Sunday, May 20, 2018

หุ้นยั่งยืน ESG100

เมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา (17 พ.ค.) สถาบันไทยพัฒน์ โดยหน่วยงาน ESG Rating ได้ประกาศรายชื่อบริษัทจดทะเบียนที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance) ติดอันดับ ESG100 ประจำปี 2561 เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้ลงทุนที่ต้องการลงทุนในหลักทรัพย์จดทะเบียนที่มีคุณภาพ และได้รับผลตอบแทนที่มิได้ด้อยไปกว่าการลงทุนในแบบทั่วไป

การจัดอันดับหลักทรัพย์กลุ่ม ESG100 รอบนี้ ถือเป็นปีที่สี่ของการประเมินด้วยการคัดเลือกจาก 683 บริษัทจดทะเบียน (ไม่รวมหลักทรัพย์ที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟู) ทำการประเมินโดยใช้ข้อมูลที่เกี่ยวกับ ESG จาก 6 แหล่ง จำนวนกว่า 12,648 จุดข้อมูล ตามที่บริษัทจดทะเบียนเปิดเผยต่อสาธารณะ ผ่านรายงานแห่งความยั่งยืน รายงานประจำปี หรือในแบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี (แบบ 56-1) โดยไม่ใช้แบบสำรวจข้อมูลหรือแบบสอบถามใดๆ เพิ่มเติม

การประเมินในปีนี้ ได้มีการพิจารณาข้อมูลทั้งการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) และผลประกอบการของบริษัทควบคู่ไปพร้อมกัน โดยใช้เรตติ้งโมเดลที่พัฒนาขึ้นจากหลักการแนวทางตามมาตรฐานการประเมินความยั่งยืนของ GISR (Global Initiative for Sustainability Ratings) ทำให้หลักทรัพย์กลุ่ม ESG100 สามารถตอบโจทย์ทั้งผู้มีส่วนได้เสีย รวมทั้งผู้ถือหุ้นและผู้ลงทุน

การประเมินหลักทรัพย์ ESG100 ประกอบด้วยเกณฑ์เบื้องต้นสำหรับการคัดกรอง (Screening Criteria) และเกณฑ์หลักสำหรับการประเมิน (Rating Criteria) โดยเกณฑ์เบื้องต้นสำหรับการคัดกรอง ประกอบด้วย ผลการดำเนินงานของบริษัทต้องมีผลประกอบการที่เป็นกำไรติดต่อกันสองรอบปีบัญชีล่าสุด การปลอดจากการกระทำความผิดโดยที่บริษัทหรือคณะกรรมการหรือผู้บริหารระดับสูงของบริษัท ต้องไม่ถูกสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวโทษหรือเปรียบเทียบปรับในรอบปีประเมิน และการกระจายการถือหุ้นโดยผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free Float) ของบริษัทเป็นไปตามที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำหนด

ส่วนเกณฑ์หลักสำหรับการประเมิน ประกอบด้วย การพิจารณาประเด็นด้าน ESG ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อศักยภาพการเติบโตของอุตสาหกรรม การพิจารณาวิธีการที่บริษัทใช้ระบุและจัดการกับโอกาสและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับประเด็นด้าน ESG และการพิจารณาประเด็นด้าน ESG ที่ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการขององค์กร เพื่อให้สะท้อนผลตอบแทนการลงทุนหรือตัวเลขผลประกอบการที่สัมพันธ์กับการดำเนินงานด้าน ESG ของบริษัท และสามารถตอบโจทย์ผู้ลงทุนในมิติของการลงทุนที่ยั่งยืนว่า บริษัทที่มี ESG ดี จะสามารถสร้างผลตอบแทนการลงทุนที่ดีด้วย

ผลการคัดเลือกบริษัทจดทะเบียนที่เข้าอยู่ในยูนิเวิร์สของ ESG100 ปีนี้ มีบริษัทจดทะเบียนที่ติดอันดับ จำแนกตามกลุ่มอุตสาหกรรมทั้ง 8 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร 10 บริษัท กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค 6 บริษัท กลุ่มธุรกิจการเงิน 12 บริษัท กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม 14 บริษัท กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง 10 บริษัท กลุ่มทรัพยากร 16 บริษัท กลุ่มบริการ 23 บริษัท และกลุ่มเทคโนโลยี 9 บริษัท โดยในจำนวนนี้ มีหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาด mai เข้าอยู่ใน ESG100 อยู่ด้วยจำนวน 10 บริษัท

ทั้งนี้ มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เกตแคป) รวมกันของหลักทรัพย์ ESG100 มีมูลค่าราว 12.4 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 69.4 เมื่อเทียบกับมาร์เกตแคปรวมของตลาด (SET+mai) ที่ 17.9 ล้านล้านบาท

