Saturday, May 07, 2022

8 ตัววัดด้านเศรษฐกิจที่กิจการมีข้อมูลและตอบโจทย์ SDG

นับตั้งแต่ที่องค์การสหประชาชาติได้ประกาศเป้าหมายโลกว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) เมื่อปี ค.ศ.2015 สำหรับใช้เป็นทิศทางการพัฒนาโลกในกรอบระยะเวลา 15 ปี ภาคเอกชน ได้มีความตื่นตัวในฐานะที่เป็นภาคส่วนหนึ่งของสังคมโลก เข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนการพัฒนาเพื่อการบรรลุเป้าหมายโลก 17 ข้อ

ผมได้รับข้อคำถามจากองค์กรธุรกิจหลายแห่งที่มีความประสงค์จะร่วมตอบสนองต่อ SDGs อย่างจริงจัง ว่าจะเริ่มต้นและดำเนินการอย่างไร จึงจะถูกทิศถูกทาง ไม่ต้องเสียเวลาไปกับการลองผิดลองถูก และที่สำคัญ มีความแตกต่างจากองค์กรธุรกิจที่พูดถึง SDGs เพียงเพื่อการสร้างภาพลักษณ์หรือประชาสัมพันธ์

คำตอบที่ผมมีให้กับองค์กรธุรกิจที่ต้องการทำจริง และตอบโจทย์จริง มีอยู่สองคำตอบ คือ ข้อแรก ทำจริงผ่านกระบวนการทางธุรกิจ ในรูปแบบ SDG-in-process ที่ให้ผลต่อเนื่อง คือ ออกมาจากตัวธุรกิจ (ที่ดีมากกว่านั้น คือ มาจากธุรกิจแกนหลัก หรือ Core Business) ไม่ใช่ด้วยการสร้างโครงการหรือกิจกรรมรายครั้ง ซึ่งให้ผลเพียงครั้งเดียวต่อโครงการหรือกิจกรรมนั้น

ข้อที่สอง ตอบโจทย์ให้ทะลุไปที่ระดับตัวชี้วัด (Indicator-level) ที่เกี่ยวข้องกับกิจการ ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 231 ตัวที่ไม่ซ้ำกัน ไม่ใช่เพียงแค่โยงในระดับเป้าประสงค์ (Goal-level) เพราะมากกว่าครึ่งของการเปิดเผยข้อมูลของกิจการ พบว่า ไม่มีความสอดคล้องสัมพันธ์กันระหว่างสิ่งที่องค์กรดำเนินการ กับเป้าหมาย SDGs ที่เชื่อมโยงไปถึง เป็นเพียงความพยายามในการจัดให้เข้าพวก ด้วยชื่อหรือหัวข้อที่อนุมานเองว่าน่าจะมีความเกี่ยวโยงสัมพันธ์กัน แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่เชื่อมโยง มิได้ตอบโจทย์เป้าหมายตามจริง

ในบทความนี้ จะพูดถึง 8 ตัววัดด้านเศรษฐกิจ ที่กิจการมีข้อมูล เพราะได้ดำเนินการอยู่แล้วในกระบวนการทางธุรกิจ และสามารถใช้ตอบโจทย์ SDG ในระดับตัวชี้วัดอีกด้วย

ตัววัดด้านเศรษฐกิจทั้ง 8 ตัว นำมาจากเอกสาร Guidance on core indicators for entity reporting on contribution towards implementation of the Sustainable Development Goals ที่จัดทำขึ้นโดยคณะทำงานผู้ทรงคุณวุฒิระหว่างรัฐบาลด้านมาตรฐานระหว่างประเทศว่าด้วยการบัญชีและการรายงาน (ISAR) ตามแนวทางที่องค์การภายใต้สหประชาชาติให้ความเห็นชอบ ประกอบด้วย

ยอดรายได้ (Revenue) คือ การเพิ่มขึ้นของประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในรอบระยะเวลาบัญชีในรูปของกระแสรับเข้าของสินทรัพย์ หรือการเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์ หรือการลดลงของหนี้สิน ซึ่งส่งผลให้ส่วนของเจ้าของเพิ่มขึ้น โดยไม่รวมถึงส่วนทุนที่ได้รับจากผู้มีส่วนร่วมในส่วนของเจ้าของ

มูลค่าเพิ่ม (Value added) คือ ส่วนต่างระหว่างรายได้และต้นทุนค่าวัสดุ สินค้าและบริการ หรืออีกนัยหนึ่ง คือ ความมั่งคั่งที่กิจการสามารถสร้างและกระจายในหมู่ผู้มีส่วนได้เสีย (พนักงาน เจ้าหนี้ องค์การของรัฐ ผู้ถือหุ้น) โดยคำนวณจาก มูลค่าเศรษฐกิจทางตรง (ยอดรายได้ + รายได้อื่น) หักด้วยมูลค่าเศรษฐกิจที่จำหน่ายออก (ต้นทุนการดำเนินงาน + ค่าจ้างและสวัสดิการพนักงาน เงินที่ชำระแก่เจ้าของเงินทุน + เงินที่ชำระแก่รัฐ + การลงทุนในชุมชน)

มูลค่าเพิ่มสุทธิ (Net value added) คือ ตัวเลขที่นำค่าเสื่อมราคา (Depreciation) มาหักออกจากมูลค่าเพิ่ม โดยจะหักเฉพาะค่าเสื่อมราคา ซึ่งคำนวณจากสินทรัพย์ที่จับต้องได้ เช่น ที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ มิได้นำค่าตัดจำหน่าย (Amortization) ซึ่งคำนวณจากสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ เช่น สิทธิการเช่า ลิขสิทธิ์ มาหักออกด้วย

ภาษีและเงินอื่นที่จ่ายให้แก่รัฐ (Taxes and other payments to the Government) คือ ยอดภาษี ที่รวมถึงภาษีเงินได้ ภาษีทรัพย์สิน ภาษีมูลค่าเพิ่ม ฯลฯ ค่าปรับ ค่าฤชาธรรมเนียม ค่าสิทธิ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่จ่ายแก่รัฐ ทั้งนี้ ไม่รวมถึงค่าใช้จ่ายในการเข้าครอบครองทรัพย์สินของรัฐ (เช่น การเข้าซื้อกิจการรัฐวิสาหกิจ) เบี้ยปรับและเงินเพิ่มที่เกิดจากมาตรการลงโทษที่มิได้เกี่ยวกับการชำระภาษีอากร (เช่น การปล่อยมลภาวะด้านสิ่งแวดล้อม)

การลงทุนสีเขียว (Green investment) คือ ยอดการลงทุนทางตรงและทางอ้อมด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งในแง่ของการป้องกัน การลด และการขจัดมลภาวะและการเสื่อมสภาพของสิ่งแวดล้อมในรูปแบบอื่น ซึ่งหมายรวมถึง การผลิตพลังงานไฟฟ้าและยานพาหนะที่ใช้คาร์บอนต่ำ โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การควบคุมมลพิษ การแปรสภาพเพื่อใช้ใหม่ การจัดการของเสียและการนำกลับมาใช้ประโยชน์ในรูปของทรัพยากรใหม่หรือแปรรูปเป็นพลังงานทดแทน (Waste of Energy) รวมถึงเทคโนโลยีอื่นใดที่ช่วยในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ไม่รวมถึงการลงทุนที่เป็นความจำเป็นด้านเทคนิคและเป็นไปตามข้อกำหนดภายในที่เกี่ยวกับสุขอนามัย ความปลอดภัย และความมั่นคงของกิจการ

การลงทุนชุมชน (Community investment) คือ ยอดการบริจาคและการลงทุนในชุมชนแก่ผู้ได้รับประโยชน์กลุ่มเป้าหมายที่อยู่ภายนอกกิจการ หมายรวมถึง การลงทุนในสิ่งปลูกสร้างที่อยู่นอกเหนือธุรกิจหลักของกิจการ (เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล สำหรับแรงงานและครอบครัว) ทั้งนี้ ไม่รวมถึงการลงทุนหรือธุรกรรมในเชิงพาณิชย์และที่กฎหมายกำหนด ซึ่งมีเจตจำนงที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของกิจการในทางธุรกิจ (เช่น การสร้างถนนหนทางเข้าสู่โรงงาน)

ยอดรายจ่ายรวมในการวิจัยและพัฒนา (Total expenditures on research and development) คือ รายจ่ายด้านการวิจัยทั้งที่เป็นงานแรกเริ่มและงานตามแผนเพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้และความเข้าใจใหม่ในเชิงเทคนิคและเชิงวิทยาศาสตร์ (เรียกว่า รายจ่ายการวิจัย อาทิ รายจ่ายการทดลองเพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ใหม่ในการพัฒนาวัคซีนของกิจการในเภสัชอุตสาหกรรม) รวมถึงการประยุกต์ข้อค้นพบในการวิจัยหรือความรู้อื่นใดในการวางแผนและออกแบบซึ่งนำไปสู่การปรับปรุงพัฒนาวัสดุ อุปกรณ์ ผลิตภัณฑ์ กระบวนการ ระบบ หรือบริการ ก่อนเริ่มต้นผลิตหรือใช้ในเชิงพาณิชย์ (เรียกว่า รายจ่ายการพัฒนา อาทิ การออกแบบ การสร้าง และการทดลองตัวแบบรถยนต์ในขั้นตอนเตรียมการก่อนการผลิตของกิจการในอุตสาหกรรมยานยนต์)

ร้อยละของการจัดหาท้องถิ่น (Percentage of local procurement) คือ สัดส่วนการใช้จ่ายที่มีต่อผู้ส่งมอบท้องถิ่นของกิจการ ที่แสดงถึงขอบเขตความเกี่ยวโยงของกิจการกับเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยเกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณาควรระมัดระวังมิให้เกิดข้อกังขาในแง่ของการกีดกันทางการค้ากับผู้ส่งมอบต่างถิ่น และในทางกลับกัน ผู้ส่งมอบซึ่งมีแหล่งที่ตั้งอยู่ในท้องถิ่น อาจเป็นผู้จัดหาสินค้าจากแหล่งภายนอกที่มิได้มาจากท้องถิ่น

