปัจจุบัน มีหลักการที่เรียกว่า “ทวิสารัตถภาพ” หรือ Double Materiality Principle รองรับทั้งสองฝั่ง คือ พิจารณาที่ผลกระทบจากการดำเนินงานของบริษัทที่มีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (People และ Planet) ควบคู่กับการคำนึงถึงปัจจัยด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมที่กระทบต่อผลประกอบการของบริษัท (Profit)

สำหรับผู้สนใจที่อยากจะได้คำตอบของ 8 คำถามข้างต้น ในเวอร์ชันยาวๆ ผมได้ประมวลไว้เป็นหนังสือ ชื่อ มรรค 8 CSR: ทางสายกิจการ โดยเป็นคำตอบจากประสบการณ์ในทัศนะส่วนตน ที่ได้พบเห็นปรากฏการณ์ในบริษัทหลายๆ แห่งในห้วงเวลาที่ผ่านมา ซึ่งอาจไม่สามารถนำไปอ้างอิงตามหลักวิชา แต่น่าจะพอเป็นประโยชน์กับองค์กรที่มีข้อคำถามเหล่านี้เกิดขึ้นเช่นกัน

และถือโอกาสใช้เป็นหนังสือฉลองวาระที่สถาบันไทยพัฒน์มีอายุครบ 20 ปี เป็นหลักไมล์ที่แสดงถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาสู่ความยั่งยืนร่วมกับภาคเอกชนมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ที่สถาบันได้ก่อตั้งขึ้น

องค์กรและผู้ที่สนใจ สามารถขอรับเล่มหนังสือ หรือดาวน์โหลดเป็นไฟล์หนังสือ ได้ที่เว็บไซต์ thaipat.org โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Saturday, July 30, 2022

ธุรกิจบริการข้อมูล ESG โต สวนกระแสเศรษฐกิจ

ปัจจุบัน ความสนใจของผู้ลงทุน โดยเฉพาะผู้ลงทุนสถาบัน ที่มีต่อข้อมูลการดำเนินงานของบริษัทในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) สำหรับใช้พิจารณาประกอบการตัดสินใจลงทุน ได้ทวีความต้องการเพิ่มมากขึ้น ตามเม็ดเงินลงทุนที่เพิ่มมากขึ้นในหมวดการลงทุนที่ยั่งยืน

โดยจากการสำรวจของ บลูมเบิร์ก อินเทลลิเจนซ์ เผยว่า ขนาดสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ในกอง ESG ทั่วโลก ในปี พ.ศ.2563 มีตัวเลขอยู่ที่ 35 ล้านล้านเหรียญ และในปีนี้ คาดว่าจะมีมูลค่าอยู่ที่ 41 ล้านล้านเหรียญ และจะเพิ่มขึ้นเป็น 50 ล้านล้านเหรียญ ในอีกสามปีข้างหน้า

ขณะที่ ตัวเลขการสำรวจของออพิมัส ที่ปรึกษาด้านการจัดการลงทุนในตลาดทุนทั่วโลก ระบุว่า ขนาดของตลาดข้อมูล ESG มีมูลค่าเกินระดับ 1 พันล้านเหรียญเป็นครั้งแรกในปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะมีมูลค่าเกิน 1.3 พันล้านเหรียญในปีนี้ โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยในช่วงห้าปีที่ผ่านมา อยู่ที่ร้อยละ 28 ต่อปี (CAGR) แยกเป็นข้อมูลในส่วนวิเคราะห์วิจัย เติบโตร้อยละ 24 ต่อปี มีสัดส่วนตลาดอยู่ราวร้อยละ 70 ของขนาดตลาด ขณะที่ข้อมูลในส่วนดัชนี เติบโตร้อยละ 38 ต่อปี โดยมูลค่าตลาดข้อมูลดัชนี ESG มีตัวเลขเกิน 300 ล้านเหรียญในปีที่ผ่านมา

ในส่วนที่เป็นข้อมูลวิเคราะห์วิจัย ผู้เล่นสำคัญในตลาด คือ หน่วยงานผู้ประเมิน ที่เรียกว่า ESG Rating Providers ซึ่งทำการประมวลข้อมูลป้อนให้กับผู้จัดทำดัชนี และยังมีส่วนช่วยผลักดันให้มีการยกระดับการเปิดเผยข้อมูล ESG ของกิจการ ช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนให้แก่กิจการ และช่วยขับเน้นภาพลักษณ์ให้มีความโดดเด่นแตกต่างจากผู้ประกอบการรายอื่นในอุตสาหกรรม

ด้วยบทบาทของผู้ให้บริการ ทำให้งานประเมิน ESG ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในตลาดทุน ที่ช่วยลดภาระงานวิจัยของผู้จัดการกองทุนในการมองหาการลงทุนที่มีศักยภาพ ช่วยชี้จุดที่เป็นข้อควรกังวลต่อการลงทุน รวมทั้งใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการสานสัมพันธ์ภายใต้ธีมกลยุทธ์การลงทุนที่ยั่งยืน

อย่างไรก็ดี งานประเมิน ESG มิใช่งานที่ทำให้ดีได้โดยง่าย เนื่องจาก ประการแรก ข้อมูลเบื้องหลังที่ใช้สำหรับประเมินมีปริมาณที่มากและซับซ้อน เพราะการประเมินต้องครอบคลุมข้อมูลที่มาจากสามส่วนหลักทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ผู้ประเมินจำต้องวิเคราะห์ประเด็นย่อยนับร้อยในแต่ละหัวข้อหลัก พร้อมกับการให้น้ำหนักหรือการจัดลำดับความสำคัญ (ในแต่ละอุตสาหกรรม ก็จะมีน้ำหนักและลำดับความสำคัญของประเด็นที่แตกต่างกัน)

ประการที่สอง รูปแบบการประเมิน มิได้มีแบบเดียวที่เหมือนกันตายตัว เพราะผู้ประเมินจะต้องออกแบบการประเมินให้เหมาะสมกับความมุ่งประสงค์ในการใช้และกลุ่มผู้ใช้ที่หลากหลายแตกต่างกัน จึงทำให้มีผลิตภัณฑ์ประเมินในหลายรูปแบบ อาทิ การประเมินที่เน้นพิจารณาเรื่องการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน ความเสมอภาคในมิติหญิงชาย การต้านทุจริต ฯลฯ

ประการที่สาม ความพร้อมใช้และความเพียงพอของข้อมูลที่ใช้ประเมิน แม้การรายงานความยั่งยืนจะมีมานานระยะหนึ่งแล้ว แต่ก็ยังคงเป็นเรื่องใหม่ที่ต้องดำเนินการสำหรับองค์กรส่วนใหญ่ โดยจากการสำรวจข้อมูลสถานภาพความยั่งยืนของกิจการ ปี พ.ศ.2564 (The State of Corporate Sustainability in 2021) โดยสถาบันไทยพัฒน์ พบว่า มีเพียงร้อยละ 15.13 จาก 826 กิจการ ที่มีการเปิดเผยข้อมูลในรูปของรายงานความยั่งยืน (Sustainability Report)

นอกจากนี้ มาตรฐานและแนวทางการรายงานที่กิจการใช้อ้างอิง ก็ยังมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอยู่เป็นระยะๆ ตามสภาพการณ์ที่เปลี่ยนไป รวมทั้งมิได้มีมาตรฐานหรือแนวทางการรายงานเดียวที่ถูกแนะนำให้กิจการใช้ในการเปิดเผยข้อมูล ทำให้รูปแบบการรายงานของกิจการมิได้คล้องจองเป็นแบบเดียวกัน ส่งผลให้มีความยากลำบากต่อการประเมิน และเมื่อไม่พบข้อมูลที่จะใช้สำหรับประเมิน บ่อยครั้งที่สำนักประเมินจะใช้วิธีสันนิษฐานข้อมูลจากแบบจำลองที่สร้างขึ้นเอง ซึ่งอาจให้ผลลัพธ์การประเมินที่ขาดความแม่นยำ และไม่สามารถตรวจสอบที่มาได้

ด้วยเหตุผลข้างต้น เราจึงพบว่า ผลการประเมิน ESG ของแต่ละสำนักประเมิน มิได้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน แม้แต่การประเมิน ESG ของกิจการเดียวกัน ยังให้ผลประเมินที่ต่างกัน จึงทำให้การใช้ประโยชน์จากข้อมูลประเมิน ESG ยังไม่สามารถทำได้เต็มที่ ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณและการตัดสินใจเลือกใช้ผู้ให้บริการประเมินตามแต่บุคคล รวมถึงความสามารถในการเปรียบเทียบกันได้ระหว่างกิจการที่ถูกประเมิน อาทิ การเปรียบเทียบสมรรถนะการดำเนินงาน (Benchmarking) ก็ยังมีข้อสงสัยในความเที่ยงตรงของผลการเปรียบเทียบเช่นกัน

เส้นทางของธุรกิจผู้ให้บริการข้อมูลการประเมิน ESG ยังมีโอกาสพัฒนาและเติบโตได้อีกมาก จึงไม่แปลกที่ขนาดของตลาดข้อมูล ESG จะมีมูลค่ากว่า 1.3 พันล้านเหรียญในปีนี้ โดยมากกว่าสองในสามของตลาด เป็นของผู้ให้บริการในส่วนข้อมูลวิเคราะห์วิจัย ESG ตามการคาดการณ์ของออพิมัส


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Saturday, July 16, 2022

7 ตัววัดด้านธรรมาภิบาล ที่กิจการมีข้อมูลและตอบโจทย์ SDG

นับตั้งแต่ที่องค์การสหประชาชาติได้ประกาศเป้าหมายโลกว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) เมื่อปี ค.ศ.2015 สำหรับใช้เป็นทิศทางการพัฒนาโลกในกรอบระยะเวลา 15 ปี ภาคเอกชน ได้มีความตื่นตัวในฐานะที่เป็นภาคส่วนหนึ่งของสังคมโลก เข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนการพัฒนาเพื่อการบรรลุเป้าหมายโลก 17 ข้อ

ผมได้รับข้อคำถามจากองค์กรธุรกิจหลายแห่งที่มีความประสงค์จะร่วมตอบสนองต่อ SDGs อย่างจริงจัง ว่าจะเริ่มต้นและดำเนินการอย่างไร จึงจะถูกทิศถูกทาง ไม่ต้องเสียเวลาไปกับการลองผิดลองถูก และที่สำคัญ มีความแตกต่างจากองค์กรธุรกิจที่พูดถึง SDGs เพียงเพื่อการสร้างภาพลักษณ์หรือประชาสัมพันธ์

คำตอบที่ผมมีให้กับองค์กรธุรกิจที่ต้องการทำจริง และตอบโจทย์จริง มีอยู่สองคำตอบ คือ ข้อแรก ทำจริงผ่านกระบวนการทางธุรกิจ ในรูปแบบ SDG-in-process ที่ให้ผลต่อเนื่อง คือ ออกมาจากตัวธุรกิจ (ที่ดีมากกว่านั้น คือ มาจากธุรกิจแกนหลัก หรือ Core Business) ไม่ใช่ด้วยการสร้างโครงการหรือกิจกรรมรายครั้ง ซึ่งให้ผลเพียงครั้งเดียวต่อโครงการหรือกิจกรรมนั้น

ข้อที่สอง ตอบโจทย์ให้ทะลุไปที่ระดับตัวชี้วัด (Indicator-level) ที่เกี่ยวข้องกับกิจการ ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 231 ตัวที่ไม่ซ้ำกัน ไม่ใช่เพียงแค่โยงในระดับเป้าประสงค์ (Goal-level) เพราะมากกว่าครึ่งของการเปิดเผยข้อมูลของกิจการ พบว่า ไม่มีความสอดคล้องสัมพันธ์กันระหว่างสิ่งที่องค์กรดำเนินการ กับเป้าหมาย SDGs ที่เชื่อมโยงไปถึง เป็นเพียงความพยายามในการจัดให้เข้าพวก ด้วยชื่อหรือหัวข้อที่อนุมานเองว่าน่าจะมีความเกี่ยวโยงสัมพันธ์กัน แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่เชื่อมโยง มิได้ตอบโจทย์เป้าหมายตามจริง

ในบทความนี้ จะพูดถึง 7 ตัววัดด้านธรรมาภิบาล ซึ่งเป็นข้อมูลที่บริษัทจดทะเบียน เปิดเผยต่อสาธารณชน ตามข้อกฎหมายและกฎระเบียบที่หน่วยงานกำกับดูแลประกาศเป็นแนวทางไว้อยู่แล้ว และสามารถใช้ตอบโจทย์ SDG ในระดับตัวชี้วัด

ตัววัดด้านธรรมาภิบาลทั้ง 7 ตัว นำมาจากเอกสาร Guidance on core indicators for entity reporting on contribution towards implementation of the Sustainable Development Goals ที่จัดทำขึ้นโดยคณะทำงานผู้ทรงคุณวุฒิระหว่างรัฐบาลด้านมาตรฐานระหว่างประเทศว่าด้วยการบัญชีและการรายงาน (ISAR) ตามแนวทางที่องค์การภายใต้สหประชาชาติให้ความเห็นชอบ ประกอบด้วย