เมื่อนำกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 มาใช้เป็นฐานในการพัฒนาแบบจำลอง เพื่อทดสอบความสามารถในการให้ผลตอบแทน โดยใช้ข้อมูลย้อนหลัง 5 ปี พบว่า หุ้นใน ESG100 จะให้ผลตอบแทนที่ 81.03% ขณะที่หุ้นในดัชนี SET จะให้ผลตอบแทนอยู่ที่ 27.90% ส่วนหุ้นในดัชนี SET100 จะให้ผลตอบแทนอยู่ที่ 25.74% และหุ้นในดัชนี SET50 จะให้ผลตอบแทนอยู่ที่ 27.24% แสดงให้เห็นว่า หุ้นกลุ่ม ESG100 สามารถให้ผลตอบแทนชนะตลาด อยู่ประมาณ 3 เท่า


สำหรับผลการทดสอบการให้ผลตอบแทน โดยใช้ข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี พบในทำนองเดียวกันว่า หุ้นใน ESG100 จะให้ผลตอบแทนที่ 673% ขณะที่หุ้นในดัชนี SET จะให้ผลตอบแทนอยู่ที่ 200.96% ส่วนหุ้นในดัชนี SET100 จะให้ผลตอบแทนอยู่ที่ 177.61% และหุ้นในดัชนี SET50 จะให้ผลตอบแทนอยู่ที่ 172.09%

ในกลางปีนี้ สถาบันไทยพัฒน์ จะมีการเผยแพร่ ESG Index เพื่อใช้เป็นดัชนีอ้างอิงสำหรับเป็นทางเลือกของการลงทุนที่ยั่งยืนในตลาดทุนไทย คล้ายกับในต่างประเทศ ที่มีดัชนีประเภทดังกล่าวใช้อ้างอิงอยู่อย่างแพร่หลาย อาทิ S&P Global 1200 ESG Factor Weighted Index, FTSE ESG Indexes, MSCI ESG Leaders Indexes, Russell 1000 ESG Index เป็นต้น

ผู้ลงทุนที่สนใจข้อมูลหลักทรัพย์จดทะเบียนในกลุ่ม ESG100 สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.esgrating.com


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Monday, May 07, 2018

สังคมแห่งการชี้นำ

ปรากฏการณ์ทางสังคมในแต่ละยุคสมัย สามารถอธิบายได้ด้วยการค้นหาตัวแปร หรือปัจจัยหลักที่มีอิทธิพลส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อพฤติกรรมของวิถีชีวิตผู้คนโดยส่วนใหญ่ในยุคสมัยนั้น ๆ

บทความนี้ไม่ได้เกิดจากการวิจัยทางวิชาการ แต่เป็นการประมวลการรับรู้ของผู้เขียน ในฐานะคนในสังคมคนหนึ่ง ที่ได้รับอิทธิพลจากการเคลื่อนย้ายจากสังคมอุตสาหกรรมสู่สังคมสารสนเทศ และได้ก้าวย่างสู่ยุคของสังคมแห่งการชี้นำในปัจจุบัน

เริ่มต้นจากการเคลื่อนย้ายของสังคมเกษตรกรรม (agricultural) หรือยุค 1.0 เข้าสู่สังคมอุตสาหกรรม (industrial) หรือยุค 2.0 ซึ่งเกิดจากปัจจัยหลักคือ เทคโนโลยีที่มาช่วยขยายขีด หรือกำลังการผลิต ส่งผลให้เกิดการแปรรูปผลผลิตขนานใหญ่ เกิดรูปแบบบริการใหม่ ๆ ในวงจรเศรษฐกิจ ศาสตร์ทางด้านการตลาด และการโฆษณาประชาสัมพันธ์ถูกคิดค้นขึ้นเพื่อโน้มน้าวให้เกิดการซื้อ (ที่มากเกินความจำเป็น) รองรับกับปริมาณสินค้าที่สามารถผลิตได้คราวละมาก ๆ ด้วยเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นในยุคนี้

การเข้าสู่สังคมสารสนเทศ (information) หรือยุค 3.0 เกิดจากปัจจัยหลักคืออินเทอร์เน็ตที่เอื้อให้เกิดเครือข่ายแหล่งข้อมูลขนาดใหญ่ เป็น “การเชื่อมต่อระหว่างข้อมูล” ซึ่งคนทั้งโลกสามารถเข้าถึง และแลกเปลี่ยนกันได้โดยง่าย ก่อให้เกิดเป็นโลกาภิวัตน์ การเคลื่อนย้ายทุนในระบบเศรษฐกิจ (โดยเฉพาะทุนที่สามารถแปลงเป็นบิตข้อมูล เช่น เงิน ทรัพย์สินทางปัญญา) รวมถึงการค้าขายแบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