ทั้ง 8 ตัววัดเศรษฐกิจข้างต้น กิจการสามารถใช้แสดงถึงการตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าที่ 7 พลังงานสะอาดและราคาไม่แพง (ตามตัวชี้วัด SDG ที่ 7.b.1) เป้าที่ 8 งานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ (ตามตัวชี้วัด SDG ที่ 8.2.1) เป้าที่ 9 อุตสาหกรรม นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน (ตามตัวชี้วัด SDG ที่ 9.3.1, 9.4.1, 9.5.1 และเป้าหมาย SDG ที่ 9.b) และเป้าที่ 17 การเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเพื่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (ตามตัวชี้วัด SDG ที่ 17.1.2 และ 17.17.1)

นอกจากที่กิจการจะใช้ตัววัดเหล่านี้ในการตอบโจทย์ SDG ขององค์กรแล้ว ยังสามารถส่งต่อให้รัฐบาลรวบรวมเป็นข้อมูลการบรรลุ SDG ของประเทศ ในระดับตัวชี้วัด ได้อย่างเป็นระบบและคล้องจองกันอีกด้วย


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Saturday, April 23, 2022

การสื่อสารเรื่องก๊าซเรือนกระจก สำคัญต่อธุรกิจวิถียั่งยืน

ช่วงนี้ จะเป็นฤดูของการเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานขององค์กรธุรกิจในรอบปีที่ผ่านมา ทั้งที่เป็นข้อมูลทางการเงินที่จะเผยแพร่อยู่ในรายงานประจำปี (Annual Report) เป็นหลัก และข้อมูลที่มิใช่ตัวเลขทางการเงินทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ที่จะเผยแพร่อยู่ในรายงานแห่งความยั่งยืน (Sustainability Report) เป็นหลัก

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ข้อมูลผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งปรากฎการณ์โลกร้อนและโลกรวน ได้กลายเป็นประเด็นที่ผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียของกิจการ ให้ความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมากในปัจจุบัน ในแง่ที่ว่าการดำเนินธุรกิจของบริษัทที่ลงทุน มีวิธีบริหารจัดการกับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในส่วนที่องค์กรเป็นผู้ก่อผลกระทบนั้นมากน้อยเพียงใด และอย่างไร

โดยหนึ่งในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่ผู้ลงทุนมีการเรียกดูข้อมูล และเป็นเหมือนภาคบังคับที่องค์กรต้องเปิดเผย ได้แก่ ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emissions) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนและโลกรวน

ในบทความนี้ จะมาขยายความถึงสิ่งที่ผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียของกิจการต้องการเพื่อนำไปเป็นข้อมูลในการประกอบการตัดสินใจลงทุนหรือใช้กำหนดท่าทีต่อการร่วมงาน กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ เป็นข้อมูลที่องค์กรต้องเปิดเผยในฐานะที่เป็นประเด็นสาระสำคัญ (Material Topics) ของกิจการ

กิจกรรมที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกขององค์กร สามารถจำแนกออกได้เป็น 3 ขอบเขต คือ กิจกรรมที่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงจากการดำเนินงานขององค์กร (Direct Emissions) ในขอบเขตที่ 1 (Scope 1) กิจกรรมที่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (Energy Indirect Emissions) ในขอบเขตที่ 2 (Scope 2) และกิจกรรมที่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่น ๆ (Other Indirect Emissions) ในขอบเขตที่ 3 (Scope 3)

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 1 เป็นก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกิจกรรมภายในองค์กร ที่กิจการเป็นเจ้าของหรือควบคุมแหล่งกำเนิดของก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้น อาทิ ก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการเผาไหม้แบบอยู่กับที่ (Stationary Combustion) ก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการเผาไหม้แบบที่มีการเคลื่อนที่ (Mobile Combustion) ก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกระบวนการในอุตสาหกรรมจำเพาะ (เช่น ซีเมนต์ เหล็กและเหล็กกล้า แอมโมเนีย) (Process Emissions) และก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการรั่วไหล (Fugitive Emissions)

การแสดงตัวเลขปริมาณก๊าซเรือนกระจกทางตรงที่กิจการปล่อย ควรจำแนกตามหน่วยธุรกิจ แหล่งดำเนินงาน ประเทศ ชนิดแหล่งกำเนิดก๊าซเรือนกระจก (แบบอยู่กับที่ แบบที่มีการเคลื่อนที่ กรณีที่เกิดจากกระบวนการผลิต กรณีที่เกิดจากการรั่วไหล) และชนิดกิจกรรม

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 2 เป็นก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการใช้พลังงานที่มาจากแหล่งพลังงานทุติยภูมิ (Secondary Energy) ที่กิจการซื้อหรือจัดหามาจากแหล่งภายนอก การปล่อย “ทางอ้อม” ตามความหมายนี้ เป็นผลพวงมาจากความต้องการใช้พลังงานของกิจการ โดยอาศัยแหล่งกำเนิดของก๊าซเรือนกระจกที่กิจการอื่นเป็นเจ้าของหรือเป็นผู้ควบคุม (เช่น ผู้ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า)

กิจการหลายแห่ง มีตัวเลขการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 2 (ทางอ้อม) โดยการซื้อพลังงานไฟฟ้ามาใช้ ในปริมาณที่สูงกว่าตัวเลขการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 1 (ทางตรง) มาก และเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ตัวเลขก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการใช้พลังงานไฟฟ้าและความร้อน สูงเป็นอันดับสามของโลก

การคำนวนตัวเลขการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 2 แนะนำให้ใช้เอกสารมาตรฐาน GHG Protocol Scope 2 Guidance สำหรับกิจการ โดยคำนวณค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ด้วยการใช้ตัวเลขข้อมูลการใช้พลังงานในกิจกรรม (Activity Data) คูณกับค่าตัวประกอบการปล่อย (Emission Factor)

ตัวเลขการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 1 และขอบเขตที่ 2 ให้แสดงปริมาณเป็นค่าสัมบูรณ์ (Absolute) และรายงานในหน่วยตัน (หรือกิโลกรัม) ของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ส่วนการคำนวณปริมาณก๊าซเรือนกระจกโดยการปรับบรรทัดฐาน (Normalize) ให้หารด้วยมูลค่าเพิ่มสุทธิ (ที่มีหน่วยเป็นบาท) ในรอบการรายงานเดียวกัน โดยมีหน่วยที่รายงานเป็น ตัน (หรือกิโลกรัม) ของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อบาท

การที่ให้มีการคำนวณโดยปรับบรรทัดฐานให้มีหน่วยเป็นตัน (หรือกิโลกรัม) ของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อบาท ก็เพื่อให้กิจการสามารถนำไปรายงานเพื่อตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ตัวชี้วัดที่ 9.4.1 ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วยมูลค่าเพิ่ม ตามเป้าหมายที่ 9 (อุตสาหกรรม นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน) ได้ด้วย

ทั้งนี้ กิจการควรแสดงความเปลี่ยนแปลงหรือความคืบหน้าในการดำเนินการตามตัวชี้วัด ด้วยการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานในรอบการรายงานปัจจุบัน (t) เทียบกับผลการดำเนินงานในรอบการรายงานก่อนหน้า (t-1) เพื่อเฝ้าติดตามระดับความก้าวหน้าในการดำเนินงานของกิจการระหว่างรอบการรายงาน

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 3 เป็นก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกิจกรรมต่างๆ นอกเหนือจากที่ระบุในขอบเขตที่ 1 และ 2 ซึ่งสามารถตรวจวัดปริมาณก๊าซได้ โดยการเปิดเผยข้อมูลในขอบเขตที่ 3 ขึ้นอยู่กับองค์กร ไม่ถือเป็นข้อบังคับ ตัวอย่างของกิจกรรมในขอบเขตนี้ ได้แก่ การเผาไหม้เชื้อเพลิงจากการเดินทางด้วยยานพาหนะส่วนตัวหรือระบบขนส่งสาธารณะเพื่อการทำงานของบุคลากร การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากการใช้ผลิตภัณฑ์หรือบริการ เช่น การใช้น้ำประปา วัสดุสำนักงานภายในองค์กร การใช้พลังงานไฟฟ้าทางอ้อมของบ้านพักพนักงาน ฯลฯ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากการขนส่งผลิตภัณฑ์ วัตถุดิบ คนงาน หรือกระบวนการจัดการกากของเสีย การบำบัดน้ำเสียโดยหน่วยงานภายนอก การเผาไหม้เชื้อเพลิงเพื่อการหุงต้มจากกิจกรรมการประกอบอาหารภายในโรงอาหารที่เกิดจากการจ้างเหมาบริการ เป็นต้น

จากการสำรวจข้อมูลสถานภาพความยั่งยืนของกิจการ จำนวน 758 ราย ในปี 2564 โดยสถาบันไทยพัฒน์ ที่เผยแพร่ไว้ในรายงาน The State of Corporate Sustainability in 2021 พบว่า มีกิจการที่เปิดเผยข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จำนวน 120 ราย คิดเป็น 15.83% หรือประมาณ 1 ใน 6 ของกิจการทั้งหมดที่ทำการสำรวจ

เป็นโอกาสที่กิจการในไทย จะยกระดับการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว ซึ่งเป็นที่ต้องการของทั้งผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้เสีย ให้สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุนและใช้ดึงดูดให้เกิดการร่วมทำงานกับกิจการ เพื่อสร้างให้เกิดประโยชน์ทั้งทางธุรกิจและแก่สิ่งแวดล้อมควบคู่ไปพร้อมกัน


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Saturday, April 09, 2022

บอกผู้คนและโลกอย่างไร ว่าองค์กรเรายั่งยืน

ทุกๆ กิจการในวันนี้ ต่างก็พยายามขับเคลื่อนและสื่อสารเรื่องความยั่งยืนให้สังคมได้รับทราบ แต่การที่สังคมจะรับสารที่องค์กรสื่อ ได้ตรงตามเจตนารมณ์หรือไม่นั้น นอกจากความสามารถในการสื่อสารแล้ว ตัวสารเอง จะมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการสื่อสาร และเป็นความท้าทายของทุกกิจการ ที่มักประสบกับคำถามที่ว่า แล้วเนื้อหาที่จะสื่อสารออกไปมีลักษณะหน้าตาเป็นอย่างไร