จำนวนครั้งของการประชุมคณะกรรมการและอัตราการเข้าร่วมประชุม (Number of board meetings and attendance rate) เป็นตัวเลขจำนวนครั้งของการประชุมคณะกรรมการบริษัท และอัตราการเข้าร่วมประชุมของกรรมการบริษัท ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงปริมาณที่สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิผลและสมรรถนะของกลไกการกำกับดูแลกิจการ

จำนวนและร้อยละของกรรมการหญิง (Number and percentage of women board members) เป็นตัวเลขจำนวนกรรมการหญิงในคณะกรรมการบริษัท และร้อยละของกรรมการหญิงในคณะกรรมการบริษัท ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงปริมาณที่สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายในมิติหญิงชาย

ช่วงอายุของกรรมการ (Board members by age range) เป็นข้อมูลแสดงลักษณะเฉพาะของกรรมการบริษัทจำแนกตามช่วงอายุ ความสมดุลด้านอายุในคณะกรรมการบริษัท ซึ่งมีความสำคัญต่อการตัดสินใจที่รอบด้าน

จำนวนครั้งของการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบและอัตราการเข้าร่วมประชุม (Number of meetings of audit committee and attendance rate) เป็นตัวเลขจำนวนครั้งของการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบ และอัตราการเข้าร่วมประชุมของกรรมการตรวจสอบ ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงปริมาณที่สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิผล ความโปร่งใสและตรวจสอบได้ของกลไกการกำกับดูแลกิจการ

ค่าตอบแทนรวมต่อกรรมการ (Total compensation per board member) เป็นตัวเลขค่าตอบแทนของกรรมการในรอบการรายงาน ทั้งกรรมการที่เป็นผู้บริหาร (Executive Director) และกรรมการที่ไม่เป็นผู้บริหาร (Non-executive Director: NED)

ค่าปรับจ่ายหรือค้างจ่ายเพื่อระงับข้อพิพาท (Amount of fines paid or payable due to settlements) เป็นจำนวนเงินค่าปรับจ่ายหรือที่ค้างจ่าย อันเนื่องมาจากกรณีที่เกี่ยวเนื่องกับการทุจริต ที่ถูกกล่าวโทษโดยหน่วยงานกำกับดูแล และศาล ในรอบการรายงาน

ชั่วโมงเฉลี่ยการฝึกอบรมในประเด็นการต้านทุจริตต่อปีต่อคน (Average hours of training on anti-corruption issues per year per employee) เป็นตัวเลขจำนวนชั่วโมงเฉลี่ยการฝึกอบรมในประเด็นการต้านทุจริตที่พนักงานได้รับในรอบการรายงาน

ทั้ง 7 ตัววัดธรรมาภิบาลข้างต้น กิจการสามารถใช้แสดงถึงการตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าที่ 5 ความเสมอภาคระหว่างหญิงชาย (ตามตัวชี้วัด SDG ที่ 5.5.2) และเป้าที่ 16 ความสงบสุข ความยุติธรรม และการมีสถาบันที่เข้มแข็ง (ตามตัวชี้วัด SDG ที่ 16.5.2 เป้าหมาย SDG ที่ 16.6 และตัวชี้วัด SDG ที่ 16.7.1)

นอกจากที่กิจการจะใช้ตัววัดเหล่านี้ในการตอบโจทย์ SDG ขององค์กรแล้ว ยังสามารถส่งต่อให้รัฐบาลรวบรวมเป็นข้อมูลการบรรลุ SDG ของประเทศ ในระดับตัวชี้วัด ได้อย่างเป็นระบบและคล้องจองกันอีกด้วย

สำหรับรายละเอียดของ 7 ตัววัดด้านธรรมาภิบาล สถาบันไทยพัฒน์ได้ทำการแปลจากเอกสารแนวทางฉบับที่ ISAR จัดทำขึ้น และเผยแพร่ไว้ในหนังสือ Corporate SDG Impact: From Purpose to Performance ซึ่งผู้ที่สนใจศึกษาเพิ่มเติม สามารถดาวน์โหลดได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ที่เว็บไซต์ https://thaipat.org


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Saturday, July 02, 2022

ESG เครดิต: หมุดหมายใหม่แห่งความยั่งยืน

ความพยายามของสังคมโลกในการฟื้นฟูและแก้ไขปัญหาอันเป็นผลพวงจากการพัฒนาที่ไม่สมดุล มีมาอยู่อย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี ค.ศ.1972 ที่ประชาคมโลกได้ตระหนักถึงวิกฤตการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาแบบมุ่งเน้นด้านเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว และได้ริเริ่มกระบวนการเตรียมตัวด้านสภาวะแวดล้อมโดยข้อมติของสมัชชาสหประชาชาติที่สืบเนื่องจากการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยเรื่องสิ่งแวดล้อมของมนุษย์ (UNCHE) จนนำมาสู่การเสนอแนะการพัฒนารูปแบบใหม่ที่มุ่งลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมไว้ในเอกสารรายงานชื่อว่า อนาคตของเรา ซึ่งเสนอต่อสหประชาชาติในปี ค.ศ.1987 อันเป็นที่มาของแนวคิด “การพัฒนาที่ยั่งยืน”

การพัฒนาทางเศรษฐกิจจากการปรับให้เป็นอุตสาหกรรมของนานาประเทศ เพื่อหวังจะให้มนุษย์มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สะดวกสบายขึ้น กลับก่อให้เกิดการปล่อยมลภาวะอย่างขนานใหญ่ ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม ระบบนิเวศ สะสมต่อเนื่องจนเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ย้อนกลับมาเป็นภัยต่อมนุษย์เอง

ในปี ค.ศ.1997 พิธีสารเกียวโต ได้ถูกจัดทำขึ้นเพื่อจัดการกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นรูปธรรม โดยได้รับความเห็นชอบจากกว่า 170 ประเทศในขณะนั้น ซึ่งหนึ่งในกลไกที่เกิดขึ้นจากพิธีสารเกียวโต คือ กลไกการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมีการคิด “คาร์บอนเครดิต” ให้ผู้ดำเนินการเป็นหน่วยปริมาณก๊าซที่ลดได้ (ERU)

ปัจจุบัน หลายประเทศทั่วโลก ได้ใช้กลไกคาร์บอนเครดิต เป็นเครื่องมือหนึ่งในการจัดการกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภายในประเทศของตน โดยมีการตั้งเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-zero Emissions) ตามความตกลงปารีส เพื่อรักษาการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้ต่ำกว่า 1.5 องศาเซลเซียส

ในภาคเอกชน การขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืนขององค์กรธุรกิจในปัจจุบัน โดยเฉพาะบริษัทจดทะเบียน ดำเนินภายใต้บริบทของการประกอบธุรกิจที่คำนึงถึงการดูแลสิ่งแวดล้อม รับผิดชอบต่อสังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยมีคำว่า ESG (Environmental, Social and Governance) เป็นภาษาหลักในการสื่อสารกับผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียของกิจการ

นั่นหมายความว่า การสื่อสารเรื่องปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้ในรูปคาร์บอนเครดิต สามารถแสดงให้เห็นถึงความคืบหน้าของการดำเนินงานเรื่องความยั่งยืนในด้านสิ่งแวดล้อมได้ ขณะเดียวกัน ธุรกิจก็ยังต้องมีเครื่องมือสื่อสารถึงความก้าวหน้าในการดำเนินงานด้านสังคมและด้านธรรมาภิบาลเพิ่มเติม

ผมได้รับข้อคำถามจากองค์กรธุรกิจที่รู้จักหลายแห่งว่า จะมีเครื่องมือที่คล้ายคลึงกับคาร์บอนเครดิต ที่สามารถสื่อสารถึงความก้าวหน้าของการขับเคลื่อนในด้านสังคมและด้านธรรมาภิบาลด้วยหรือไม่

ด้วยคำถามนี้เอง ได้นำมาสู่การแสวงหาคำตอบ โดยการขยายกรอบแนวคิดเรื่องคาร์บอนเครดิตที่เจาะจงในเรื่องสิ่งแวดล้อม ให้ครอบคลุมไปถึงเรื่องสังคมและธรรมาภิบาล เปิดโอกาสให้องค์กรซึ่งคำนึงถึงเรื่อง ESG อยู่แล้ว สามารถได้รับ “ESG เครดิต” จากการดำเนินงานในด้านสังคมและธรรมาภิบาล นอกเหนือจากด้านสิ่งแวดล้อมได้ด้วย

สถาบันไทยพัฒน์ ในฐานะสมาชิกภาคองค์กร ประเภทที่ปรึกษา ของ IEMA (Institute of Environmental Management and Assessment) ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกที่เป็นนักวิชาชีพด้านความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมจากทั่วโลก จำนวนกว่า 18,000 คน ใน 113 ประเทศ โดยมีบทบาทหลักในการสนับสนุนการกำหนด การรับรอง และการนำมาตรฐานและข้อปฏิบัติไปใช้เพื่อการแปรเปลี่ยนโลกสู่ความยั่งยืน ได้จัดทำแพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจนำโครงการที่เข้าเกณฑ์ได้รับ ESG เครดิต มาขึ้นทะเบียนเพื่อรับการประเมินและใช้ประโยชน์จาก ESG เครดิตในการสื่อสารถึงความก้าวหน้าของการดำเนินงานเรื่องความยั่งยืนของกิจการ ที่ครอบคลุมทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) โดยที่กิจการสามารถสะสมเครดิตได้อย่างต่อเนื่องจากโครงการและกิจกรรมทางธุรกิจที่ได้รับการประเมิน

แพลตฟอร์มที่จัดทำขึ้น จะไม่จำกัดอยู่เพียงบริษัทในประเทศไทยที่ได้รับประโยชน์ แต่จะเป็นแพลตฟอร์มสากลที่บริษัทในประเทศอื่นๆ สามารถเข้าร่วมผ่านทางนายทะเบียนในประเทศนั้นๆ ภายใต้เครือข่ายภาคีที่ร่วมดำเนินงานกันในระดับภูมิภาค

จากการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนของกิจการ (Disclosure) ที่บริษัทใช้สานสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้เสีย ผ่านมาสู่เวทีรางวัลด้านความยั่งยืน (Award) ที่บริษัทใช้เพิ่มสถานะความน่าเชื่อถือด้วยการรับรองโดยหน่วยงานภายนอก วันนี้ เรากำลังจะมีแพลตฟอร์มที่บริษัทสามารถใช้สร้างการยอมรับจากสาธารณะต่อพัฒนาการด้าน ESG ของกิจการ ที่ชี้ให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องผ่านทาง ESG เครดิต ในรูปของการสะสมคุณค่าเชิงผลลัพธ์ทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะกลายเป็นหมุดหมายใหม่แห่งความยั่งยืนของกิจการ


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Saturday, June 18, 2022

7 ตัววัดด้านสังคมที่กิจการมีข้อมูลและตอบโจทย์ SDG

นับตั้งแต่ที่องค์การสหประชาชาติได้ประกาศเป้าหมายโลกว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) เมื่อปี ค.ศ.2015 สำหรับใช้เป็นทิศทางการพัฒนาโลกในกรอบระยะเวลา 15 ปี ภาคเอกชน ได้มีความตื่นตัวในฐานะที่เป็นภาคส่วนหนึ่งของสังคมโลก เข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนการพัฒนาเพื่อการบรรลุเป้าหมายโลก 17 ข้อ

ผมได้รับข้อคำถามจากองค์กรธุรกิจหลายแห่งที่มีความประสงค์จะร่วมตอบสนองต่อ SDGs อย่างจริงจัง ว่าจะเริ่มต้นและดำเนินการอย่างไร จึงจะถูกทิศถูกทาง ไม่ต้องเสียเวลาไปกับการลองผิดลองถูก และที่สำคัญ มีความแตกต่างจากองค์กรธุรกิจที่พูดถึง SDGs เพียงเพื่อการสร้างภาพลักษณ์หรือประชาสัมพันธ์

คำตอบที่ผมมีให้กับองค์กรธุรกิจที่ต้องการทำจริง และตอบโจทย์จริง มีอยู่สองคำตอบ คือ ข้อแรก ทำจริงผ่านกระบวนการทางธุรกิจ ในรูปแบบ SDG-in-process ที่ให้ผลต่อเนื่อง คือ ออกมาจากตัวธุรกิจ (ที่ดีมากกว่านั้น คือ มาจากธุรกิจแกนหลัก หรือ Core Business) ไม่ใช่ด้วยการสร้างโครงการหรือกิจกรรมรายครั้ง ซึ่งให้ผลเพียงครั้งเดียวต่อโครงการหรือกิจกรรมนั้น