ในที่นี้ เมื่อเราพูดถึงความยั่งยืนของกิจการ จะหมายถึง การดำเนินงานหรือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการบรรลุวิสัยทัศน์และพันธกิจขององค์กร เป็นการผนวกเรื่องความยั่งยืนเข้ากับธุรกิจที่ส่งผลโดยตรงต่อการประกอบการทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

และในวิถีของธุรกิจ ปัจจัยความยั่งยืนที่ว่านั้น จะต้องส่งผลใน 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1) การเติบโตของรายได้ จากผลิตภัณฑ์ บริการ และ/หรือ กลยุทธ์ที่ใช้เรื่องความยั่งยืนเป็นฐานในการพัฒนา 2) การประหยัดต้นทุน จากการดำเนินงานปรับปรุงผลิตภาพที่ขับเคลื่อนด้วยความริเริ่มด้านความยั่งยืน และ 3) การจัดการความเสี่ยงที่เกี่ยวเนื่องกับความยั่งยืน ซึ่งสามารถส่งผลกระทบต่อผลประกอบการขององค์กรอย่างมีนัยสำคัญ

ในแง่ของการเติบโต (Growth) เนื้อหาที่ควรพิจารณานำมาสื่อสาร คือ การจำแนกประเภทรายได้ที่มาจากผลิตภัณฑ์และบริการที่ใช้ประโยชน์จากความยั่งยืน เช่น ธุรกิจยานยนต์ อาจจะมีการแยกหมวดรายได้จากยอดขายรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทั่วไปกับรถยนต์ไฟฟ้า ธุรกิจประกอบชิ้นส่วนหรืออะไหล่รถยนต์ อาจมีการแยกยอดจำหน่ายชิ้นส่วนหรืออะไหล่ระหว่างรถยนต์ทั่วไปกับรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ธุรกิจอาหารที่แปรรูปจากผลิตผลทางการเกษตร อาจมีการจัดหมวดรายได้แยกระหว่างอาหารที่มาจากวัตถุดิบทั่วไปกับวัตถุดิบที่เป็นออร์แกนิก ธุรกิจการเงินการลงทุน อาจมีการแบ่งประเภทรายได้จากการลงทุนในแบบทั่วไปกับการลงทุนที่ยั่งยืน หรือการปล่อยสินเชื่อปกติกับสินเชื่อเพื่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภค อาจจัดประเภทรายได้ที่มาจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลกับการใช้พลังงานทางเลือก ธุรกิจวัสดุก่อสร้าง อาจมีการจำแนกรายได้ที่มาจากสายผลิตภัณฑ์ปกติกับสายผลิตภัณฑ์ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย เป็นต้น

ทั้งนี้ กิจการแต่ละแห่ง สามารถกำหนดวิธีการจำแนกประเภทตามบริบทการดำเนินงานขององค์กรและระบบนิเวศทางธุรกิจ ที่สอดคล้องกับกลยุทธ์ธุรกิจที่ยั่งยืนของตน โดยคำนึงถึงแนวโน้มและอุปสงค์ของตลาด รวมถึงค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนาสำหรับการตอบสนองต่อการเติบโตของรายได้จากการใช้ประโยชน์จากความยั่งยืน

การพิจารณาเรื่องการเติบโต มีความเหมาะสมกับกิจการที่มีหลายสายหรือหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์ ที่เปิดโอกาสให้มีการปรับเปลี่ยน (Transition) ผลิตภัณฑ์เดิมไปสู่ผลิตภัณฑ์อันมีคุณลักษณะที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนเพิ่มขึ้น โดยมีตัววัดด้านการเติบโตของรายได้ เป็นหลักกิโลที่บ่งบอกถึงความคืบหน้าในขนาด (Scale) และฝีก้าว (Pace) ของการปรับเปลี่ยน

สำหรับกิจการที่ได้พัฒนามาถึงจุดที่ผลิตภัณฑ์และบริการส่วนใหญ่หรือทั้งหมดตอบโจทย์เรื่องความยั่งยืนแล้ว การวิเคราะห์ดังกล่าว จะช่วยในการระบุปัจจัยเพิ่มเติมอื่นๆ ที่มีต่อการเติบโตของรายได้ อาทิ ความสำเร็จของแผนงานขององค์กรหรือแผนงานที่องค์กรให้การสนับสนุน ในการนำผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาด หรือการเข้าถึงตลาด/กลุ่มเป้าหมายที่ยังมิได้รับการตอบสนอง ด้วยตัววัดอย่างเช่น ร้อยละของรายรับที่มาจากตลาดเกิดใหม่ ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อความสำเร็จของการดำเนินกลุยทธ์การเติบโตโดยรวมของกิจการเช่นกัน

ในแง่ของการประเมินผลิตภาพ (Productivity) จำต้องอาศัยข้อมูลที่เก็บรวบรวมจากหลายฝ่ายทั่วทั้งองค์กร มิใช่ตัวเลขของการประหยัดต้นทุนจากโครงการใดโครงการหนึ่ง ผู้ลงทุนไม่อาจประเมินขนาดหรือขอบเขตจากตัวเลขโครงการ และอนุมานว่า คือ กลยุทธ์องค์กรที่เป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญต่อการปรับปรุงโครงสร้างต้นทุน ความท้าทายหลักของกิจการอยู่ที่ความสามารถในการระบุรายการดำเนินการที่สอดคล้องกับที่ผู้ลงทุนใช้ในการวิเคราะห์ประเด็นโครงสร้างต้นทุน รวมทั้งการตอบคำถามถึงค่าใช้จ่ายที่กิจการลดได้เมื่อพิจารณาผลลัพธ์รวมจากแผนงานหรือความริเริ่มด้านความยั่งยืนในรอบปี

กิจการสามารถนำระบบงานการวางแผนทรัพยากรองค์กร (ERP) มาช่วยในการรวบรวมข้อมูลต้นทุนที่ประหยัดได้ทั่วทั้งองค์กร และใช้ช่วยฝ่ายบริหารในการปรับปรุงผลิตภาพ อย่างไรก็ดี แม้ว่าผู้ลงทุนจะสนใจตัวเลขอย่างเช่น ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ของบริษัทที่เข้าลงทุน แต่ปัจจัยอย่างเช่น การจัดหาและรักษาบุคลากรที่มีความสามารถให้คงอยู่กับองค์กร อาจมิใช่ปัจจัยที่เป็นประเด็นสาระสำคัญ (Material) ที่ส่งผลโดยตรง หรืออีกนัยหนึ่ง ถูกจัดว่าเป็นปัจจัยขับเคลื่อนทางอ้อม ซึ่งยากต่อการประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นในบรรทัดสุดท้ายของกิจการ

ในแง่ของการจัดการความเสี่ยง (Risk Management) ความท้าทายของการสื่อสาร คือ การเลือกรายการความเสี่ยงที่ถูกคัดกรองจากบรรดาความเสี่ยงที่สำคัญๆ ทั้งหมดของกิจการ ซึ่งอาจมีจำนวนมาก ให้เหลือเฉพาะรายการที่จำเป็นต้องติดตามและรายงาน โดยอาศัยเกณฑ์ระดับความวิกฤต ความควรจะเป็น และความมีนัยสำคัญที่เป็นได้ ขณะที่ผู้ลงทุนจะให้น้ำหนักของการจัดการความเสี่ยงด้านความยั่งยืน ในบริบทที่ความเสี่ยงนั้นมีศักยภาพในการส่งผลกระทบต่อรายได้ ความสามารถในการทำกำไร และ/หรือชื่อเสียงที่ส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อมายังบรรทัดแรก (ยอดขาย) และบรรทัดสุดท้าย (กำไร) ของกิจการ

ข้อพิจารณาสำหรับความเสี่ยงที่เป็นประเด็นเฉพาะ อาทิ ประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน กิจการอาจจำเป็นต้องนำแนวทางหรือมาตรฐานเฉพาะเรื่อง เช่น หลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน (UN Guiding Principles on Business and Human Rights) ที่ให้เกณฑ์ระดับความรุนแรงของผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน ด้วยการพิจารณาขนาด (น้ำหนักผลกระทบ) ขอบเขต (จำนวนผู้ได้รับผลกระทบ) และสภาพความเสียหายซึ่งไม่อาจเยียวยาได้ เป็นต้น

แนวโน้มของโลกที่ให้ความสนใจต่อประเด็นความยั่งยืน ทั้งในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แรงกดดันจากกฎระเบียบ ทัศนคติและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้กลยุทธ์ธุรกิจที่ยั่งยืนมีบทบาทสำคัญเพิ่มมากขึ้นจากนี้ไป การหยิบฉวยโอกาสของกิจการ สามารถทำได้โดยการขับเคลื่อนธุรกิจด้วยการใช้ประเด็นความยั่งยืนทั้งที่ดำเนินการอยู่และที่เห็นโอกาสในการดำเนินการ พร้อมทั้งสื่อสารสู่ภายนอกในภาษาที่บุคคลทั่วไปและผู้ลงทุนเข้าใจได้ง่าย และหากกิจการสามารถสื่อสารถึงข้อได้เปรียบจากการดำเนินกลยุทธ์ภายใต้แนวโน้มที่เกิดขึ้น ผู้ลงทุนย่อมให้คุณค่าส่วนเพิ่ม (Premium) แก่กิจการที่นำล้ำหน้ากิจการอื่น ท่ามกลางกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Saturday, March 26, 2022

พิสูจน์ "ความยั่งยืน" ผ่านข้อมูล "ESG"

สาเหตุที่ภาคธุรกิจนิยมจัดทำและเผยแพร่รายงานแห่งความยั่งยืน (Sustainability Report) ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา มิใช่เพียงเพราะเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการเปิดเผยข้อมูลด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม สำหรับสื่อสารกับผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และพร้อมต่อการตรวจสอบซักถามเท่านั้น

แต่รายงานแห่งความยั่งยืนยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการปรับปรุงการดำเนินงานในทั้งสามด้านได้อย่างเป็นระบบ โดยมีตัวบ่งชี้การดำเนินงาน และแนวการบริหารจัดการที่ชัดเจน ตามหลักการที่ว่า “เรื่องที่วัดผลได้ยาก จะบริหารจัดการได้ยาก” (You can’t manage what you can’t measure)

การที่รายงานแห่งความยั่งยืนได้รับการตอบรับอย่างกว้างขวาง เนื่องเพราะเป็นการให้ข้อมูลที่สะท้อนผลการดำเนินงานที่มิใช่ตัวเลขทางการเงิน (Non-financial Disclosure) ได้อย่างเป็นระเบียบแบบแผน ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่บ่งชี้ถึงโอกาสและความเสี่ยง รวมทั้งขีดความสามารถขององค์กรที่มีต่อผลประกอบการในอนาคตของกิจการ นอกเหนือจากข้อมูลที่ได้รับจากรายงานประจำปีในแบบเดิม ซึ่งเป็นข้อมูลที่บ่งบอกถึงความสามารถขององค์กรและผลประกอบการที่ผ่านมาในอดีตของกิจการ

ความแตกต่างสำคัญระหว่างรายงานทั้งสองฉบับอยู่ตรงที่ ประการแรก รายงานแห่งความยั่งยืน มุ่งเป้าหมายไปยังกลุ่มผู้ใช้รายงาน (Target Audience) ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholders) ในทุกกลุ่ม ตั้งแต่ภาคประชาสังคมจนถึงกลุ่มผู้ลงทุน ขณะที่รายงานประจำปีในรูปแบบเดิม จะเน้นการเปิดเผยข้อมูลที่เอื้อประโยชน์กับกลุ่มผู้ลงทุน (Investors) เป็นหลัก

ด้วยเหตุที่กลุ่มผู้ใช้รายงานแต่ละกลุ่ม มีความคาดหวังหรือมีความสนใจในข้อมูลที่เปิดเผยไม่เหมือนกัน จึงนำมาสู่ความแตกต่างประการที่สอง คือ สารัตถภาพ (Materiality) หรือสาระสำคัญของข้อมูลที่นำมาเปิดเผย โดยในรายงานแห่งความยั่งยืน จะให้องค์กรพิจารณานัยสำคัญของผลกระทบที่เกิดจากองค์กร (ด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม) โดยวิเคราะห์เทียบกับอิทธิพลต่อการประเมินและตัดสินใจของผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อให้ได้ประเด็นที่มีสาระสำคัญ (Material Topics) มาบรรจุไว้ในรายงาน หลังจากการสานสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นได้ทั้งพนักงาน เจ้าของกิจการ ผู้ส่งมอบ ผู้จัดจำหน่าย ชุมชนที่อยู่รายรอบแหล่งดำเนินงาน ผู้ลงทุน เจ้าหนี้ ลูกค้า ฯลฯ

ขณะที่ รายงานประจำปีในรูปแบบเดิม จะพิจารณาสาระสำคัญของข้อมูลที่นำมาเปิดเผย จากสิ่งที่เกี่ยวเนื่องและสำคัญซึ่งส่งอิทธิพลต่อการประเมินของผู้ลงทุน ว่ามีผลกระทบกับความสามารถต่อการสร้างคุณค่าให้กับกิจการ ซึ่งในการวิเคราะห์นี้ จะได้มาซึ่งประเด็นนัยสำคัญทางการเงิน (Financially Material Topics) ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้ลงทุนหรือเจ้าของเงินทุน


ทำให้ในปัจจุบัน กิจการที่ต้องการสื่อสารถึงผลการดำเนินงานขององค์กรทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ไปยังกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง จึงเลือกที่จะจัดทำรายงานแห่งความยั่งยืน เพิ่มเติมจากรายงานประจำปีในรูปแบบเดิม (หรือใช้วิธีผนวกข้อมูล ESG และข้อมูลทางการเงินรวมไว้ในรายงานฉบับเดียวกัน)

ในความเป็นจริง มีกิจการอีกจำนวนมากที่คงเปิดเผยข้อมูลโดยใช้การรายงานประจำปีในแบบเดิม โดยยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับข้อมูล ESG เลยทำให้องค์กรไม่สามารถกำหนดตัวบ่งชี้การดำเนินงาน ไม่มีการติดตามวัดผล รวมถึงไม่มีการบริหารจัดการในประเด็นสำคัญเหล่านั้น ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการนำองค์กรไปสู่ความยั่งยืน และการสร้างคุณค่าในระยะยาว

นอกจากนี้ กิจการยังสูญเสียโอกาสต่อการเข้าถึงเม็ดเงินลงทุนที่ถูกบริหารจัดการภายใต้หลักการลงทุนที่ยั่งยืน ซึ่งจากการสำรวจของแมคคินซี่และกลุ่มพันธมิตรการลงทุนที่ยั่งยืนระดับสากล (Global Sustainable Investment Alliance: GSIA) ระบุว่า ตัวเลขการลงทุนในสินทรัพย์โดยใช้ปัจจัย ESG ทั่วโลก มีอัตราเพิ่มขึ้นจาก 22.8 ล้านล้านเหรียญ ในปี ค.ศ.2016 ขยับขึ้นมาเป็น 30.6 ล้านล้านเหรียญ ในปี ค.ศ.2018 และมาอยู่ที่ 37.8 ล้านล้านเหรียญ ในปี ค.ศ.2020

และคาดการณ์ว่า จะมีมูลค่าสูงถึง 53 ล้านล้านเหรียญ ในปี ค.ศ.2025 คิดเป็นร้อยละ 37.72 หรือมากกว่าหนึ่งในสามของสินทรัพย์การลงทุนทั้งหมดที่ 140.5 ล้านล้านเหรียญ

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในวันนี้ กิจการที่ขึ้นชื่อว่าดำเนินธุรกิจด้วยวิถียั่งยืน จำเป็นต้องเปิดเผยทั้งข้อมูลที่มีนัยสำคัญทางการเงิน แล้วสื่อสารให้แก่กลุ่มผู้ลงทุน และข้อมูลความยั่งยืนที่เป็นผลมาจากการทดสอบสารัตถภาพ แล้วสื่อสารให้แก่กลุ่มผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง ผ่านช่องทางที่เหมาะสมในแต่ละกลุ่มผู้มีส่วนได้เสีย

เพราะบรรทัดสุดท้ายของการรายงาน คือ ความโปร่งใสพร้อมรับการตรวจสอบที่ต้องสร้างให้เกิดความเชื่อมั่นต่อผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียโดยรวม ตลอดจนการปรับปรุงการดำเนินงานโดยใช้การรายงานเป็นเครื่องมือที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในวิถีของการพัฒนาที่ยั่งยืน และการสร้างคุณค่าให้แก่กิจการควบคู่ไปพร้อมกัน


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Saturday, March 12, 2022

CSR เป็นขององค์กร แล้วความยั่งยืนเป็นของใคร

บ่อยครั้งที่ผู้ดูแลงานความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ (CSR) มักจะมีคำถามเกิดขึ้นในทำนองว่า CSR เป็นขององค์กร และเมื่อดำเนินงานแล้ว ผลที่ได้ ซึ่งมักอ้างอิงไปถึงเรื่องความยั่งยืน จะตกอยู่กับใคร

หลายท่านอาจจะงงว่า มีคำถามอย่างนี้ด้วยหรือ ก็ต้องเรียนว่า ใช่ และคำตอบก็มีอยู่ 2 แบบ ด้วย

คำตอบแบบแรก การทำ CSR คือ การดำเนินความรับผิดชอบของกิจการที่มีต่อสังคม ฉะนั้น ผลที่เกิดขึ้นก็ต้องเป็นไปเพื่อ ‘ความยั่งยืนของสังคม’ โดยรวม เช่น การช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสให้มีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในรูปของการบริจาคสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นเฉพาะหน้ารวมทั้งการพัฒนาอาชีพเพื่อสร้างรายได้ให้เลี้ยงตัวเองได้ในระยะยาว หรือการดูแลบำบัดน้ำเสีย ของเสีย อากาศเสีย ก่อนปล่อยออกนอกโรงงาน เพื่อมิให้ชุมชนได้รับผลกระทบต่อสุขภาพและสามารถอาศัยอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุข ฯลฯ

คำตอบแบบที่สอง ในเมื่อการทำ CSR เป็นขององค์กร เป็นการใช้ทรัพยากรของกิจการ ดังนั้น ผลที่องค์กรควรจะได้รับ คือ ‘ความยั่งยืนขององค์กร’ จากการที่กิจการได้แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบที่มีต่อสังคม พูดอีกนัยหนึ่ง คือ สังคมให้การยอมรับสิ่งที่องค์กรดำเนินการ ทำให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีข้อขัดแย้งหรือเกิดปัญหากับสังคม เช่น การปฏิบัติตามกฎหมายท้องถิ่น การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลลูกค้า การไม่เอารัดเอาเปรียบคู่ค้า จริยธรรมและความโปร่งใสในการให้บริการ ฯลฯ

อันที่จริง ถ้าเราไม่ได้คิดอะไรมาก ไม่ว่าจะเป็นคำตอบแบบใด การที่องค์กรได้ทำ CSR ในทั้งสองกรณี ก็ต้องถือว่าดีอยู่แล้ว เพราะผู้มีส่วนได้เสียซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่องค์กรได้รับผิดชอบต่อกลุ่มเหล่านั้น ได้รับประโยชน์สมตามเจตนารมณ์

แต่ในภาพใหญ่ ผลรวมของการทำ CSR ที่มาจากองค์กรต่างๆ ซึ่งพิจารณาได้ตั้งแต่ระดับชุมชน ระดับประเทศ ไปจนถึงระดับโลก ยังมีข้อถกเถียงว่า จะนำไปสู่ความยั่งยืนของสังคม หรือความยั่งยืนขององค์กร มากกว่ากัน