ข้อที่สอง ตอบโจทย์ให้ทะลุไปที่ระดับตัวชี้วัด (Indicator-level) ที่เกี่ยวข้องกับกิจการ ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 231 ตัวที่ไม่ซ้ำกัน ไม่ใช่เพียงแค่โยงในระดับเป้าประสงค์ (Goal-level) เพราะมากกว่าครึ่งของการเปิดเผยข้อมูลของกิจการ พบว่า ไม่มีความสอดคล้องสัมพันธ์กันระหว่างสิ่งที่องค์กรดำเนินการ กับเป้าหมาย SDGs ที่เชื่อมโยงไปถึง เป็นเพียงความพยายามในการจัดให้เข้าพวก ด้วยชื่อหรือหัวข้อที่อนุมานเองว่าน่าจะมีความเกี่ยวโยงสัมพันธ์กัน แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่เชื่อมโยง มิได้ตอบโจทย์เป้าหมายตามจริง

ในบทความนี้ จะพูดถึง 7 ตัววัดด้านสังคม ที่กิจการสามารถรวบรวมข้อมูลได้จากกระบวนการทางธุรกิจที่ดำเนินอยู่แล้ว และสามารถใช้ตอบโจทย์ SDG ในระดับตัวชี้วัด

ตัววัดด้านสังคมทั้ง 7 ตัว นำมาจากเอกสาร Guidance on core indicators for entity reporting on contribution towards implementation of the Sustainable Development Goals ที่จัดทำขึ้นโดยคณะทำงานผู้ทรงคุณวุฒิระหว่างรัฐบาลด้านมาตรฐานระหว่างประเทศว่าด้วยการบัญชีและการรายงาน (ISAR) ตามแนวทางที่องค์การภายใต้สหประชาชาติให้ความเห็นชอบ ประกอบด้วย

สัดส่วนหญิงในตำแหน่งจัดการ (Proportion of women in managerial positions) เป็นจำนวนของหญิงในตำแหน่งจัดการ ต่อจำนวนพนักงานรวมทั้งหมด โดยพิจารณาจากตัวเลขพนักงาน ณ วันสิ้นรอบการรายงาน แสดงเป็นรายหัว (Head Count) หรือเป็นค่าเทียบเท่าพนักงานเต็มเวลา (Full Time Equivalent)

ชั่วโมงเฉลี่ยการฝึกอบรมต่อปีต่อคน (Average hours of training per year per employee) เป็นมาตราส่วนการลงทุนของกิจการในการฝึกอบรมพนักงาน (ในทุนด้านมนุษย์) และระดับความเข้มข้นของการลงทุนที่มีต่อฐานพนักงานทั้งหมด ในรูปของชั่วโมงการฝึกอบรม

รายจ่ายการฝึกอบรมพนักงานต่อปีต่อคน (Expenditure on employee training per year per employee) เป็นมาตราส่วนการลงทุนของกิจการในการฝึกอบรมพนักงาน (ในทุนด้านมนุษย์) และระดับความเข้มข้นของการลงทุนที่มีต่อฐานพนักงานทั้งหมด ในรูปของรายจ่ายค่าฝึกอบรม

สัดส่วนค่าจ้างและสวัสดิการพนักงานต่อรายได้ จำแนกตามชนิดการจ้างและมิติหญิงชาย (Employee wages and benefits as a proportion of revenue, by employment type and gender) เป็นตัวเลขค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าแรงพนักงานทั้งหมดของกิจการ จำแนกตามชนิดการจ้างและมิติหญิงชาย เทียบกับรายได้รวมของกิจการ

สัดส่วนรายจ่ายด้านสุขภาพและความปลอดภัยพนักงานต่อรายได้ (Expenditures on employee health and safety as a proportion of revenue) เป็นตัวเลขค่าใช้จ่ายรวมในด้านสุขภาพและความปลอดภัยที่กิจการมีต่อพนักงาน เทียบกับรายได้รวมของกิจการ ซึ่งเกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุเนื่องจากการทำงาน ที่เป็นประเด็นสำคัญในเรื่องความรับผิดชอบของกิจการ

ความถี่และอัตราการบาดเจ็บเนื่องจากการทำงาน (Frequency/incident rates of occupational injuries) เป็นตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับวันทำงานที่สูญเสียอันเนื่องมาจากโรค การบาดเจ็บ และอุบัติเหตุเนื่องจากการทำงาน ในรอบการรายงาน ที่แสดงถึงประสิทธิผลของนโยบายด้านสุขภาพและความปลอดภัยของพนักงาน

ร้อยละของพนักงานที่มีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง (Percentage of employees covered by collective agreements) เป็นตัวเลขอัตราส่วนจำนวนพนักงานที่มีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เทียบกับจำนวนพนักงานทั้งหมดในรอบการรายงาน

ทั้ง 7 ตัววัดสังคมข้างต้น กิจการสามารถใช้แสดงถึงการตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าที่ 3 สุขภาวะและความเป็นอยู่ที่ดี (ตามเป้าหมาย SDG ที่ 3.8) เป้าที่ 4 การศึกษาที่ได้คุณภาพ (ตามตัวชี้วัด SDG ที่ 4.3.1) เป้าที่ 5 ความเสมอภาคระหว่างหญิงชาย (ตามตัวชี้วัด SDG ที่ 5.5.2) เป้าที่ 8 งานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ (ตามตัวชี้วัด SDG ที่ 8.5.1 และเป้าหมาย SDG ที่ 8.8 ตัวชี้วัด SDG ที่ 8.8.1, 8.8.2) และเป้าที่ 10 ชุมชนและเมืองที่ยั่งยืน (ตามตัวชี้วัด SDG ที่ 10.4.1)

นอกจากที่กิจการจะใช้ตัววัดเหล่านี้ในการตอบโจทย์ SDG ขององค์กรแล้ว ยังสามารถส่งต่อให้รัฐบาลรวบรวมเป็นข้อมูลการบรรลุ SDG ของประเทศ ในระดับตัวชี้วัด ได้อย่างเป็นระบบและคล้องจองกันอีกด้วย

สำหรับรายละเอียดของ 7 ตัววัดด้านสังคม สถาบันไทยพัฒน์ได้ทำการแปลจากเอกสารแนวทางฉบับที่ ISAR จัดทำขึ้น และเผยแพร่ไว้ในหนังสือ Corporate SDG Impact: From Purpose to Performance ซึ่งผู้ที่สนใจศึกษาเพิ่มเติม สามารถดาวน์โหลดได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ที่เว็บไซต์ https://thaipat.org


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Saturday, June 04, 2022

เปิดโผ... หุ้น "ESG Emerging" ปี 2565

แม้ว่าในภาพรวมของกองทุนยั่งยืนทั่วโลก ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ จะมีเงินทุนไหลเข้าลงทุนสุทธิลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากความกังวลต่อภาพรวมเศรษฐกิจทั้งประเด็นเงินเฟ้อและการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ย รวมถึงสงครามในยูเครน

แต่ในภูมิภาคเอเชีย จากการสำรวจของมอร์นิ่งสตาร์ เม็ดเงินลงทุนในกองทุนยั่งยืน ยังโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่องที่ 21% โดยมีเงินไหลเข้ากองทุนยั่งยืนในภูมิภาค (ไม่นับรวมจีนและญี่ปุ่น) สุทธิอยู่ที่ 911 ล้านเหรียญในไตรมาสแรกของปีนี้ ขณะที่ตัวเลขสินทรัพย์รวมที่ลงในกองทุนยั่งยืนในภูมิภาค มีตัวเลขสะสมอยู่ที่ 71 พันล้านเหรียญ โดยแบ่งเป็นกองทุนหุ้น 58% กองทุนผสม 37% และในตราสารหนี้ 5% ตามลำดับ

และในจำนวนนี้ เป็นการลงทุนในกองทุนประเภท Passive ESG (Environmental, Social and Governance) อยู่ที่ 22% ซึ่งใช้นโยบายการลงทุนโดยคำนึงถึงปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล

ด้วยความสนใจของผู้ลงทุนที่ต้องการใช้ปัจจัย ESG ในการพิจารณาประกอบการตัดสินใจลงทุนเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ สถาบันไทยพัฒน์ โดยหน่วยงาน ESG Rating ซึ่งเป็นผู้พัฒนาข้อมูลด้านความยั่งยืนของธุรกิจในประเทศไทย และเป็นผู้จัดทำข้อมูลกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2558 ได้จัดทำรายชื่อหลักทรัพย์จดทะเบียนที่น่าลงทุนในกลุ่ม ESG Emerging ปี 2565 ด้วยการคัดเลือกจาก 851 บริษัท/กองทุน/ทรัสต์เพื่อการลงทุน ทำการประเมินโดยใช้ข้อมูลที่เกี่ยวกับ ESG จาก 6 แหล่ง จำนวนกว่า 15,760 จุดข้อมูล

การพิจารณาคัดเลือกหลักทรัพย์ที่น่าลงทุนกลุ่ม ESG Emerging ในปีนี้ นับเป็นปีที่สามของการประเมิน โดยใช้ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ที่ปรากฏในการเปิดเผยข้อมูล การดำเนินงานที่สะท้อนปัจจัยด้าน ESG และความริเริ่มหรือลักษณะธุรกิจที่เกี่ยวโยงกับประเด็นด้าน ESG ซึ่งส่งผลต่อการเติบโตของรายได้ หรือการประหยัดต้นทุนของกิจการ ในรอบปีการประเมิน

ในปี 2565 นี้ สถาบันไทยพัฒน์ยังได้ริเริ่มรูปแบบการลงทุนที่เน้นปัจจัย ESG ผ่านกองทุนส่วนบุคคล Thaipat ESG Emerging Private Fund ที่คัดเลือกหลักทรัพย์จาก ESG Emerging Universe ตามเกณฑ์ประเมินด้าน ESG ของสถาบันไทยพัฒน์

โดยหลักทรัพย์ที่ใช้คำนวณราคาของหน่วยลงทุนในรอบปี 2565 คัดเลือกจากยูนิเวิร์สของกลุ่ม ESG Emerging (ปี 2563-2565) ประกอบด้วย 2S AIMRT AKP AP ASIAN AYUD BOL CKP ETC HL III IP LEO PAP PHOL PJW RBF RCL SA SCGP SEAOIL SELIC SFLEX SKR SMD SONIC SSP STARK STGT STI TNP TPIPL TVI UTP WICE YGG รวมทั้งสิ้นจำนวน 36 หลักทรัพย์*

Thaipat ESG Emerging Private Fund เป็นกองทุนส่วนบุคคลที่ให้น้ำหนักการลงทุนในหลักทรัพย์คุณภาพที่มีมูลค่าตลาดขนาดกลางและขนาดเล็ก และผ่านเกณฑ์ด้าน ESG โดยเป็นการลงทุนในแบบ Passive Strategy ที่อาศัยความเคลื่อนไหวของช่วงราคาที่กว้างกว่าหลักทรัพย์ขนาดใหญ่ และการปรับสัดส่วนการลงทุน (Rebalance) ทุก 3 เดือน ในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่สูงกว่าดัชนีอ้างอิงพื้นฐาน

กองทุนส่วนบุคคล Thaipat ESG Emerging Private Fund บริหารโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด โดยจากการทำข้อมูลจำลองการลงทุน (Back-testing) ผลตอบแทนของหลักทรัพย์กลุ่ม ESG Emerging ตั้งแต่ 30 มิถุนายน 2563 จนถึง 23 พฤษภาคม 2565 ให้ผลตอบแทนอยู่ที่ 43.3% เมื่อเทียบกับ SET TRI ที่ให้ผลตอบแทนอยู่ที่ 28.7%

สำหรับหลักทรัพย์กลุ่ม ESG Emerging ที่คัดเลือกนี้ จะใช้เป็นข้อมูลนำเข้าในการคำนวณดัชนี อีเอสจี ไทยพัฒน์ หรือ Thaipat ESG Index สำหรับใช้เป็นดัชนีเปรียบเทียบผลตอบแทนจากการลงทุน (Benchmark Index) และใช้เป็นดัชนีอ้างอิงสำหรับการลงทุนแก่บริษัทจัดการลงทุนที่มีการให้บริการผลิตภัณฑ์การลงทุนในธีม ESG โดยสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ S&P Dow Jones' Custom Indices

ผู้ลงทุนที่สนใจข้อมูลหลักทรัพย์จดทะเบียนในกลุ่ม ESG Emerging สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.esgemerging.com

* หมายเหตุ: การนำเสนอข้อมูลกลุ่มหลักทรัพย์จดทะเบียน ESG Emerging รวมถึงข้อมูลอื่นๆ ที่สถาบันไทยพัฒน์เป็นผู้ประเมิน เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้เป็นข้อมูลเท่านั้น ไม่ถือว่าเป็นคำแนะนำในการลงทุน หรือการเสนอซื้อเสนอขายใดๆ


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Saturday, May 21, 2022

11 ตัววัดด้านสิ่งแวดล้อมที่กิจการมีข้อมูลและตอบโจทย์ SDG

นับตั้งแต่ที่องค์การสหประชาชาติได้ประกาศเป้าหมายโลกว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) เมื่อปี ค.ศ.2015 สำหรับใช้เป็นทิศทางการพัฒนาโลกในกรอบระยะเวลา 15 ปี ภาคเอกชน ได้มีความตื่นตัวในฐานะที่เป็นภาคส่วนหนึ่งของสังคมโลก เข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนการพัฒนาเพื่อการบรรลุเป้าหมายโลก 17 ข้อ