ข้อถกเถียงในประเด็นนี้ ยิ่งมีการขยายวงมากขึ้น เมื่อกระแสเรื่อง ESG (Environmental, Social and Governance) ได้เข้ามามีบทบาทต่อการดำเนินงานขององค์กรในปัจจุบัน เนื่องจากภาคธุรกิจได้ขานรับเอาแนวคิด ESG มาใช้เป็นภาษากลางในการขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืน

ต้องเข้าใจก่อนว่า คำว่า ESG ปรากฎอย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.2004 ในเอกสารรายงานชื่อ “Who cares wins” ที่สนับสนุนแนวคิดของการบูรณาการปัจจัยสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ในตลาดทุน ซึ่งเชื่อกันว่า ไม่เพียงนำไปสู่ผลลัพธ์ทางสังคมที่ดีขึ้น แต่ยังช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ตัวตลาดทุนเอง ด้วยการทำให้ตลาดทุนมีความยั่งยืนมากขึ้น

รายงานฉบับนี้ เป็นผลพวงที่เกิดขึ้นจากการที่ นายโคฟี อันนัน ซึ่งดำรงตำแหน่งเลขาธิการสหประชาชาติในขณะนั้น ได้เขียนจดหมายถึงบรรดาซีอีโอของสถาบันการเงินชั้นนำ 55 แห่ง เพื่อให้ช่วยหาวิธีในการผนวกเรื่อง ESG เข้ากับตลาดทุน ฉะนั้น ต้นเรื่องของแนวคิด ESG จึงมาจากผู้มีส่วนได้เสียที่เป็นกลุ่มผู้ลงทุนสถาบัน

การผลักดันการผนวกเรื่อง ESG จึงถูกดำเนินการผ่านบริษัทที่ลงทุน (Investees) นั่นก็คือ บรรดาบริษัทจดทะเบียนในตลาดทุนทั่วโลก ซึ่งหากบริษัทที่ลงทุนไม่สนใจหรือไม่ขานรับเรื่อง ESG ไปดำเนินการ ผู้ลงทุนอาจจะมีมาตรการในระดับขั้นที่แตกต่างกัน ตั้งแต่การลดน้ำหนักการลงทุน การลดการถือครอง ไปจนถึงการขายหลักทรัพย์ออกจากพอร์ตการลงทุน

นี่อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ผู้ลงทุนมีความโน้มเอียงที่จะใช้คำ ESG ในการสานสัมพันธ์กับบริษัท มากกว่าที่จะใช้คำ CSR เนื่องจากยูนิเวิร์สของผู้ที่เกี่ยวข้องกับ CSR ในแง่ของการได้รับประโยชน์ คือ ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ขณะที่ยูนิเวิร์สของผู้ที่จะได้รับประโยชน์จาก ESG คือ กลุ่มผู้ลงทุนเป็นหลัก

ทีนี้ ในแง่ของการใช้ ESG เป็นเครื่องมือสำหรับการตัดสินใจลงทุน ปฏิเสธไม่ได้ว่า ผู้ลงทุนย่อมต้องการผลตอบแทนที่น่าพอใจ ก็เลยกลายเป็นว่า การคำนึงถึงปัจจัย ESG แทนที่จะให้น้ำหนักกับผลกระทบจากการดำเนินงานของบริษัทที่มีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (People และ Planet) ในลักษณะมุ่งไปภายนอก (Outwards) กลับกลายเป็นการคำนึงถึงปัจจัยด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมที่กระทบต่อผลประกอบการของบริษัท (Profit) ในลักษณะมุ่งมาภายใน (Inwards) เพื่อที่จะกำกับดูแลให้บริษัทมีการส่งมอบผลตอบแทนที่น่าพอใจให้กับการลงทุนของตน

พัฒนาการในเรื่องนี้ ได้มาถึงจุดที่มีการต่อเติมเครื่องมือการวิเคราะห์สารัตถภาพ (Materiality Analysis) ซึ่งเป็นการค้นหาและระบุประเด็นความยั่งยืนที่เป็นสาระสำคัญที่บริษัทจำเป็นต้องดำเนินการ อันถือเป็นหัวใจของการขับเคลื่อนเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน จากเดิมที่ใช้เกณฑ์ผลกระทบที่เกิดจากองค์กรทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม (แบบ Outwards) เพิ่มมาเป็นใช้เกณฑ์ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่เกิดกับองค์กร (แบบ Inwards) ร่วมด้วย เรียกว่าเป็น หลักการทวิสารัตถภาพ หรือ Double Materiality Principle โดยปรากฏอย่างเป็นทางการครั้งแรกในเอกสารแนวทางการรายงานข้อมูลที่มิใช่ตัวเลขทางการเงิน: ส่วนเสริมของการรายงานข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ ซึ่งคณะกรรมาธิการยุโรปเป็นผู้เสนอ เมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ.2019

ปัจจุบัน คณะที่ปรึกษาการรายงานข้อมูลทางการเงินแห่งยุโรป (EFRAG) เป็นผู้จัดทำร่างข้อกำหนดการรายงานข้อมูลความยั่งยืนของกิจการ (CSR Directive) รวมถึงหลักการทวิสารัตถภาพ แก่คณะกรรมาธิการยุโรป เพื่อเสนอต่อสภายุโรปให้บังคับใช้ ซึ่งคาดว่าจะมีผลในปี ค.ศ.2024 (สำหรับการรายงานในรอบบัญชีปี ค.ศ.2023)

กระทั่ง สำนักประเมินข้อมูลและจัดทำดัชนีระดับโลก ยังใช้เครื่องมือประเมินในแบบ Inwards เพื่อตอบโจทย์ผู้ลงทุน โดยพิจารณาปัจจัยด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ที่จะส่งผลต่อบรรทัดสุดท้ายของกิจการ มากกว่าการให้น้ำหนักต่อผลกระทบที่กิจการก่อขึ้นกับผู้คนและผืนโลก (อ่านเพิ่มเติมใน The ESG Mirage)

ไม่เป็นที่สงสัยว่า ทุนได้เลือกข้างความยั่งยืน ไปเรียบร้อยแล้ว แต่จะเป็นความยั่งยืนของสังคมและสิ่งแวดล้อม หรือเป็นความยั่งยืนของกำไรและองค์กร คำตอบของคำถามนี้ ไม่เคยเปลี่ยนแปลงนับตั้งแต่ระบบทุนนิยมได้ถือกำเนิดขึ้น


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Saturday, February 26, 2022

Social Positive Business : ธุรกิจที่เป็นบวกต่อสังคม

เมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา (24 ก.พ.) สถาบันไทยพัฒน์ ได้ทำการประมวลทิศทางความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาความยั่งยืนของกิจการ ประจำปี 2565 ภายใต้รายงานที่มีชื่อว่า 6 ทิศทาง CSR ปี 2565: From ‘Net Zero’ to ‘Social Positive’ เผยแพร่ให้กับหน่วยงานและองค์กรธุรกิจที่ต้องการใช้ประโยชน์จากรูปแบบการดำเนินงานทางธุรกิจที่ให้ผลบวกต่อสังคม และใช้พัฒนาแนวทางการสื่อสารข้อมูลผลกระทบทางบวกที่มีต่อสังคมให้เกิดประสิทธิผล

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัจจัยความท้าทายใหม่ๆ ในปี 2565 ทั้งปัญหาการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ เสถียรภาพทางการเมืองในประเทศ ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและปัญหาหนี้สินในภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น ล้วนส่งอิทธิพลต่อการเติบโตทางธุรกิจและความก้าวหน้าทางสังคม นอกเหนือจากผลพวงของสถานการณ์โควิดที่ยังส่งผลสืบเนื่องต่อในปีนี้

ภาคธุรกิจกำลังเผชิญสถานการณ์ที่ไม่อาจพึ่งพารูปแบบการดำเนินธุรกิจตามปกติ (Business as Usual) ในการเติบโตได้ดังเดิม หลายกิจการที่ได้รับผลกระทบ จำเป็นที่จะต้องมองหาและพัฒนารูปแบบการดำเนินธุรกิจในวิถีปกติใหม่ (Business as New Normal) ที่เอื้อต่อการเติบโตทางธุรกิจในแบบยั่งยืน และสามารถเสริมหนุนการพัฒนาทางสังคมควบคู่ไปพร้อมกัน

แนวคิดธุรกิจที่เป็นบวกต่อสังคม หรือ Social Positive Business ที่สถาบันไทยพัฒน์ได้ริเริ่มขึ้นในปีนี้ เชื่อว่าจะเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อการสร้างผลกระทบต่อสังคมในเชิงบวกไปพร้อมกันกับการเติบโตของธุรกิจ ด้วยการยกระดับจากการให้ความช่วยเหลือแก่สังคมในรูปแบบของการบริจาคเงิน/สินค้า/บริการ ฯลฯ และการเพิ่มระดับการกระจายมูลค่าทางเศรษฐกิจผ่านกิจกรรมทางธุรกิจแก่ผู้มีส่วนได้เสียในห่วงโซ่คุณค่าอย่างเป็นธรรม ไปสู่การใช้ขีดความสามารถหลักทางธุรกิจในการขยายขอบเขตให้ครอบคลุมส่วนตลาดที่ยังมิได้รับการตอบสนอง (Unserved) หรือที่ยังตอบสนองได้ไม่เต็มที่ (Underserved) เพื่อเติมเต็มคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี เกิดเป็นผลบวกต่อสังคมกลุ่มเป้าหมาย

นับจากปีนี้ ประเด็น ESG (Environmental, Social and Governance) จะถูกนำมาใช้สื่อสารเป็นภาษากลางระหว่างกิจการกับผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้รับทราบถึงผลประกอบการทางธุรกิจและผลกระทบที่มีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ในฐานะธุรกิจที่ร่วมสร้างผลกระทบทางบวกต่อสังคม (Social Positive) และร่วมขจัดผลกระทบทางลบต่อสิ่งแวดล้อม (Net Zero)