ผมได้รับข้อคำถามจากองค์กรธุรกิจหลายแห่งที่มีความประสงค์จะร่วมตอบสนองต่อ SDGs อย่างจริงจัง ว่าจะเริ่มต้นและดำเนินการอย่างไร จึงจะถูกทิศถูกทาง ไม่ต้องเสียเวลาไปกับการลองผิดลองถูก และที่สำคัญ มีความแตกต่างจากองค์กรธุรกิจที่พูดถึง SDGs เพียงเพื่อการสร้างภาพลักษณ์หรือประชาสัมพันธ์

คำตอบที่ผมมีให้กับองค์กรธุรกิจที่ต้องการทำจริง และตอบโจทย์จริง มีอยู่สองคำตอบ คือ ข้อแรก ทำจริงผ่านกระบวนการทางธุรกิจ ในรูปแบบ SDG-in-process ที่ให้ผลต่อเนื่อง คือ ออกมาจากตัวธุรกิจ (ที่ดีมากกว่านั้น คือ มาจากธุรกิจแกนหลัก หรือ Core Business) ไม่ใช่ด้วยการสร้างโครงการหรือกิจกรรมรายครั้ง ซึ่งให้ผลเพียงครั้งเดียวต่อโครงการหรือกิจกรรมนั้น

ข้อที่สอง ตอบโจทย์ให้ทะลุไปที่ระดับตัวชี้วัด (Indicator-level) ที่เกี่ยวข้องกับกิจการ ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 231 ตัวที่ไม่ซ้ำกัน ไม่ใช่เพียงแค่โยงในระดับเป้าประสงค์ (Goal-level) เพราะมากกว่าครึ่งของการเปิดเผยข้อมูลของกิจการ พบว่า ไม่มีความสอดคล้องสัมพันธ์กันระหว่างสิ่งที่องค์กรดำเนินการ กับเป้าหมาย SDGs ที่เชื่อมโยงไปถึง เป็นเพียงความพยายามในการจัดให้เข้าพวก ด้วยชื่อหรือหัวข้อที่อนุมานเองว่าน่าจะมีความเกี่ยวโยงสัมพันธ์กัน แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่เชื่อมโยง มิได้ตอบโจทย์เป้าหมายตามจริง

ในบทความนี้ จะพูดถึง 11 ตัววัดด้านสิ่งแวดล้อม ที่กิจการสามารถรวบรวมข้อมูลได้จากกระบวนการทางธุรกิจที่ดำเนินอยู่แล้ว และสามารถใช้ตอบโจทย์ SDG ในระดับตัวชี้วัด

ตัววัดด้านสิ่งแวดล้อมทั้ง 11 ตัว นำมาจากเอกสาร Guidance on core indicators for entity reporting on contribution towards implementation of the Sustainable Development Goals ที่จัดทำขึ้นโดยคณะทำงานผู้ทรงคุณวุฒิระหว่างรัฐบาลด้านมาตรฐานระหว่างประเทศว่าด้วยการบัญชีและการรายงาน (ISAR) ตามแนวทางที่องค์การภายใต้สหประชาชาติให้ความเห็นชอบ ประกอบด้วย

-ปริมาณน้ำที่นำกลับมาใช้ซ้ำและที่ปรับสภาพเพื่อใช้ใหม่ (Water recycling and reuse)
-ประสิทธิภาพการใช้น้ (Water use efficiency)
-ความตึงตัวทางทรัพยากรน้ำ (Water stress)
-ปริมาณการเกิดของเสียที่ลดได้ (Reduction of waste generation)
-ปริมาณของเสียที่แปรสภาพเพื่อใช้ใหม่ ที่นำมาใช้ผลิตใหม่ และที่นำกลับมาใช้ซ้ำ (Waste reused, re-manufactured and recycled)
-ปริมาณของเสียอันตราย (Hazardous waste)
-ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (Greenhouse gas emissions: scope 1)
-ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (Greenhouse gas emissions: scope 2)
-ปริมาณสารเคมีและสารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน (Ozone-depleting substances and chemicals)
-อัตราส่วนการใช้พลังงานทดแทน (Renewable energy)
-ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy efficiency)

ทั้ง 11 ตัววัดสิ่งแวดล้อมข้างต้น กิจการสามารถใช้แสดงถึงการตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าที่ 6 น้ำสะอาดและการสุขาภิบาล (ตามตัวชี้วัด SDG ที่ 6.3.1, 6.4.1, 6.4.2) เป้าที่ 7 พลังงานสะอาดและราคาไม่แพง (ตามตัวชี้วัด SDG ที่ 7.2.1, 7.3.1) เป้าที่ 9 อุตสาหกรรม นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน (ตามตัวชี้วัด SDG ที่ 9.4.1) และเป้าที่ 12 การผลิตและการบริโภคที่รับผิดชอบ (ตามตัวชี้วัด SDG ที่ 12.4.2 และเป้าหมาย SDG ที่ 12.5 ตัวชี้วัด SDG ที่ 12.5.1)

นอกจากที่กิจการจะใช้ตัววัดเหล่านี้ในการตอบโจทย์ SDG ขององค์กรแล้ว ยังสามารถส่งต่อให้รัฐบาลรวบรวมเป็นข้อมูลการบรรลุ SDG ของประเทศ ในระดับตัวชี้วัด ได้อย่างเป็นระบบและคล้องจองกันอีกด้วย

สำหรับรายละเอียดของ 11 ตัววัดด้านสิ่งแวดล้อม สถาบันไทยพัฒน์ได้ทำการแปลจากเอกสารแนวทางฉบับที่ ISAR จัดทำขึ้น และเผยแพร่ไว้ในหนังสือ Corporate SDG Impact: From Purpose to Performance ซึ่งผู้ที่สนใจศึกษาเพิ่มเติม สามารถดาวน์โหลดได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ที่เว็บไซต์ https://thaipat.org


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Saturday, May 07, 2022

8 ตัววัดด้านเศรษฐกิจที่กิจการมีข้อมูลและตอบโจทย์ SDG

นับตั้งแต่ที่องค์การสหประชาชาติได้ประกาศเป้าหมายโลกว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) เมื่อปี ค.ศ.2015 สำหรับใช้เป็นทิศทางการพัฒนาโลกในกรอบระยะเวลา 15 ปี ภาคเอกชน ได้มีความตื่นตัวในฐานะที่เป็นภาคส่วนหนึ่งของสังคมโลก เข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนการพัฒนาเพื่อการบรรลุเป้าหมายโลก 17 ข้อ

ผมได้รับข้อคำถามจากองค์กรธุรกิจหลายแห่งที่มีความประสงค์จะร่วมตอบสนองต่อ SDGs อย่างจริงจัง ว่าจะเริ่มต้นและดำเนินการอย่างไร จึงจะถูกทิศถูกทาง ไม่ต้องเสียเวลาไปกับการลองผิดลองถูก และที่สำคัญ มีความแตกต่างจากองค์กรธุรกิจที่พูดถึง SDGs เพียงเพื่อการสร้างภาพลักษณ์หรือประชาสัมพันธ์

คำตอบที่ผมมีให้กับองค์กรธุรกิจที่ต้องการทำจริง และตอบโจทย์จริง มีอยู่สองคำตอบ คือ ข้อแรก ทำจริงผ่านกระบวนการทางธุรกิจ ในรูปแบบ SDG-in-process ที่ให้ผลต่อเนื่อง คือ ออกมาจากตัวธุรกิจ (ที่ดีมากกว่านั้น คือ มาจากธุรกิจแกนหลัก หรือ Core Business) ไม่ใช่ด้วยการสร้างโครงการหรือกิจกรรมรายครั้ง ซึ่งให้ผลเพียงครั้งเดียวต่อโครงการหรือกิจกรรมนั้น

ข้อที่สอง ตอบโจทย์ให้ทะลุไปที่ระดับตัวชี้วัด (Indicator-level) ที่เกี่ยวข้องกับกิจการ ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 231 ตัวที่ไม่ซ้ำกัน ไม่ใช่เพียงแค่โยงในระดับเป้าประสงค์ (Goal-level) เพราะมากกว่าครึ่งของการเปิดเผยข้อมูลของกิจการ พบว่า ไม่มีความสอดคล้องสัมพันธ์กันระหว่างสิ่งที่องค์กรดำเนินการ กับเป้าหมาย SDGs ที่เชื่อมโยงไปถึง เป็นเพียงความพยายามในการจัดให้เข้าพวก ด้วยชื่อหรือหัวข้อที่อนุมานเองว่าน่าจะมีความเกี่ยวโยงสัมพันธ์กัน แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่เชื่อมโยง มิได้ตอบโจทย์เป้าหมายตามจริง

ในบทความนี้ จะพูดถึง 8 ตัววัดด้านเศรษฐกิจ ที่กิจการมีข้อมูล เพราะได้ดำเนินการอยู่แล้วในกระบวนการทางธุรกิจ และสามารถใช้ตอบโจทย์ SDG ในระดับตัวชี้วัดอีกด้วย

ตัววัดด้านเศรษฐกิจทั้ง 8 ตัว นำมาจากเอกสาร Guidance on core indicators for entity reporting on contribution towards implementation of the Sustainable Development Goals ที่จัดทำขึ้นโดยคณะทำงานผู้ทรงคุณวุฒิระหว่างรัฐบาลด้านมาตรฐานระหว่างประเทศว่าด้วยการบัญชีและการรายงาน (ISAR) ตามแนวทางที่องค์การภายใต้สหประชาชาติให้ความเห็นชอบ ประกอบด้วย

ยอดรายได้ (Revenue) คือ การเพิ่มขึ้นของประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในรอบระยะเวลาบัญชีในรูปของกระแสรับเข้าของสินทรัพย์ หรือการเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์ หรือการลดลงของหนี้สิน ซึ่งส่งผลให้ส่วนของเจ้าของเพิ่มขึ้น โดยไม่รวมถึงส่วนทุนที่ได้รับจากผู้มีส่วนร่วมในส่วนของเจ้าของ

มูลค่าเพิ่ม (Value added) คือ ส่วนต่างระหว่างรายได้และต้นทุนค่าวัสดุ สินค้าและบริการ หรืออีกนัยหนึ่ง คือ ความมั่งคั่งที่กิจการสามารถสร้างและกระจายในหมู่ผู้มีส่วนได้เสีย (พนักงาน เจ้าหนี้ องค์การของรัฐ ผู้ถือหุ้น) โดยคำนวณจาก มูลค่าเศรษฐกิจทางตรง (ยอดรายได้ + รายได้อื่น) หักด้วยมูลค่าเศรษฐกิจที่จำหน่ายออก (ต้นทุนการดำเนินงาน + ค่าจ้างและสวัสดิการพนักงาน เงินที่ชำระแก่เจ้าของเงินทุน + เงินที่ชำระแก่รัฐ + การลงทุนในชุมชน)

มูลค่าเพิ่มสุทธิ (Net value added) คือ ตัวเลขที่นำค่าเสื่อมราคา (Depreciation) มาหักออกจากมูลค่าเพิ่ม โดยจะหักเฉพาะค่าเสื่อมราคา ซึ่งคำนวณจากสินทรัพย์ที่จับต้องได้ เช่น ที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ มิได้นำค่าตัดจำหน่าย (Amortization) ซึ่งคำนวณจากสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ เช่น สิทธิการเช่า ลิขสิทธิ์ มาหักออกด้วย

ภาษีและเงินอื่นที่จ่ายให้แก่รัฐ (Taxes and other payments to the Government) คือ ยอดภาษี ที่รวมถึงภาษีเงินได้ ภาษีทรัพย์สิน ภาษีมูลค่าเพิ่ม ฯลฯ ค่าปรับ ค่าฤชาธรรมเนียม ค่าสิทธิ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่จ่ายแก่รัฐ ทั้งนี้ ไม่รวมถึงค่าใช้จ่ายในการเข้าครอบครองทรัพย์สินของรัฐ (เช่น การเข้าซื้อกิจการรัฐวิสาหกิจ) เบี้ยปรับและเงินเพิ่มที่เกิดจากมาตรการลงโทษที่มิได้เกี่ยวกับการชำระภาษีอากร (เช่น การปล่อยมลภาวะด้านสิ่งแวดล้อม)

การลงทุนสีเขียว (Green investment) คือ ยอดการลงทุนทางตรงและทางอ้อมด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งในแง่ของการป้องกัน การลด และการขจัดมลภาวะและการเสื่อมสภาพของสิ่งแวดล้อมในรูปแบบอื่น ซึ่งหมายรวมถึง การผลิตพลังงานไฟฟ้าและยานพาหนะที่ใช้คาร์บอนต่ำ โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การควบคุมมลพิษ การแปรสภาพเพื่อใช้ใหม่ การจัดการของเสียและการนำกลับมาใช้ประโยชน์ในรูปของทรัพยากรใหม่หรือแปรรูปเป็นพลังงานทดแทน (Waste of Energy) รวมถึงเทคโนโลยีอื่นใดที่ช่วยในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ไม่รวมถึงการลงทุนที่เป็นความจำเป็นด้านเทคนิคและเป็นไปตามข้อกำหนดภายในที่เกี่ยวกับสุขอนามัย ความปลอดภัย และความมั่นคงของกิจการ