สำหรับธุรกิจซึ่งเข้าข่ายเป็น Social Positive Business ที่สถาบันไทยพัฒน์ได้นำเสนอไว้ใน 6 ทิศทาง CSR ประจำปี 2565 ประกอบด้วย ธุรกิจระบบอาหารและการเกษตรแบบเจริญทดแทน (Regenerative Agriculture & Food System) ธุรกิจเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) ธุรกิจทรัพยากรหมุนเวียนและพลังงานทางเลือก (Renewable Resources & Alternative Energy) ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนประกอบ (Electric Vehicles & Components) ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อสังคม (Social Digital Assets) และธุรกิจเมตาแวร์เพื่อกลุ่มเปราะบาง (Metaware for Vulnerable Groups)

ในงานแถลงทิศทาง CSR ปีนี้ ยังได้จัดให้มีการเสวนาเรื่อง Social Positive: Business as New Normal เพื่อนำเสนอรูปแบบการดำเนินงานที่เป็นบวกต่อสังคมใน 3 หมวด ได้แก่ 1) การให้ความช่วยเหลือที่เกิดเป็นผลบวกต่อสังคมขึ้นภายหลังกระบวนงานทางธุรกิจ และเป็นกิจกรรมที่อยู่นอกเหนือธุรกิจแกนหลักของกิจการ 2) การกระจายมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดเป็นผลบวกต่อสังคมขึ้นในกระบวนงานทางธุรกิจ ครอบคลุมตั้งแต่ผู้มีส่วนได้เสียในองค์กรไปจนถึงผู้มีส่วนได้เสียในห่วงโซ่คุณค่าของกิจการ และ 3) การขยายขอบเขตการดำเนินงานไปเป็นกระบวนงานทางธุรกิจในวิถีปกติใหม่ ที่ให้ผลบวกต่อสังคมจากธุรกิจแกนหลักของกิจการ

หน่วยงานและผู้สนใจที่ต้องการเอกสาร 6 ทิศทาง CSR ปี 2565: From ‘Net Zero’ to ‘Social Positive’ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการยกระดับการดำเนินธุรกิจให้เกิดเป็นผลบวกต่อสังคม สามารถดาวน์โหลดทางเว็บไซต์ www.thaipat.org (ไม่เสียค่าใช้จ่าย) ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Saturday, February 12, 2022

เมตาเวิร์สเพื่อสังคม

โลกกำลังถูกพัดด้วยคลื่นดิจิทัลลูกที่สาม และคำว่า “เมตาเวิร์ส” เป็นอีกหนึ่งคำใหม่ ที่ได้ถูกนำมาใช้เป็นตัวแทนของการก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลใหม่ ในปี ค.ศ.2021 เป็นต้นมา

คลื่นดิจิทัลลูกแรก เป็นยุคของอินเทอร์เน็ต ที่มีการเริ่มต้นใช้งานในเชิงพาณิชย์ครั้งแรก ในปี ค.ศ.1995 โดยมี “คอมพิวเตอร์” เป็นอุปกรณ์พื้นฐานในการใช้งานเชื่อมต่อ

คลื่นดิจิทัลลูกที่สอง เป็นยุคของโซเชียลมีเดีย ที่เครือข่ายสังคมออนไลน์หลากหลายค่ายเกิดขึ้น ในปี ค.ศ.2005 โดยมี “สมาร์ตโฟน” เป็นอุปกรณ์พื้นฐานในการใช้งานเชื่อมต่อ

เมตาเวิร์ส กำลังเข้ามาเป็นเครือข่ายที่จะพาผู้ใช้งานเข้าสู่โลกความจริงเสมือน (Virtual Reality) และโลกความจริงเสริม (Augmented Reality) ได้ตามแต่ที่ผู้ใช้ต้องการ

ราชบัณฑิตฯ ได้อธิบายขยายความคำสองคำนี้ โดยคำว่า Virtual Reality เป็นสภาวะจำลองที่สร้างขึ้นด้วยคอมพิวเตอร์เพื่อให้เหมือนสภาวะจริง ซึ่งผู้ใช้สามารถมีปฏิกิริยาโต้ตอบกับสภาวะจำลองนี้ได้ เช่น การจำลองสภาพเรือนไทยเพื่อให้ผู้ชมสามารถเข้าไปดูห้องต่าง ๆ ภายในได้เสมือนกับเข้าไปดูจริง ๆ

ส่วนคำว่า Augmented Reality เป็นสภาวะจริงที่แต่งเติมขึ้นด้วยเทคโนโลยี เช่น ผู้ใช้กำลังดูรถยนต์อยู่และต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับรถยนต์ ก็อาจจะใช้แว่นตาชนิดพิเศษซึ่งสามารถแสดงข้อมูลรถยนต์ซ้อนลงบนภาพรถยนต์ที่กำลังมองอยู่ได้

ทั้งสองโลกในเมตาเวิร์ส จำเป็นต้องอาศัยอุปกรณ์พื้นฐานในการใช้งานเชื่อมต่อชนิดใหม่ เช่น อุปกรณ์สวมศีรษะ แว่นหรือเลนส์สร้างภาพเคลื่อนไหว มิใช่แค่คอมพิวเตอร์ ที่ใช้กันในยุคอินเทอร์เน็ต และสมาร์ตโฟน ที่ใช้กันในยุคโซเชียลมีเดีย

การประยุกต์ใช้เมตาเวิร์สที่เริ่มเห็นกันในปัจจุบัน เช่น เล่นเกม ชมคอนเสิร์ต ปาร์ตี้สังสรรค์ เล่าเรียน ประชุมงาน ออกกำลังกาย ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นการใช้เพื่อความบันเทิง สันทนาการ และการทำงาน โดยเจาะไปยังกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้ใช้ทั่วไปซึ่งมีความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีอยู่แล้ว

การใช้เมตาเวิร์ส มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ขึ้นอยู่กับมนุษย์ว่าจะใช้ไปในทางสร้างสรรค์จรรโลงสังคม หรือไปในทางเสื่อมทรามและบ่อนทำลาย (การพนัน ล่อลวง สื่อลามก ฟอกเงิน ฯลฯ เป็นด้านมืดทึบของเมตาเวิร์ส)

ถ้าสามารถขยายโอกาสการใช้เมตาเวิร์สในเชิงสังคมกับกลุ่มเป้าหมายที่ด้อยโอกาส ก็จะเป็นประโยชน์ได้ไม่น้อย

เนื่องจากเมตาเวิร์ส สามารถช่วยจำลองให้บุคคลไปอยู่ในสถานที่ต่างๆ ได้ โดยอาศัยการสวมใส่อุปกรณ์ที่สร้างการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสในรูปแบบของภาพและเสียง และมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่อยู่ในเมตาเวิร์สเดียวกันผ่านการเชื่อมต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ต จึงเป็นการเปิดโอกาสให้คนพิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกาย และผู้สูงอายุที่อยู่ติดบ้านและติดเตียง แต่ประสาทสัมผัสทั้งห้ายังเป็นปกติ สามารถใช้ประโยชน์จากเมตาเวิร์ส มาทดแทนข้อจำกัดในการทำกิจกรรมที่ต้องเดินทางหรือต้องออกจากบ้าน

จากรายงานข้อมูลสถานการณ์ด้านคนพิการในประเทศไทย โดยกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564 ระบุว่า จำนวนของคนพิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกายในประเทศไทย มีอยู่ราว 1 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 50 ของคนพิการทั้งหมด

และในปี พ.ศ.2565 นี้ ประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์ (Aged Society) มีจำนวนผู้สูงอายุราว 13.2 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด ซึ่งหมายถึง ประชากร 1 ใน 5 คือผู้สูงอายุ

ผู้สูงอายุกลุ่มที่เกษียณจากการทำงาน มีรายรับอยู่ในช่วง 1-3 แสนบาทต่อเดือน เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง มีอยู่ราวร้อยละ 18 ของประชากรผู้สูงอายุทั้งหมด ขณะที่ข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่าในปี 2562 ตลาดของสินค้าและบริการสำหรับผู้สูงอายุ มีมูลค่า 1.07 แสนล้านบาท แบ่งเป็นมูลค่าสินค้าเกือบ 7 หมื่นล้านบาท และมูลค่าบริการกว่า 3 หมื่นล้านบาท โดยมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยร้อยละ 5-10 ต่อปี

นับเป็นกลุ่มเป้าหมายขนาดใหญ่ ที่ธุรกิจสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อตอบสนองความต้องการและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของผู้คนในกลุ่มดังกล่าว

ตัวอย่างบริการที่ใช้ประโยชน์เมตาเวิร์สในเชิงสังคม ได้แก่ บริการนำเที่ยวในกลุ่มผู้สูงอายุรวมทั้งคนพิการทางการเคลื่อนไหว ไปยังสถานที่และประเทศต่างๆ ในรูปแบบ “เมตาทัวร์” เสมือนจริง ทั้งในแบบส่วนบุคคลหรือแบบเป็นหมู่คณะ บริการตรวจสุขภาพและให้คำปรึกษาทางการแพทย์ ในรูปแบบ “เมตาแคร์” โดยไม่ต้องเดินทางมายังโรงพยาบาล หรือกระทั่งบริการเลือกซื้อสินค้าและจำลองใช้สินค้าโดยไม่ต้องไปที่ร้านค้า ในรูปแบบ “เมตาชอปปิง” พร้อมส่งสินค้ายังจุดหมายที่ระบุ ทั้งให้กับตนเอง หรือให้กับญาติๆ ที่อยู่ห่างไกล

คลื่นดิจิทัลลูกที่สาม กำลังพัดเข้ามากระทบพฤติกรรมและความเป็นอยู่ของผู้คนในทุกกลุ่มและทั้งโลก ถึงเวลาที่จะต้องเรียนรู้และเตรียมพร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Saturday, January 29, 2022

การประเมิน ESG ทำอย่างไร

ปัจจุบัน กิจการที่หวังจะให้การดำเนินธุรกิจของตนได้รับการยอมรับจากสังคม และมีหลักทรัพย์ที่ได้รับการตอบรับจากผู้ลงทุน หนีไม่พ้นที่จะต้องได้รับการประเมินเรื่อง ESG (Environmental, Social and Governance) จากหน่วยงานประเมินภายนอกที่มีความน่าเชื่อถือและมีความเป็นกลางในการประเมิน ปลอดจากการแทรกแซงโดยกิจการที่ถูกประเมิน

จากผลการสำรวจหน่วยงานผู้ประเมินและจัดอันดับด้าน ESG ทั่วโลก พบว่า มีอยู่มากกว่า 600 แห่ง และมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามการเติบโตของตลาด (SustainAbility, 2020)

โดยที่แต่ละสำนักผู้ประเมิน ต่างก็มีระเบียบวิธีและเกณฑ์ที่ใช้ประเมินแตกต่างกัน จึงทำให้เกิดความยากลำบากทั้งกับองค์กรผู้เป็นเจ้าของข้อมูลที่ถูกประเมิน และกับผู้ลงทุน รวมทั้งบุคคลทั่วไปที่สนใจ ในการใช้ประโยชน์จากผลประเมินที่ได้รับ

และปฏิเสธไม่ได้ว่า ในงานวิจัยหลายชิ้น บ่งชี้ว่า ผลประเมินด้าน ESG ของกิจการ จากหน่วยงานผู้ประเมินที่นำมาศึกษา ไม่พบว่ามี สหสัมพันธ์ (Correlation) ระหว่างผลประเมินในกิจการเดียวกัน ของบรรดาองค์กรผู้ทำการประเมิน (ssrn.3438533, 2022)

กลายเป็นว่า ผู้ใช้ข้อมูล จำเป็นต้องทำการ “ประเมิน ผู้ประเมิน” (Rate the Raters) ก่อนที่จะนำข้อมูลประเมินดังกล่าวไปใช้ประโยชน์

ข้อพิจารณา 3 ประการ ในการประเมินผู้ประเมินว่าจะเชื่อถือได้มากน้อยเพียงใด ได้แก่ คุณภาพในการประเมินและกระบวนการประเมิน ประกอบด้วยการพิจารณาเกณฑ์และหลักการที่ใช้ในการประเมิน ความครอบคลุมในการประเมิน ประกอบด้วยปริมาณข้อมูลและประชากรที่ใช้ในการประเมิน รวมทั้งผลลัพธ์ของการประเมิน ประกอบด้วย ความสัมพันธ์ที่เป็นเหตุเป็นผล (Causation) ระหว่างผลการดำเนินงานด้าน ESG กับผลประกอบการและผลกระทบสู่ภายนอก

ตัวอย่างเกณฑ์ในการประเมิน ที่สถาบันไทยพัฒน์นำมาใช้ ในฐานะผู้บุกเบิกการพัฒนาข้อมูลด้านความยั่งยืนของธุรกิจในประเทศไทย ประกอบด้วย

การพิจารณาประเด็นด้าน ESG ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อศักยภาพการเติบโตของอุตสาหกรรม
การพิจารณาวิธีการที่บริษัทใช้ระบุและจัดการกับโอกาสและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับประเด็นด้าน ESG
การพิจารณาประเด็นด้าน ESG ที่ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการขององค์กร

และที่สำคัญ การประเมินกิจการด้าน ESG ด้วยชุดประเด็นเดียวกัน โดยปราศจากการคำนึงถึงบริบทของประเภทธุรกิจ จะไม่สามารถสะท้อนผลประเมินตามที่เป็นจริงได้อย่างสมบูรณ์

ตัวอย่างชุดประเด็นด้าน ESG ที่สถาบันไทยพัฒน์นำมาใช้ในระเบียบวิธีการประเมิน โดยจำแนกตามกลุ่มธุรกิจ ได้แก่

กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร ประกอบด้วย ประเด็นการจัดการด้านพลังงานและทรัพยากรน้ำ ประเด็นปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ประเด็นความปลอดภัยทางอาหาร โภชนาการ และสุขภาพ ประเด็นการแสดงฉลากผลิตภัณฑ์และการสื่อสารการตลาด และประเด็นผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมของโซ่อุปทานส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์

กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ประกอบด้วย ประเด็นการจัดการด้านพลังงาน ประเด็นความปลอดภัยในตัวผลิตภัณฑ์ ประเด็นการจำกัดการใช้สารเคมีอันตรายในตัวผลิตภัณฑ์ ประเด็นผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมตลอดวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ และประเด็นนวัตกรรมและการสรรหาวัตถุดิบในการผลิต

กลุ่มธุรกิจการเงิน ประกอบด้วย ประเด็นการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล ประเด็นการให้ข้อมูลอย่างโปร่งใสและคำแนะนำที่เป็นธรรมแก่ลูกค้า ประเด็นการบริหารความเสี่ยงเชิงระบบ ประเด็นการบริหารสภาพแวดล้อมทางกฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง และประเด็นการผนวกปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ

กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม ประกอบด้วย ประเด็นการจัดการด้านพลังงาน น้ำ มลอากาศ และของเสีย ประเด็นปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ประเด็นความปลอดภัยในตัวผลิตภัณฑ์ ประเด็นการจัดการด้านสุขภาพ ความปลอดภัย และสถานการณ์ฉุกเฉิน และประเด็นการสรรหาวัสดุ

กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง ประกอบด้วย ประเด็นผลกระทบสิ่งแวดล้อมต่อการพัฒนาโครงการ ประเด็นการใช้ที่ดินและผลกระทบทางนิเวศ ประเด็นการจัดการด้านพลังงาน น้ำ และของเสีย ประเด็นความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน และประเด็นจริยธรรม และความโปร่งใสในการให้บริการ

กลุ่มทรัพยากร ประกอบด้วย ประเด็นปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ประเด็นการจัดการมลอากาศ น้ำทิ้ง และของเสียอันตราย ประเด็นการจัดการผลกระทบทางนิเวศ และชุมชน ประเด็นการเตรียมความพร้อมและแผนเผชิญเหตุฉุกเฉิน/ภัยพิบัติ และประเด็นการบริหารสภาพแวดล้อมทางกฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง

กลุ่มบริการ ประกอบด้วย ประเด็นประสิทธิภาพการใช้พลังงาน น้ำ และการจัดการของเสีย ประเด็นการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ประเด็นการจัดการด้านความปลอดภัยและอุบัติภัย ประเด็นการต้านทุจริตและติดสินบน และประเด็นการบริหารคุณภาพในโซ่อุปทาน

กลุ่มเทคโนโลยี ประกอบด้วย ประเด็นฟุตพริ้นท์ทางสิ่งแวดล้อม ประเด็นการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล ประเด็นการพัฒนาทักษะและฝีมือแรงงาน ประเด็นพฤติกรรมการแข่งขันและการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และประเด็นการสรรหาวัสดุ การจัดการโซ่อุปทาน และซากผลิตภัณฑ์

นอกจากนี้ การประเมิน ESG ควรต้องตอบโจทย์ผู้ลงทุนในมิติของการลงทุนที่ยั่งยืนว่า บริษัทที่มี ESG ดี จะสามารถสร้างผลตอบแทนการลงทุนที่ไม่ด้อยไปกว่าการลงทุนในแบบทั่วไปด้วย ทำให้การระบุความสัมพันธ์ที่เป็นเหตุเป็นผล ระหว่างผลการดำเนินงานด้าน ESG กับผลประกอบการ จึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจมองข้ามในกระบวนการประเมิน ESG ที่ดี


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Saturday, January 15, 2022

ESG... ย่างก้าวสู่ "ความยั่งยืน" ปี 2565

ในวันนี้ เรื่อง ESG (Environmental, Social and Governance) ได้กลายเป็นคำที่องค์กรธุรกิจ โดยเฉพาะบริษัทจดทะเบียน นิยมนำมาเป็นหัวเรื่องที่ใช้สื่อสารกับสาธารณชน ในบริบทของการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงการดูแลสิ่งแวดล้อม รับผิดชอบต่อสังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี เพื่อมุ่งสู่ความยั่งยืนในระยะยาว

ในระดับโลก องค์การสหประชาชาติ ได้มีการประกาศเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) 17 ข้อ โดยมีกำหนดระยะเวลาการบรรลุเป้าหมายไว้ ในปี ค.ศ.2030 หรืออีกไม่ถึง 8 ปีนับจากนี้

ในภาคเอกชน ได้มีองค์กรระหว่างประเทศ หน่วยงานผู้กำกับดูแล และองค์กรผู้กำหนดมาตรฐาน ออกแนวทางการขับเคลื่อนการพัฒนาสู่ความยั่งยืนเผยแพร่ให้แก่ภาคเอกชนสำหรับดำเนินการ โดยหนึ่งในนั้น คือ แนวทางและชุดตัวชี้วัด WFE ESG Metrics ที่จัดทำขึ้นโดยสมาพันธ์ตลาดหลักทรัพย์โลก (World Federation of Exchanges) สำหรับแนะนำให้บริษัทจดทะเบียนใช้เป็นตัวชี้วัดพื้นฐาน (Baseline Indicators) ในการเปิดเผยข้อมูลด้าน ESG ให้แก่ผู้ลงทุน และผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง

ในประเทศไทย สถาบันไทยพัฒน์ ได้ทำการสำรวจสถานภาพการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนจำนวน 739 กิจการ รวมทั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (IF) กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (PF) ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) บริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์ฯ และรัฐวิสาหกิจ อีกจำนวน 87 แห่ง รวมทั้งสิ้น 826 กิจการ

ผ่าน 2.2 ก้าว เพื่อไปให้ถึง 10 ก้าว
ตามผลการประเมินสถานภาพการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน หรือ ESG Disclosure จาก 826 กิจการ พบว่า มีคะแนนรวมโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับ 2.2 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เราได้เดินมาแล้ว 2.2 ก้าว และหากต้องการบรรลุเป้าหมายตามกรอบเวลา SDGs ในปี ค.ศ.2030 เราจะต้องก้าวย่างไปข้างหน้าอีกปีละ 1 ก้าว อย่างต่อเนื่องสะสม

โดยที่ด้านธรรมาภิบาล มีความก้าวหน้ามากสุดที่ 3.88 ก้าว รองลงมาเป็นด้านสังคม 1.78 ก้าว และด้านสิ่งแวดล้อม 0.94 ก้าว ตามลำดับ