การลงทุนชุมชน (Community investment) คือ ยอดการบริจาคและการลงทุนในชุมชนแก่ผู้ได้รับประโยชน์กลุ่มเป้าหมายที่อยู่ภายนอกกิจการ หมายรวมถึง การลงทุนในสิ่งปลูกสร้างที่อยู่นอกเหนือธุรกิจหลักของกิจการ (เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล สำหรับแรงงานและครอบครัว) ทั้งนี้ ไม่รวมถึงการลงทุนหรือธุรกรรมในเชิงพาณิชย์และที่กฎหมายกำหนด ซึ่งมีเจตจำนงที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของกิจการในทางธุรกิจ (เช่น การสร้างถนนหนทางเข้าสู่โรงงาน)

ยอดรายจ่ายรวมในการวิจัยและพัฒนา (Total expenditures on research and development) คือ รายจ่ายด้านการวิจัยทั้งที่เป็นงานแรกเริ่มและงานตามแผนเพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้และความเข้าใจใหม่ในเชิงเทคนิคและเชิงวิทยาศาสตร์ (เรียกว่า รายจ่ายการวิจัย อาทิ รายจ่ายการทดลองเพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ใหม่ในการพัฒนาวัคซีนของกิจการในเภสัชอุตสาหกรรม) รวมถึงการประยุกต์ข้อค้นพบในการวิจัยหรือความรู้อื่นใดในการวางแผนและออกแบบซึ่งนำไปสู่การปรับปรุงพัฒนาวัสดุ อุปกรณ์ ผลิตภัณฑ์ กระบวนการ ระบบ หรือบริการ ก่อนเริ่มต้นผลิตหรือใช้ในเชิงพาณิชย์ (เรียกว่า รายจ่ายการพัฒนา อาทิ การออกแบบ การสร้าง และการทดลองตัวแบบรถยนต์ในขั้นตอนเตรียมการก่อนการผลิตของกิจการในอุตสาหกรรมยานยนต์)

ร้อยละของการจัดหาท้องถิ่น (Percentage of local procurement) คือ สัดส่วนการใช้จ่ายที่มีต่อผู้ส่งมอบท้องถิ่นของกิจการ ที่แสดงถึงขอบเขตความเกี่ยวโยงของกิจการกับเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยเกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณาควรระมัดระวังมิให้เกิดข้อกังขาในแง่ของการกีดกันทางการค้ากับผู้ส่งมอบต่างถิ่น และในทางกลับกัน ผู้ส่งมอบซึ่งมีแหล่งที่ตั้งอยู่ในท้องถิ่น อาจเป็นผู้จัดหาสินค้าจากแหล่งภายนอกที่มิได้มาจากท้องถิ่น

ทั้ง 8 ตัววัดเศรษฐกิจข้างต้น กิจการสามารถใช้แสดงถึงการตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าที่ 7 พลังงานสะอาดและราคาไม่แพง (ตามตัวชี้วัด SDG ที่ 7.b.1) เป้าที่ 8 งานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ (ตามตัวชี้วัด SDG ที่ 8.2.1) เป้าที่ 9 อุตสาหกรรม นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน (ตามตัวชี้วัด SDG ที่ 9.3.1, 9.4.1, 9.5.1 และเป้าหมาย SDG ที่ 9.b) และเป้าที่ 17 การเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเพื่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (ตามตัวชี้วัด SDG ที่ 17.1.2 และ 17.17.1)

นอกจากที่กิจการจะใช้ตัววัดเหล่านี้ในการตอบโจทย์ SDG ขององค์กรแล้ว ยังสามารถส่งต่อให้รัฐบาลรวบรวมเป็นข้อมูลการบรรลุ SDG ของประเทศ ในระดับตัวชี้วัด ได้อย่างเป็นระบบและคล้องจองกันอีกด้วย


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Saturday, April 23, 2022

การสื่อสารเรื่องก๊าซเรือนกระจก สำคัญต่อธุรกิจวิถียั่งยืน

ช่วงนี้ จะเป็นฤดูของการเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานขององค์กรธุรกิจในรอบปีที่ผ่านมา ทั้งที่เป็นข้อมูลทางการเงินที่จะเผยแพร่อยู่ในรายงานประจำปี (Annual Report) เป็นหลัก และข้อมูลที่มิใช่ตัวเลขทางการเงินทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ที่จะเผยแพร่อยู่ในรายงานแห่งความยั่งยืน (Sustainability Report) เป็นหลัก

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ข้อมูลผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งปรากฎการณ์โลกร้อนและโลกรวน ได้กลายเป็นประเด็นที่ผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียของกิจการ ให้ความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมากในปัจจุบัน ในแง่ที่ว่าการดำเนินธุรกิจของบริษัทที่ลงทุน มีวิธีบริหารจัดการกับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในส่วนที่องค์กรเป็นผู้ก่อผลกระทบนั้นมากน้อยเพียงใด และอย่างไร

โดยหนึ่งในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่ผู้ลงทุนมีการเรียกดูข้อมูล และเป็นเหมือนภาคบังคับที่องค์กรต้องเปิดเผย ได้แก่ ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emissions) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนและโลกรวน

ในบทความนี้ จะมาขยายความถึงสิ่งที่ผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียของกิจการต้องการเพื่อนำไปเป็นข้อมูลในการประกอบการตัดสินใจลงทุนหรือใช้กำหนดท่าทีต่อการร่วมงาน กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ เป็นข้อมูลที่องค์กรต้องเปิดเผยในฐานะที่เป็นประเด็นสาระสำคัญ (Material Topics) ของกิจการ

กิจกรรมที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกขององค์กร สามารถจำแนกออกได้เป็น 3 ขอบเขต คือ กิจกรรมที่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงจากการดำเนินงานขององค์กร (Direct Emissions) ในขอบเขตที่ 1 (Scope 1) กิจกรรมที่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (Energy Indirect Emissions) ในขอบเขตที่ 2 (Scope 2) และกิจกรรมที่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่น ๆ (Other Indirect Emissions) ในขอบเขตที่ 3 (Scope 3)

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 1 เป็นก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกิจกรรมภายในองค์กร ที่กิจการเป็นเจ้าของหรือควบคุมแหล่งกำเนิดของก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้น อาทิ ก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการเผาไหม้แบบอยู่กับที่ (Stationary Combustion) ก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการเผาไหม้แบบที่มีการเคลื่อนที่ (Mobile Combustion) ก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกระบวนการในอุตสาหกรรมจำเพาะ (เช่น ซีเมนต์ เหล็กและเหล็กกล้า แอมโมเนีย) (Process Emissions) และก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการรั่วไหล (Fugitive Emissions)

การแสดงตัวเลขปริมาณก๊าซเรือนกระจกทางตรงที่กิจการปล่อย ควรจำแนกตามหน่วยธุรกิจ แหล่งดำเนินงาน ประเทศ ชนิดแหล่งกำเนิดก๊าซเรือนกระจก (แบบอยู่กับที่ แบบที่มีการเคลื่อนที่ กรณีที่เกิดจากกระบวนการผลิต กรณีที่เกิดจากการรั่วไหล) และชนิดกิจกรรม

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 2 เป็นก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการใช้พลังงานที่มาจากแหล่งพลังงานทุติยภูมิ (Secondary Energy) ที่กิจการซื้อหรือจัดหามาจากแหล่งภายนอก การปล่อย “ทางอ้อม” ตามความหมายนี้ เป็นผลพวงมาจากความต้องการใช้พลังงานของกิจการ โดยอาศัยแหล่งกำเนิดของก๊าซเรือนกระจกที่กิจการอื่นเป็นเจ้าของหรือเป็นผู้ควบคุม (เช่น ผู้ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า)

กิจการหลายแห่ง มีตัวเลขการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 2 (ทางอ้อม) โดยการซื้อพลังงานไฟฟ้ามาใช้ ในปริมาณที่สูงกว่าตัวเลขการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 1 (ทางตรง) มาก และเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ตัวเลขก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการใช้พลังงานไฟฟ้าและความร้อน สูงเป็นอันดับสามของโลก

การคำนวนตัวเลขการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 2 แนะนำให้ใช้เอกสารมาตรฐาน GHG Protocol Scope 2 Guidance สำหรับกิจการ โดยคำนวณค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ด้วยการใช้ตัวเลขข้อมูลการใช้พลังงานในกิจกรรม (Activity Data) คูณกับค่าตัวประกอบการปล่อย (Emission Factor)

ตัวเลขการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 1 และขอบเขตที่ 2 ให้แสดงปริมาณเป็นค่าสัมบูรณ์ (Absolute) และรายงานในหน่วยตัน (หรือกิโลกรัม) ของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ส่วนการคำนวณปริมาณก๊าซเรือนกระจกโดยการปรับบรรทัดฐาน (Normalize) ให้หารด้วยมูลค่าเพิ่มสุทธิ (ที่มีหน่วยเป็นบาท) ในรอบการรายงานเดียวกัน โดยมีหน่วยที่รายงานเป็น ตัน (หรือกิโลกรัม) ของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อบาท

การที่ให้มีการคำนวณโดยปรับบรรทัดฐานให้มีหน่วยเป็นตัน (หรือกิโลกรัม) ของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อบาท ก็เพื่อให้กิจการสามารถนำไปรายงานเพื่อตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ตัวชี้วัดที่ 9.4.1 ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วยมูลค่าเพิ่ม ตามเป้าหมายที่ 9 (อุตสาหกรรม นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน) ได้ด้วย

ทั้งนี้ กิจการควรแสดงความเปลี่ยนแปลงหรือความคืบหน้าในการดำเนินการตามตัวชี้วัด ด้วยการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานในรอบการรายงานปัจจุบัน (t) เทียบกับผลการดำเนินงานในรอบการรายงานก่อนหน้า (t-1) เพื่อเฝ้าติดตามระดับความก้าวหน้าในการดำเนินงานของกิจการระหว่างรอบการรายงาน

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 3 เป็นก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกิจกรรมต่างๆ นอกเหนือจากที่ระบุในขอบเขตที่ 1 และ 2 ซึ่งสามารถตรวจวัดปริมาณก๊าซได้ โดยการเปิดเผยข้อมูลในขอบเขตที่ 3 ขึ้นอยู่กับองค์กร ไม่ถือเป็นข้อบังคับ ตัวอย่างของกิจกรรมในขอบเขตนี้ ได้แก่ การเผาไหม้เชื้อเพลิงจากการเดินทางด้วยยานพาหนะส่วนตัวหรือระบบขนส่งสาธารณะเพื่อการทำงานของบุคลากร การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากการใช้ผลิตภัณฑ์หรือบริการ เช่น การใช้น้ำประปา วัสดุสำนักงานภายในองค์กร การใช้พลังงานไฟฟ้าทางอ้อมของบ้านพักพนักงาน ฯลฯ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากการขนส่งผลิตภัณฑ์ วัตถุดิบ คนงาน หรือกระบวนการจัดการกากของเสีย การบำบัดน้ำเสียโดยหน่วยงานภายนอก การเผาไหม้เชื้อเพลิงเพื่อการหุงต้มจากกิจกรรมการประกอบอาหารภายในโรงอาหารที่เกิดจากการจ้างเหมาบริการ เป็นต้น

จากการสำรวจข้อมูลสถานภาพความยั่งยืนของกิจการ จำนวน 758 ราย ในปี 2564 โดยสถาบันไทยพัฒน์ ที่เผยแพร่ไว้ในรายงาน The State of Corporate Sustainability in 2021 พบว่า มีกิจการที่เปิดเผยข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จำนวน 120 ราย คิดเป็น 15.83% หรือประมาณ 1 ใน 6 ของกิจการทั้งหมดที่ทำการสำรวจ

เป็นโอกาสที่กิจการในไทย จะยกระดับการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว ซึ่งเป็นที่ต้องการของทั้งผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้เสีย ให้สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุนและใช้ดึงดูดให้เกิดการร่วมทำงานกับกิจการ เพื่อสร้างให้เกิดประโยชน์ทั้งทางธุรกิจและแก่สิ่งแวดล้อมควบคู่ไปพร้อมกัน


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Saturday, April 09, 2022

บอกผู้คนและโลกอย่างไร ว่าองค์กรเรายั่งยืน

ทุกๆ กิจการในวันนี้ ต่างก็พยายามขับเคลื่อนและสื่อสารเรื่องความยั่งยืนให้สังคมได้รับทราบ แต่การที่สังคมจะรับสารที่องค์กรสื่อ ได้ตรงตามเจตนารมณ์หรือไม่นั้น นอกจากความสามารถในการสื่อสารแล้ว ตัวสารเอง จะมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการสื่อสาร และเป็นความท้าทายของทุกกิจการ ที่มักประสบกับคำถามที่ว่า แล้วเนื้อหาที่จะสื่อสารออกไปมีลักษณะหน้าตาเป็นอย่างไร

ในที่นี้ เมื่อเราพูดถึงความยั่งยืนของกิจการ จะหมายถึง การดำเนินงานหรือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการบรรลุวิสัยทัศน์และพันธกิจขององค์กร เป็นการผนวกเรื่องความยั่งยืนเข้ากับธุรกิจที่ส่งผลโดยตรงต่อการประกอบการทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

และในวิถีของธุรกิจ ปัจจัยความยั่งยืนที่ว่านั้น จะต้องส่งผลใน 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1) การเติบโตของรายได้ จากผลิตภัณฑ์ บริการ และ/หรือ กลยุทธ์ที่ใช้เรื่องความยั่งยืนเป็นฐานในการพัฒนา 2) การประหยัดต้นทุน จากการดำเนินงานปรับปรุงผลิตภาพที่ขับเคลื่อนด้วยความริเริ่มด้านความยั่งยืน และ 3) การจัดการความเสี่ยงที่เกี่ยวเนื่องกับความยั่งยืน ซึ่งสามารถส่งผลกระทบต่อผลประกอบการขององค์กรอย่างมีนัยสำคัญ

ในแง่ของการเติบโต (Growth) เนื้อหาที่ควรพิจารณานำมาสื่อสาร คือ การจำแนกประเภทรายได้ที่มาจากผลิตภัณฑ์และบริการที่ใช้ประโยชน์จากความยั่งยืน เช่น ธุรกิจยานยนต์ อาจจะมีการแยกหมวดรายได้จากยอดขายรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทั่วไปกับรถยนต์ไฟฟ้า ธุรกิจประกอบชิ้นส่วนหรืออะไหล่รถยนต์ อาจมีการแยกยอดจำหน่ายชิ้นส่วนหรืออะไหล่ระหว่างรถยนต์ทั่วไปกับรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ธุรกิจอาหารที่แปรรูปจากผลิตผลทางการเกษตร อาจมีการจัดหมวดรายได้แยกระหว่างอาหารที่มาจากวัตถุดิบทั่วไปกับวัตถุดิบที่เป็นออร์แกนิก ธุรกิจการเงินการลงทุน อาจมีการแบ่งประเภทรายได้จากการลงทุนในแบบทั่วไปกับการลงทุนที่ยั่งยืน หรือการปล่อยสินเชื่อปกติกับสินเชื่อเพื่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภค อาจจัดประเภทรายได้ที่มาจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลกับการใช้พลังงานทางเลือก ธุรกิจวัสดุก่อสร้าง อาจมีการจำแนกรายได้ที่มาจากสายผลิตภัณฑ์ปกติกับสายผลิตภัณฑ์ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย เป็นต้น

ทั้งนี้ กิจการแต่ละแห่ง สามารถกำหนดวิธีการจำแนกประเภทตามบริบทการดำเนินงานขององค์กรและระบบนิเวศทางธุรกิจ ที่สอดคล้องกับกลยุทธ์ธุรกิจที่ยั่งยืนของตน โดยคำนึงถึงแนวโน้มและอุปสงค์ของตลาด รวมถึงค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนาสำหรับการตอบสนองต่อการเติบโตของรายได้จากการใช้ประโยชน์จากความยั่งยืน

การพิจารณาเรื่องการเติบโต มีความเหมาะสมกับกิจการที่มีหลายสายหรือหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์ ที่เปิดโอกาสให้มีการปรับเปลี่ยน (Transition) ผลิตภัณฑ์เดิมไปสู่ผลิตภัณฑ์อันมีคุณลักษณะที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนเพิ่มขึ้น โดยมีตัววัดด้านการเติบโตของรายได้ เป็นหลักกิโลที่บ่งบอกถึงความคืบหน้าในขนาด (Scale) และฝีก้าว (Pace) ของการปรับเปลี่ยน

สำหรับกิจการที่ได้พัฒนามาถึงจุดที่ผลิตภัณฑ์และบริการส่วนใหญ่หรือทั้งหมดตอบโจทย์เรื่องความยั่งยืนแล้ว การวิเคราะห์ดังกล่าว จะช่วยในการระบุปัจจัยเพิ่มเติมอื่นๆ ที่มีต่อการเติบโตของรายได้ อาทิ ความสำเร็จของแผนงานขององค์กรหรือแผนงานที่องค์กรให้การสนับสนุน ในการนำผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาด หรือการเข้าถึงตลาด/กลุ่มเป้าหมายที่ยังมิได้รับการตอบสนอง ด้วยตัววัดอย่างเช่น ร้อยละของรายรับที่มาจากตลาดเกิดใหม่ ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อความสำเร็จของการดำเนินกลุยทธ์การเติบโตโดยรวมของกิจการเช่นกัน

ในแง่ของการประเมินผลิตภาพ (Productivity) จำต้องอาศัยข้อมูลที่เก็บรวบรวมจากหลายฝ่ายทั่วทั้งองค์กร มิใช่ตัวเลขของการประหยัดต้นทุนจากโครงการใดโครงการหนึ่ง ผู้ลงทุนไม่อาจประเมินขนาดหรือขอบเขตจากตัวเลขโครงการ และอนุมานว่า คือ กลยุทธ์องค์กรที่เป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญต่อการปรับปรุงโครงสร้างต้นทุน ความท้าทายหลักของกิจการอยู่ที่ความสามารถในการระบุรายการดำเนินการที่สอดคล้องกับที่ผู้ลงทุนใช้ในการวิเคราะห์ประเด็นโครงสร้างต้นทุน รวมทั้งการตอบคำถามถึงค่าใช้จ่ายที่กิจการลดได้เมื่อพิจารณาผลลัพธ์รวมจากแผนงานหรือความริเริ่มด้านความยั่งยืนในรอบปี

กิจการสามารถนำระบบงานการวางแผนทรัพยากรองค์กร (ERP) มาช่วยในการรวบรวมข้อมูลต้นทุนที่ประหยัดได้ทั่วทั้งองค์กร และใช้ช่วยฝ่ายบริหารในการปรับปรุงผลิตภาพ อย่างไรก็ดี แม้ว่าผู้ลงทุนจะสนใจตัวเลขอย่างเช่น ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ของบริษัทที่เข้าลงทุน แต่ปัจจัยอย่างเช่น การจัดหาและรักษาบุคลากรที่มีความสามารถให้คงอยู่กับองค์กร อาจมิใช่ปัจจัยที่เป็นประเด็นสาระสำคัญ (Material) ที่ส่งผลโดยตรง หรืออีกนัยหนึ่ง ถูกจัดว่าเป็นปัจจัยขับเคลื่อนทางอ้อม ซึ่งยากต่อการประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นในบรรทัดสุดท้ายของกิจการ

ในแง่ของการจัดการความเสี่ยง (Risk Management) ความท้าทายของการสื่อสาร คือ การเลือกรายการความเสี่ยงที่ถูกคัดกรองจากบรรดาความเสี่ยงที่สำคัญๆ ทั้งหมดของกิจการ ซึ่งอาจมีจำนวนมาก ให้เหลือเฉพาะรายการที่จำเป็นต้องติดตามและรายงาน โดยอาศัยเกณฑ์ระดับความวิกฤต ความควรจะเป็น และความมีนัยสำคัญที่เป็นได้ ขณะที่ผู้ลงทุนจะให้น้ำหนักของการจัดการความเสี่ยงด้านความยั่งยืน ในบริบทที่ความเสี่ยงนั้นมีศักยภาพในการส่งผลกระทบต่อรายได้ ความสามารถในการทำกำไร และ/หรือชื่อเสียงที่ส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อมายังบรรทัดแรก (ยอดขาย) และบรรทัดสุดท้าย (กำไร) ของกิจการ

ข้อพิจารณาสำหรับความเสี่ยงที่เป็นประเด็นเฉพาะ อาทิ ประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน กิจการอาจจำเป็นต้องนำแนวทางหรือมาตรฐานเฉพาะเรื่อง เช่น หลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน (UN Guiding Principles on Business and Human Rights) ที่ให้เกณฑ์ระดับความรุนแรงของผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน ด้วยการพิจารณาขนาด (น้ำหนักผลกระทบ) ขอบเขต (จำนวนผู้ได้รับผลกระทบ) และสภาพความเสียหายซึ่งไม่อาจเยียวยาได้ เป็นต้น

แนวโน้มของโลกที่ให้ความสนใจต่อประเด็นความยั่งยืน ทั้งในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แรงกดดันจากกฎระเบียบ ทัศนคติและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้กลยุทธ์ธุรกิจที่ยั่งยืนมีบทบาทสำคัญเพิ่มมากขึ้นจากนี้ไป การหยิบฉวยโอกาสของกิจการ สามารถทำได้โดยการขับเคลื่อนธุรกิจด้วยการใช้ประเด็นความยั่งยืนทั้งที่ดำเนินการอยู่และที่เห็นโอกาสในการดำเนินการ พร้อมทั้งสื่อสารสู่ภายนอกในภาษาที่บุคคลทั่วไปและผู้ลงทุนเข้าใจได้ง่าย และหากกิจการสามารถสื่อสารถึงข้อได้เปรียบจากการดำเนินกลยุทธ์ภายใต้แนวโน้มที่เกิดขึ้น ผู้ลงทุนย่อมให้คุณค่าส่วนเพิ่ม (Premium) แก่กิจการที่นำล้ำหน้ากิจการอื่น ท่ามกลางกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Saturday, March 26, 2022

พิสูจน์ "ความยั่งยืน" ผ่านข้อมูล "ESG"

สาเหตุที่ภาคธุรกิจนิยมจัดทำและเผยแพร่รายงานแห่งความยั่งยืน (Sustainability Report) ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา มิใช่เพียงเพราะเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการเปิดเผยข้อมูลด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม สำหรับสื่อสารกับผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และพร้อมต่อการตรวจสอบซักถามเท่านั้น

แต่รายงานแห่งความยั่งยืนยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการปรับปรุงการดำเนินงานในทั้งสามด้านได้อย่างเป็นระบบ โดยมีตัวบ่งชี้การดำเนินงาน และแนวการบริหารจัดการที่ชัดเจน ตามหลักการที่ว่า “เรื่องที่วัดผลได้ยาก จะบริหารจัดการได้ยาก” (You can’t manage what you can’t measure)

การที่รายงานแห่งความยั่งยืนได้รับการตอบรับอย่างกว้างขวาง เนื่องเพราะเป็นการให้ข้อมูลที่สะท้อนผลการดำเนินงานที่มิใช่ตัวเลขทางการเงิน (Non-financial Disclosure) ได้อย่างเป็นระเบียบแบบแผน ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่บ่งชี้ถึงโอกาสและความเสี่ยง รวมทั้งขีดความสามารถขององค์กรที่มีต่อผลประกอบการในอนาคตของกิจการ นอกเหนือจากข้อมูลที่ได้รับจากรายงานประจำปีในแบบเดิม ซึ่งเป็นข้อมูลที่บ่งบอกถึงความสามารถขององค์กรและผลประกอบการที่ผ่านมาในอดีตของกิจการ

ความแตกต่างสำคัญระหว่างรายงานทั้งสองฉบับอยู่ตรงที่ ประการแรก รายงานแห่งความยั่งยืน มุ่งเป้าหมายไปยังกลุ่มผู้ใช้รายงาน (Target Audience) ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholders) ในทุกกลุ่ม ตั้งแต่ภาคประชาสังคมจนถึงกลุ่มผู้ลงทุน ขณะที่รายงานประจำปีในรูปแบบเดิม จะเน้นการเปิดเผยข้อมูลที่เอื้อประโยชน์กับกลุ่มผู้ลงทุน (Investors) เป็นหลัก

ด้วยเหตุที่กลุ่มผู้ใช้รายงานแต่ละกลุ่ม มีความคาดหวังหรือมีความสนใจในข้อมูลที่เปิดเผยไม่เหมือนกัน จึงนำมาสู่ความแตกต่างประการที่สอง คือ สารัตถภาพ (Materiality) หรือสาระสำคัญของข้อมูลที่นำมาเปิดเผย โดยในรายงานแห่งความยั่งยืน จะให้องค์กรพิจารณานัยสำคัญของผลกระทบที่เกิดจากองค์กร (ด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม) โดยวิเคราะห์เทียบกับอิทธิพลต่อการประเมินและตัดสินใจของผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อให้ได้ประเด็นที่มีสาระสำคัญ (Material Topics) มาบรรจุไว้ในรายงาน หลังจากการสานสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นได้ทั้งพนักงาน เจ้าของกิจการ ผู้ส่งมอบ ผู้จัดจำหน่าย ชุมชนที่อยู่รายรอบแหล่งดำเนินงาน ผู้ลงทุน เจ้าหนี้ ลูกค้า ฯลฯ

ขณะที่ รายงานประจำปีในรูปแบบเดิม จะพิจารณาสาระสำคัญของข้อมูลที่นำมาเปิดเผย จากสิ่งที่เกี่ยวเนื่องและสำคัญซึ่งส่งอิทธิพลต่อการประเมินของผู้ลงทุน ว่ามีผลกระทบกับความสามารถต่อการสร้างคุณค่าให้กับกิจการ ซึ่งในการวิเคราะห์นี้ จะได้มาซึ่งประเด็นนัยสำคัญทางการเงิน (Financially Material Topics) ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้ลงทุนหรือเจ้าของเงินทุน