หากวิเคราะห์ข้อมูลย่างก้าวของกิจการที่สำรวจ จำแนกตามกลุ่มอุตสาหกรรม พบว่า กิจการที่มีความก้าวหน้ามากสุดในด้านธรรมาภิบาล ได้แก่ กลุ่มธุรกิจบริการ อยู่ที่ 4.32 ก้าว ขณะที่ กิจการซึ่งมีความก้าวหน้ามากสุดในด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ กลุ่มธุรกิจการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร โดยด้านสังคมอยู่ที่ 2.66 ก้าว และด้านสิ่งแวดล้อมอยู่ที่ 2.1 ก้าว ตามลำดับ

3 ปัจจัย ESG ที่ต้องเร่งเติมเต็ม
ในผลการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยปัจจัย ESG ที่อ้างอิงตามแนวทางและชุดตัวชี้วัดพื้นฐานของ WFE ที่กิจการควรดำเนินการได้ทั้งหมด จำนวน 30 ตัวชี้วัด

จากผลสำรวจพบว่า ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่มีการเปิดเผยต่ำสุด ได้แก่ ข้อมูลงบลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Risk Mitigation) ขณะที่ ปัจจัยด้านสังคมซึ่งควรต้องมีการยกระดับการเปิดเผยข้อมูล ได้แก่ ข้อมูลด้านการไม่เลือกปฏิบัติ (Non-discrimination) ส่วนปัจจัยด้านธรรมาภิบาลซี่งไม่พบว่ามีการเปิดเผยโดยกิจการที่ทำการสำรวจ ได้แก่ ข้อมูลการจ่ายค่าตอบแทนจูงใจ (Incentivized Pay) บุคลากรในระดับบริหาร ที่มีการผูกโยงกับผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืน

ปัจจัย ESG ที่องค์กรควรดำเนินการ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ กิจการสามารถช่วยเติมเต็ม หรือปิดช่องว่าง (Gap) การดำเนินงานด้าน ESG เพื่อตอบสนองต่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน นับจากปี ค.ศ.2022 นี้ เป็นต้นไป ได้ด้วยการถามตนเองว่า

-กิจการมีงบลงทุนประจำปีในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โครงสร้างพื้นฐาน การปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศหรือไม่
-กิจการมีข้อพึงปฏิบัติตามนโยบายการไม่เลือกปฏิบัติ และ/หรือนโยบายการป้องกันการล่วงละเมิดและคุกคามทางเพศหรือไม่
-กิจการมีการกำหนดค่าตอบแทนจูงใจโดยนำผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนมาพิจารณาให้แก่ผู้บริหาร หรือไม่

ย่างก้าวสู่ความยั่งยืน เพื่อการบรรลุเป้าหมายที่ขับเคลื่อนโดยภาคเอกชน ตามแนวทาง ESG เป็นเสมือนภาษากลาง สำหรับใช้สื่อสารระหว่างองค์กรธุรกิจกับผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องกับกิจการ ให้รับทราบถึงผลการดำเนินงานทางธุรกิจและผลกระทบทางบวกที่มีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิผลและเห็นพ้องต้องกัน


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Saturday, January 01, 2022

เปิดผลสำรวจ ESG ธุรกิจไทย ปี 64

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในรอบปีที่ผ่านมา ภาคเอกชน โดยเฉพาะองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ ได้นำคำ ESG (Environmental, Social and Governance) มาใช้สื่อสารกับสาธารณะ ต่อสิ่งที่กิจการมีการดำเนินงานในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล มากขึ้น จนกลายเป็นคำสามัญที่ใช้แสดงถึงการขับเคลื่อนเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนในบริบทของภาคธุรกิจไปโดยปริยาย

สิ่งที่องค์กรธุรกิจมีร่วมกัน โดยสะท้อนออกมาจากถ้อยแถลงของผู้บริหารระดับสูงและจากคณะกรรมการบริษัท คือ เจตนารมณ์และความมุ่งมั่นในการดำเนินการต่อเรื่อง ESG แต่สิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งมีความแตกต่างกัน คือ ขีดความสามารถในการแปลงเจตนา (Intention) ให้ไปสู่การกระทำ (Action) ตามที่ได้แถลงไว้

การวัดขีดความสามารถในเรื่องดังกล่าว จะประกอบด้วยส่วนที่เป็นผลการดำเนินงานที่เกี่ยวเนื่องกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล หรือ ESG Performance กับส่วนที่เป็นการเปิดเผยข้อมูลผลการดำเนินงานนั้นๆ หรือ ESG Disclosure ตามที่เป็นจริง

สิ่งที่มักพบเห็น มีทั้งกรณีปกติ คือ กิจการได้ดำเนินการตามเจตนารมณ์และเปิดเผยข้อมูลการดำเนินการดังกล่าว กับกรณีที่กิจการมิได้ดำเนินการจึงไม่มีการเปิดเผยข้อมูล และกรณีที่ไม่ปกติ เช่น กิจการมีการดำเนินการในเรื่อง ESG แต่มิได้เปิดเผยข้อมูลตามที่ได้ดำเนินการ กับกรณีที่กิจการมิได้ดำเนินการตามที่แถลง แต่มีการเปิดเผยข้อมูลว่าได้ดำเนินการ หรือมีการเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง

ผลสำรวจปี 64 มาจากทุก บจ. ในตลาดฯ
ในปี 2564 สถาบันไทยพัฒน์ ได้ทำการสำรวจข้อมูลความยั่งยืนของกิจการและหลักทรัพย์จดทะเบียน จำนวน 826 ราย ประกอบด้วย บจ. ในตลาด SET 563 ราย ในตลาด mai 176 ราย และอื่นๆ* อีก 87 ราย พบว่า การเปิดเผยข้อมูลซึ่งมีสัดส่วนมากสุดอยู่ที่ด้านสังคม 61.2% ด้านเศรษฐกิจ 22.35% และด้านสิ่งแวดล้อม 16.45% ตามลำดับ

หากวิเคราะห์ข้อมูลกิจการที่สำรวจ จำแนกตามกลุ่มอุตสาหกรรม พบว่า กิจการที่ได้คะแนนการดำเนินงาน ESG รวมสูงสุดในสามอันดับแรก ได้แก่ กิจการในกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร รองลงมาเป็นกิจการในกลุ่มทรัพยากร และกลุ่มธุรกิจการเงิน ตามลำดับ

สำหรับประเด็นความยั่งยืนที่มีการเปิดเผยสูงสุดในสามอันดับแรก ได้แก่ ผลเชิงเศรษฐกิจ 88.13% การจ้างงาน 84.83% อาชีวอนามัยและความปลอดภัย 62.8% ส่วนการตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ที่ภาคธุรกิจมีการเปิดเผยสูงสุดในสามอันดับแรก ได้แก่ เป้าหมายที่ 5 ความเท่าเทียมทางเพศ เป้าหมายที่ 8 เศรษฐกิจและการจ้างงาน และเป้าหมายที่ 16 สังคมและความยุติธรรม ตามลำดับ

ไฮไลต์ผลสำรวจ ESG ที่น่าสนใจ
ผลการสำรวจโดยใช้ประเด็นความยั่งยืนที่อ้างอิงจากมาตรฐาน GRI (Global Reporting Initiative) พบว่ามีเพียง 3.03% ที่มีการรายงานเรื่องข้อปฏิบัติด้านการจัดซื้อจัดจ้าง (Procurement Practices) และมีมากถึง 84.17% ที่ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลในประเด็นมลอากาศ (Emissions) นอกจากนี้ ยังพบว่ามีไม่ถึง 7.39% ที่มีการเปิดเผยเรื่องการประเมินสิทธิมนุษยชน (Human Rights Assessment)

ขณะที่การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยปัจจัย ESG ที่อ้างอิงตามแนวทางและชุดตัวชี้วัดของ WFE (World Federation of Exchanges) จากผลสำรวจพบว่า มากถึง 90.6% ไม่มีการรายงานเรื่องงบลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Risk Mitigation) และมีเพียง 38.79% ที่มีการรายงานเรื่องการไม่เลือกปฏิบัติ (Non-discrimination) และไม่พบว่ามีบริษัทใดที่มีการรายงานเรื่องการจ่ายค่าตอบแทนจูงใจ (Incentivized Pay) โดยนำผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนมาพิจารณาให้แก่ผู้บริหาร

และเมื่อสำรวจข้อมูลการดำเนินงานที่มีการตอบสนองต่อ SDGs ตามแนวทาง GCI (Guidance on Core Indicators) ที่จัดทำโดย ISAR (International Standards of Accounting and Reporting) พบว่า ยอดการลงทุนสีเขียวของกิจการที่มีการเปิดเผยข้อมูล ซึ่งตอบสนองต่อ SDG เป้าที่ 7 (ด้านพลังงาน) มีมูลค่าราว 158,528 ล้านบาท ขณะที่ยอดการลงทุนชุมชน ซึ่งตอบสนองต่อ SDG เป้าที่ 17 (ด้านหุ้นส่วนความร่วมมือ) มีมูลค่าราว 8,960 ล้านบาท และไม่มีองค์กรใดเลยที่มีการเปิดเผยข้อมูลชั่วโมงการฝึกอบรมด้านการต้านทุจริต ซึ่งเป็นประเด็นที่ภาคธุรกิจใช้ตอบสนองต่อ SDG เป้าที่ 16 (ด้านสังคมและความยุติธรรม)

ข้อมูลผลสำรวจข้างต้น สถาบันไทยพัฒน์ ได้จัดเวทีรายงาน “ผลการสำรวจข้อมูลความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนไทย ปี 2564” และการเสวนา “ESG Metrics: ตัวชี้วัดธุรกิจวิถียั่งยืน” เมื่อเร็วๆ นี้ โดยผู้ที่สนใจสามารถรับชมวีดิทัศน์ย้อนหลัง และดาวน์โหลดเอกสารที่นำเสนอในเวทีทั้งสองช่วง ที่เว็บไซต์ของสถาบันไทยพัฒน์ (https://thaipat.org) ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป


--------------------------------------
* ได้แก่ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (IF) กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (PF) ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) บริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์ฯ และรัฐวิสาหกิจ



จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]