ทำให้ในปัจจุบัน กิจการที่ต้องการสื่อสารถึงผลการดำเนินงานขององค์กรทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ไปยังกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง จึงเลือกที่จะจัดทำรายงานแห่งความยั่งยืน เพิ่มเติมจากรายงานประจำปีในรูปแบบเดิม (หรือใช้วิธีผนวกข้อมูล ESG และข้อมูลทางการเงินรวมไว้ในรายงานฉบับเดียวกัน)

ในความเป็นจริง มีกิจการอีกจำนวนมากที่คงเปิดเผยข้อมูลโดยใช้การรายงานประจำปีในแบบเดิม โดยยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับข้อมูล ESG เลยทำให้องค์กรไม่สามารถกำหนดตัวบ่งชี้การดำเนินงาน ไม่มีการติดตามวัดผล รวมถึงไม่มีการบริหารจัดการในประเด็นสำคัญเหล่านั้น ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการนำองค์กรไปสู่ความยั่งยืน และการสร้างคุณค่าในระยะยาว

นอกจากนี้ กิจการยังสูญเสียโอกาสต่อการเข้าถึงเม็ดเงินลงทุนที่ถูกบริหารจัดการภายใต้หลักการลงทุนที่ยั่งยืน ซึ่งจากการสำรวจของแมคคินซี่และกลุ่มพันธมิตรการลงทุนที่ยั่งยืนระดับสากล (Global Sustainable Investment Alliance: GSIA) ระบุว่า ตัวเลขการลงทุนในสินทรัพย์โดยใช้ปัจจัย ESG ทั่วโลก มีอัตราเพิ่มขึ้นจาก 22.8 ล้านล้านเหรียญ ในปี ค.ศ.2016 ขยับขึ้นมาเป็น 30.6 ล้านล้านเหรียญ ในปี ค.ศ.2018 และมาอยู่ที่ 37.8 ล้านล้านเหรียญ ในปี ค.ศ.2020

และคาดการณ์ว่า จะมีมูลค่าสูงถึง 53 ล้านล้านเหรียญ ในปี ค.ศ.2025 คิดเป็นร้อยละ 37.72 หรือมากกว่าหนึ่งในสามของสินทรัพย์การลงทุนทั้งหมดที่ 140.5 ล้านล้านเหรียญ

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในวันนี้ กิจการที่ขึ้นชื่อว่าดำเนินธุรกิจด้วยวิถียั่งยืน จำเป็นต้องเปิดเผยทั้งข้อมูลที่มีนัยสำคัญทางการเงิน แล้วสื่อสารให้แก่กลุ่มผู้ลงทุน และข้อมูลความยั่งยืนที่เป็นผลมาจากการทดสอบสารัตถภาพ แล้วสื่อสารให้แก่กลุ่มผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง ผ่านช่องทางที่เหมาะสมในแต่ละกลุ่มผู้มีส่วนได้เสีย

เพราะบรรทัดสุดท้ายของการรายงาน คือ ความโปร่งใสพร้อมรับการตรวจสอบที่ต้องสร้างให้เกิดความเชื่อมั่นต่อผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียโดยรวม ตลอดจนการปรับปรุงการดำเนินงานโดยใช้การรายงานเป็นเครื่องมือที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในวิถีของการพัฒนาที่ยั่งยืน และการสร้างคุณค่าให้แก่กิจการควบคู่ไปพร้อมกัน


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Saturday, March 12, 2022

CSR เป็นขององค์กร แล้วความยั่งยืนเป็นของใคร

บ่อยครั้งที่ผู้ดูแลงานความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ (CSR) มักจะมีคำถามเกิดขึ้นในทำนองว่า CSR เป็นขององค์กร และเมื่อดำเนินงานแล้ว ผลที่ได้ ซึ่งมักอ้างอิงไปถึงเรื่องความยั่งยืน จะตกอยู่กับใคร

หลายท่านอาจจะงงว่า มีคำถามอย่างนี้ด้วยหรือ ก็ต้องเรียนว่า ใช่ และคำตอบก็มีอยู่ 2 แบบ ด้วย

คำตอบแบบแรก การทำ CSR คือ การดำเนินความรับผิดชอบของกิจการที่มีต่อสังคม ฉะนั้น ผลที่เกิดขึ้นก็ต้องเป็นไปเพื่อ ‘ความยั่งยืนของสังคม’ โดยรวม เช่น การช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสให้มีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในรูปของการบริจาคสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นเฉพาะหน้ารวมทั้งการพัฒนาอาชีพเพื่อสร้างรายได้ให้เลี้ยงตัวเองได้ในระยะยาว หรือการดูแลบำบัดน้ำเสีย ของเสีย อากาศเสีย ก่อนปล่อยออกนอกโรงงาน เพื่อมิให้ชุมชนได้รับผลกระทบต่อสุขภาพและสามารถอาศัยอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุข ฯลฯ

คำตอบแบบที่สอง ในเมื่อการทำ CSR เป็นขององค์กร เป็นการใช้ทรัพยากรของกิจการ ดังนั้น ผลที่องค์กรควรจะได้รับ คือ ‘ความยั่งยืนขององค์กร’ จากการที่กิจการได้แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบที่มีต่อสังคม พูดอีกนัยหนึ่ง คือ สังคมให้การยอมรับสิ่งที่องค์กรดำเนินการ ทำให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีข้อขัดแย้งหรือเกิดปัญหากับสังคม เช่น การปฏิบัติตามกฎหมายท้องถิ่น การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลลูกค้า การไม่เอารัดเอาเปรียบคู่ค้า จริยธรรมและความโปร่งใสในการให้บริการ ฯลฯ

อันที่จริง ถ้าเราไม่ได้คิดอะไรมาก ไม่ว่าจะเป็นคำตอบแบบใด การที่องค์กรได้ทำ CSR ในทั้งสองกรณี ก็ต้องถือว่าดีอยู่แล้ว เพราะผู้มีส่วนได้เสียซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่องค์กรได้รับผิดชอบต่อกลุ่มเหล่านั้น ได้รับประโยชน์สมตามเจตนารมณ์

แต่ในภาพใหญ่ ผลรวมของการทำ CSR ที่มาจากองค์กรต่างๆ ซึ่งพิจารณาได้ตั้งแต่ระดับชุมชน ระดับประเทศ ไปจนถึงระดับโลก ยังมีข้อถกเถียงว่า จะนำไปสู่ความยั่งยืนของสังคม หรือความยั่งยืนขององค์กร มากกว่ากัน

ข้อถกเถียงในประเด็นนี้ ยิ่งมีการขยายวงมากขึ้น เมื่อกระแสเรื่อง ESG (Environmental, Social and Governance) ได้เข้ามามีบทบาทต่อการดำเนินงานขององค์กรในปัจจุบัน เนื่องจากภาคธุรกิจได้ขานรับเอาแนวคิด ESG มาใช้เป็นภาษากลางในการขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืน

ต้องเข้าใจก่อนว่า คำว่า ESG ปรากฎอย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.2004 ในเอกสารรายงานชื่อ “Who cares wins” ที่สนับสนุนแนวคิดของการบูรณาการปัจจัยสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ในตลาดทุน ซึ่งเชื่อกันว่า ไม่เพียงนำไปสู่ผลลัพธ์ทางสังคมที่ดีขึ้น แต่ยังช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ตัวตลาดทุนเอง ด้วยการทำให้ตลาดทุนมีความยั่งยืนมากขึ้น

รายงานฉบับนี้ เป็นผลพวงที่เกิดขึ้นจากการที่ นายโคฟี อันนัน ซึ่งดำรงตำแหน่งเลขาธิการสหประชาชาติในขณะนั้น ได้เขียนจดหมายถึงบรรดาซีอีโอของสถาบันการเงินชั้นนำ 55 แห่ง เพื่อให้ช่วยหาวิธีในการผนวกเรื่อง ESG เข้ากับตลาดทุน ฉะนั้น ต้นเรื่องของแนวคิด ESG จึงมาจากผู้มีส่วนได้เสียที่เป็นกลุ่มผู้ลงทุนสถาบัน

การผลักดันการผนวกเรื่อง ESG จึงถูกดำเนินการผ่านบริษัทที่ลงทุน (Investees) นั่นก็คือ บรรดาบริษัทจดทะเบียนในตลาดทุนทั่วโลก ซึ่งหากบริษัทที่ลงทุนไม่สนใจหรือไม่ขานรับเรื่อง ESG ไปดำเนินการ ผู้ลงทุนอาจจะมีมาตรการในระดับขั้นที่แตกต่างกัน ตั้งแต่การลดน้ำหนักการลงทุน การลดการถือครอง ไปจนถึงการขายหลักทรัพย์ออกจากพอร์ตการลงทุน

นี่อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ผู้ลงทุนมีความโน้มเอียงที่จะใช้คำ ESG ในการสานสัมพันธ์กับบริษัท มากกว่าที่จะใช้คำ CSR เนื่องจากยูนิเวิร์สของผู้ที่เกี่ยวข้องกับ CSR ในแง่ของการได้รับประโยชน์ คือ ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ขณะที่ยูนิเวิร์สของผู้ที่จะได้รับประโยชน์จาก ESG คือ กลุ่มผู้ลงทุนเป็นหลัก

ทีนี้ ในแง่ของการใช้ ESG เป็นเครื่องมือสำหรับการตัดสินใจลงทุน ปฏิเสธไม่ได้ว่า ผู้ลงทุนย่อมต้องการผลตอบแทนที่น่าพอใจ ก็เลยกลายเป็นว่า การคำนึงถึงปัจจัย ESG แทนที่จะให้น้ำหนักกับผลกระทบจากการดำเนินงานของบริษัทที่มีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (People และ Planet) ในลักษณะมุ่งไปภายนอก (Outwards) กลับกลายเป็นการคำนึงถึงปัจจัยด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมที่กระทบต่อผลประกอบการของบริษัท (Profit) ในลักษณะมุ่งมาภายใน (Inwards) เพื่อที่จะกำกับดูแลให้บริษัทมีการส่งมอบผลตอบแทนที่น่าพอใจให้กับการลงทุนของตน

พัฒนาการในเรื่องนี้ ได้มาถึงจุดที่มีการต่อเติมเครื่องมือการวิเคราะห์สารัตถภาพ (Materiality Analysis) ซึ่งเป็นการค้นหาและระบุประเด็นความยั่งยืนที่เป็นสาระสำคัญที่บริษัทจำเป็นต้องดำเนินการ อันถือเป็นหัวใจของการขับเคลื่อนเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน จากเดิมที่ใช้เกณฑ์ผลกระทบที่เกิดจากองค์กรทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม (แบบ Outwards) เพิ่มมาเป็นใช้เกณฑ์ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่เกิดกับองค์กร (แบบ Inwards) ร่วมด้วย เรียกว่าเป็น หลักการทวิสารัตถภาพ หรือ Double Materiality Principle โดยปรากฏอย่างเป็นทางการครั้งแรกในเอกสารแนวทางการรายงานข้อมูลที่มิใช่ตัวเลขทางการเงิน: ส่วนเสริมของการรายงานข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ ซึ่งคณะกรรมาธิการยุโรปเป็นผู้เสนอ เมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ.2019

ปัจจุบัน คณะที่ปรึกษาการรายงานข้อมูลทางการเงินแห่งยุโรป (EFRAG) เป็นผู้จัดทำร่างข้อกำหนดการรายงานข้อมูลความยั่งยืนของกิจการ (CSR Directive) รวมถึงหลักการทวิสารัตถภาพ แก่คณะกรรมาธิการยุโรป เพื่อเสนอต่อสภายุโรปให้บังคับใช้ ซึ่งคาดว่าจะมีผลในปี ค.ศ.2024 (สำหรับการรายงานในรอบบัญชีปี ค.ศ.2023)

กระทั่ง สำนักประเมินข้อมูลและจัดทำดัชนีระดับโลก ยังใช้เครื่องมือประเมินในแบบ Inwards เพื่อตอบโจทย์ผู้ลงทุน โดยพิจารณาปัจจัยด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ที่จะส่งผลต่อบรรทัดสุดท้ายของกิจการ มากกว่าการให้น้ำหนักต่อผลกระทบที่กิจการก่อขึ้นกับผู้คนและผืนโลก (อ่านเพิ่มเติมใน The ESG Mirage)

ไม่เป็นที่สงสัยว่า ทุนได้เลือกข้างความยั่งยืน ไปเรียบร้อยแล้ว แต่จะเป็นความยั่งยืนของสังคมและสิ่งแวดล้อม หรือเป็นความยั่งยืนของกำไรและองค์กร คำตอบของคำถามนี้ ไม่เคยเปลี่ยนแปลงนับตั้งแต่ระบบทุนนิยมได้ถือกำเนิดขึ้น


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Saturday, February 26, 2022

Social Positive Business : ธุรกิจที่เป็นบวกต่อสังคม

เมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา (24 ก.พ.) สถาบันไทยพัฒน์ ได้ทำการประมวลทิศทางความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาความยั่งยืนของกิจการ ประจำปี 2565 ภายใต้รายงานที่มีชื่อว่า 6 ทิศทาง CSR ปี 2565: From ‘Net Zero’ to ‘Social Positive’ เผยแพร่ให้กับหน่วยงานและองค์กรธุรกิจที่ต้องการใช้ประโยชน์จากรูปแบบการดำเนินงานทางธุรกิจที่ให้ผลบวกต่อสังคม และใช้พัฒนาแนวทางการสื่อสารข้อมูลผลกระทบทางบวกที่มีต่อสังคมให้เกิดประสิทธิผล

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัจจัยความท้าทายใหม่ๆ ในปี 2565 ทั้งปัญหาการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ เสถียรภาพทางการเมืองในประเทศ ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและปัญหาหนี้สินในภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น ล้วนส่งอิทธิพลต่อการเติบโตทางธุรกิจและความก้าวหน้าทางสังคม นอกเหนือจากผลพวงของสถานการณ์โควิดที่ยังส่งผลสืบเนื่องต่อในปีนี้

ภาคธุรกิจกำลังเผชิญสถานการณ์ที่ไม่อาจพึ่งพารูปแบบการดำเนินธุรกิจตามปกติ (Business as Usual) ในการเติบโตได้ดังเดิม หลายกิจการที่ได้รับผลกระทบ จำเป็นที่จะต้องมองหาและพัฒนารูปแบบการดำเนินธุรกิจในวิถีปกติใหม่ (Business as New Normal) ที่เอื้อต่อการเติบโตทางธุรกิจในแบบยั่งยืน และสามารถเสริมหนุนการพัฒนาทางสังคมควบคู่ไปพร้อมกัน

แนวคิดธุรกิจที่เป็นบวกต่อสังคม หรือ Social Positive Business ที่สถาบันไทยพัฒน์ได้ริเริ่มขึ้นในปีนี้ เชื่อว่าจะเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อการสร้างผลกระทบต่อสังคมในเชิงบวกไปพร้อมกันกับการเติบโตของธุรกิจ ด้วยการยกระดับจากการให้ความช่วยเหลือแก่สังคมในรูปแบบของการบริจาคเงิน/สินค้า/บริการ ฯลฯ และการเพิ่มระดับการกระจายมูลค่าทางเศรษฐกิจผ่านกิจกรรมทางธุรกิจแก่ผู้มีส่วนได้เสียในห่วงโซ่คุณค่าอย่างเป็นธรรม ไปสู่การใช้ขีดความสามารถหลักทางธุรกิจในการขยายขอบเขตให้ครอบคลุมส่วนตลาดที่ยังมิได้รับการตอบสนอง (Unserved) หรือที่ยังตอบสนองได้ไม่เต็มที่ (Underserved) เพื่อเติมเต็มคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี เกิดเป็นผลบวกต่อสังคมกลุ่มเป้าหมาย

นับจากปีนี้ ประเด็น ESG (Environmental, Social and Governance) จะถูกนำมาใช้สื่อสารเป็นภาษากลางระหว่างกิจการกับผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้รับทราบถึงผลประกอบการทางธุรกิจและผลกระทบที่มีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ในฐานะธุรกิจที่ร่วมสร้างผลกระทบทางบวกต่อสังคม (Social Positive) และร่วมขจัดผลกระทบทางลบต่อสิ่งแวดล้อม (Net Zero)

สำหรับธุรกิจซึ่งเข้าข่ายเป็น Social Positive Business ที่สถาบันไทยพัฒน์ได้นำเสนอไว้ใน 6 ทิศทาง CSR ประจำปี 2565 ประกอบด้วย ธุรกิจระบบอาหารและการเกษตรแบบเจริญทดแทน (Regenerative Agriculture & Food System) ธุรกิจเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) ธุรกิจทรัพยากรหมุนเวียนและพลังงานทางเลือก (Renewable Resources & Alternative Energy) ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนประกอบ (Electric Vehicles & Components) ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อสังคม (Social Digital Assets) และธุรกิจเมตาแวร์เพื่อกลุ่มเปราะบาง (Metaware for Vulnerable Groups)

ในงานแถลงทิศทาง CSR ปีนี้ ยังได้จัดให้มีการเสวนาเรื่อง Social Positive: Business as New Normal เพื่อนำเสนอรูปแบบการดำเนินงานที่เป็นบวกต่อสังคมใน 3 หมวด ได้แก่ 1) การให้ความช่วยเหลือที่เกิดเป็นผลบวกต่อสังคมขึ้นภายหลังกระบวนงานทางธุรกิจ และเป็นกิจกรรมที่อยู่นอกเหนือธุรกิจแกนหลักของกิจการ 2) การกระจายมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดเป็นผลบวกต่อสังคมขึ้นในกระบวนงานทางธุรกิจ ครอบคลุมตั้งแต่ผู้มีส่วนได้เสียในองค์กรไปจนถึงผู้มีส่วนได้เสียในห่วงโซ่คุณค่าของกิจการ และ 3) การขยายขอบเขตการดำเนินงานไปเป็นกระบวนงานทางธุรกิจในวิถีปกติใหม่ ที่ให้ผลบวกต่อสังคมจากธุรกิจแกนหลักของกิจการ

หน่วยงานและผู้สนใจที่ต้องการเอกสาร 6 ทิศทาง CSR ปี 2565: From ‘Net Zero’ to ‘Social Positive’ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการยกระดับการดำเนินธุรกิจให้เกิดเป็นผลบวกต่อสังคม สามารถดาวน์โหลดทางเว็บไซต์ www.thaipat.org (ไม่เสียค่าใช้จ่าย) ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Saturday, February 12, 2022

เมตาเวิร์สเพื่อสังคม

โลกกำลังถูกพัดด้วยคลื่นดิจิทัลลูกที่สาม และคำว่า “เมตาเวิร์ส” เป็นอีกหนึ่งคำใหม่ ที่ได้ถูกนำมาใช้เป็นตัวแทนของการก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลใหม่ ในปี ค.ศ.2021 เป็นต้นมา

คลื่นดิจิทัลลูกแรก เป็นยุคของอินเทอร์เน็ต ที่มีการเริ่มต้นใช้งานในเชิงพาณิชย์ครั้งแรก ในปี ค.ศ.1995 โดยมี “คอมพิวเตอร์” เป็นอุปกรณ์พื้นฐานในการใช้งานเชื่อมต่อ

คลื่นดิจิทัลลูกที่สอง เป็นยุคของโซเชียลมีเดีย ที่เครือข่ายสังคมออนไลน์หลากหลายค่ายเกิดขึ้น ในปี ค.ศ.2005 โดยมี “สมาร์ตโฟน” เป็นอุปกรณ์พื้นฐานในการใช้งานเชื่อมต่อ

เมตาเวิร์ส กำลังเข้ามาเป็นเครือข่ายที่จะพาผู้ใช้งานเข้าสู่โลกความจริงเสมือน (Virtual Reality) และโลกความจริงเสริม (Augmented Reality) ได้ตามแต่ที่ผู้ใช้ต้องการ

ราชบัณฑิตฯ ได้อธิบายขยายความคำสองคำนี้ โดยคำว่า Virtual Reality เป็นสภาวะจำลองที่สร้างขึ้นด้วยคอมพิวเตอร์เพื่อให้เหมือนสภาวะจริง ซึ่งผู้ใช้สามารถมีปฏิกิริยาโต้ตอบกับสภาวะจำลองนี้ได้ เช่น การจำลองสภาพเรือนไทยเพื่อให้ผู้ชมสามารถเข้าไปดูห้องต่าง ๆ ภายในได้เสมือนกับเข้าไปดูจริง ๆ

ส่วนคำว่า Augmented Reality เป็นสภาวะจริงที่แต่งเติมขึ้นด้วยเทคโนโลยี เช่น ผู้ใช้กำลังดูรถยนต์อยู่และต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับรถยนต์ ก็อาจจะใช้แว่นตาชนิดพิเศษซึ่งสามารถแสดงข้อมูลรถยนต์ซ้อนลงบนภาพรถยนต์ที่กำลังมองอยู่ได้

ทั้งสองโลกในเมตาเวิร์ส จำเป็นต้องอาศัยอุปกรณ์พื้นฐานในการใช้งานเชื่อมต่อชนิดใหม่ เช่น อุปกรณ์สวมศีรษะ แว่นหรือเลนส์สร้างภาพเคลื่อนไหว มิใช่แค่คอมพิวเตอร์ ที่ใช้กันในยุคอินเทอร์เน็ต และสมาร์ตโฟน ที่ใช้กันในยุคโซเชียลมีเดีย

การประยุกต์ใช้เมตาเวิร์สที่เริ่มเห็นกันในปัจจุบัน เช่น เล่นเกม ชมคอนเสิร์ต ปาร์ตี้สังสรรค์ เล่าเรียน ประชุมงาน ออกกำลังกาย ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นการใช้เพื่อความบันเทิง สันทนาการ และการทำงาน โดยเจาะไปยังกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้ใช้ทั่วไปซึ่งมีความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีอยู่แล้ว

การใช้เมตาเวิร์ส มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ขึ้นอยู่กับมนุษย์ว่าจะใช้ไปในทางสร้างสรรค์จรรโลงสังคม หรือไปในทางเสื่อมทรามและบ่อนทำลาย (การพนัน ล่อลวง สื่อลามก ฟอกเงิน ฯลฯ เป็นด้านมืดทึบของเมตาเวิร์ส)

ถ้าสามารถขยายโอกาสการใช้เมตาเวิร์สในเชิงสังคมกับกลุ่มเป้าหมายที่ด้อยโอกาส ก็จะเป็นประโยชน์ได้ไม่น้อย

เนื่องจากเมตาเวิร์ส สามารถช่วยจำลองให้บุคคลไปอยู่ในสถานที่ต่างๆ ได้ โดยอาศัยการสวมใส่อุปกรณ์ที่สร้างการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสในรูปแบบของภาพและเสียง และมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่อยู่ในเมตาเวิร์สเดียวกันผ่านการเชื่อมต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ต จึงเป็นการเปิดโอกาสให้คนพิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกาย และผู้สูงอายุที่อยู่ติดบ้านและติดเตียง แต่ประสาทสัมผัสทั้งห้ายังเป็นปกติ สามารถใช้ประโยชน์จากเมตาเวิร์ส มาทดแทนข้อจำกัดในการทำกิจกรรมที่ต้องเดินทางหรือต้องออกจากบ้าน

จากรายงานข้อมูลสถานการณ์ด้านคนพิการในประเทศไทย โดยกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564 ระบุว่า จำนวนของคนพิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกายในประเทศไทย มีอยู่ราว 1 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 50 ของคนพิการทั้งหมด

และในปี พ.ศ.2565 นี้ ประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์ (Aged Society) มีจำนวนผู้สูงอายุราว 13.2 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด ซึ่งหมายถึง ประชากร 1 ใน 5 คือผู้สูงอายุ

ผู้สูงอายุกลุ่มที่เกษียณจากการทำงาน มีรายรับอยู่ในช่วง 1-3 แสนบาทต่อเดือน เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง มีอยู่ราวร้อยละ 18 ของประชากรผู้สูงอายุทั้งหมด ขณะที่ข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่าในปี 2562 ตลาดของสินค้าและบริการสำหรับผู้สูงอายุ มีมูลค่า 1.07 แสนล้านบาท แบ่งเป็นมูลค่าสินค้าเกือบ 7 หมื่นล้านบาท และมูลค่าบริการกว่า 3 หมื่นล้านบาท โดยมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยร้อยละ 5-10 ต่อปี

นับเป็นกลุ่มเป้าหมายขนาดใหญ่ ที่ธุรกิจสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อตอบสนองความต้องการและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของผู้คนในกลุ่มดังกล่าว

ตัวอย่างบริการที่ใช้ประโยชน์เมตาเวิร์สในเชิงสังคม ได้แก่ บริการนำเที่ยวในกลุ่มผู้สูงอายุรวมทั้งคนพิการทางการเคลื่อนไหว ไปยังสถานที่และประเทศต่างๆ ในรูปแบบ “เมตาทัวร์” เสมือนจริง ทั้งในแบบส่วนบุคคลหรือแบบเป็นหมู่คณะ บริการตรวจสุขภาพและให้คำปรึกษาทางการแพทย์ ในรูปแบบ “เมตาแคร์” โดยไม่ต้องเดินทางมายังโรงพยาบาล หรือกระทั่งบริการเลือกซื้อสินค้าและจำลองใช้สินค้าโดยไม่ต้องไปที่ร้านค้า ในรูปแบบ “เมตาชอปปิง” พร้อมส่งสินค้ายังจุดหมายที่ระบุ ทั้งให้กับตนเอง หรือให้กับญาติๆ ที่อยู่ห่างไกล

คลื่นดิจิทัลลูกที่สาม กำลังพัดเข้ามากระทบพฤติกรรมและความเป็นอยู่ของผู้คนในทุกกลุ่มและทั้งโลก ถึงเวลาที่จะต้องเรียนรู้และเตรียมพร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]