สำหรับสังคมที่เกิดต่อจากยุคสารสนเทศ มีผู้สันทัดกรณีบัญญัติศัพท์ไว้หลากหลาย อาทิ ยุคสร้างสรรค์ หรือ creative ยุคความเป็นส่วนบุคคล หรือ personalization ยุคประสบการณ์ หรือ experience ยุคปฏิสัมพันธ์ หรือ interaction ยุคการมีส่วนร่วม หรือ participation ยุคการร่วมทำงาน หรือ collaboration ยุคแบ่งปัน หรือ sharing ยุคการแนะนำ หรือ recommendation ฯลฯ (ศัพท์คำหลังนี้ พูดให้เข้าใจง่าย คือ ยุคที่ต้องพึ่งพาการรีวิว จากทั้งผู้รู้และผู้ใช้ เนื่องจากมีสินค้าเฟ้อเต็มตลาด)

ทั้งนี้ การเข้าสู่สังคมยุค 4.0 เกิดจากปัจจัยหลักคือสื่อสังคมออนไลน์ ที่เอื้อให้เกิด “การเชื่อมต่อระหว่างบุคคล” เป็นเครือข่ายของชุมชนขนาดใหญ่ที่ไร้พรมแดน พัฒนาจากการสื่อสารข้อมูล ขยายวงมาสู่การแพร่กระจายของความคิดเห็น ซึ่งศัพท์ที่ผมคิดว่าเหมาะสมในการหยิบมาใช้ สะท้อนปรากฏการณ์ของยุค 4.0 คือ การเคลื่อนย้ายสู่สังคมชี้นำ (influence) ด้วยความเห็นของผู้ที่เรา (ในฐานะ fan, friend, follower) ให้การยอมรับหรือที่เราอยากคล้อยตามเป็นหลัก (ถูกหรือไม่ถูก เป็นอีกเรื่องหนึ่ง)

ไม่ใช่ว่าเรื่องการชี้นำ เพิ่งจะเกิดขึ้นในยุคที่มีสื่อสังคมออนไลน์ การใช้อิทธิพลโน้มน้าวผู้คน มีมาก่อนที่จะเกิดเครือข่ายอินเทอร์เน็ตด้วยซ้ำ แต่ด้วยเหตุที่สื่อสังคมออนไลน์ เป็นปัจจัยหลักที่เอื้อให้เกิดการสื่อความเห็นเพื่อโน้มน้าวผู้คนได้คราวละมาก ๆ ผ่านอุปกรณ์สื่อสารที่ทุกคนมีติดตัว ทำให้เข้าถึงได้ทะลุทะลวงกว่าสื่อติดโต๊ะ อย่างสิ่งพิมพ์ คอมพิวเตอร์ หรือสื่อติดห้อง อย่างวิทยุ โทรทัศน์ หรือสื่อติดป้าย อย่างแบนเนอร์ บิลบอร์ด (ปรากฏการณ์นี้คล้ายคลึงกับการแปรรูปผลผลิตที่มีอยู่แล้วในยุคเกษตรกรรม แต่ด้วยเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดการแปรรูปได้คราวละมาก ๆ จึงวิวัฒนาการมาเป็นยุคอุตสาหกรรม)

จะชอบหรือไม่ก็ตาม สังคมได้เคลื่อนเข้าสู่ยุคที่ผู้คนมีแนวโน้มที่จะใฝ่หาความ “ถูกใจ” ก่อนความ “ถูกต้อง” อย่างเปิดเผย และยิ่งไปกว่านั้น ยังพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงหรือยอมละเมิดกฎเกณฑ์ที่วางไว้แต่เดิม เพื่อให้ความถูกใจของตนหรือของกลุ่ม ได้รับความชอบธรรม แม้จะไม่ถูกต้องก็ตาม


สรุปความได้ว่าผลของวิวัฒนาการที่เกิดขึ้นในทั้ง 4 ยุค ผลักดันให้ผู้คนแสวงหาและสะสม “ทรัพยากร” ที่มีค่าในยุคแรก (agricultural age) อาศัยกระบวนการผลิตที่ทันสมัย แปรรูปทรัพยากรให้เป็น “สินค้า” ที่มีค่าในยุคที่สอง (industrial age) ซึ่งเป็นวิวัฒนาการในเชิงกายภาพ (physical) กับสิ่งของบริการที่มีรูปหรือสัมผัสได้

ตามมาด้วยการสร้างและสะสม “ข้อมูล” ที่มีค่าในยุคที่สาม (information age) และได้อาศัยกระบวนการประมวลข้อมูล สังเคราะห์ให้เป็น “ความเห็น” ที่มีค่าในยุคปัจจุบัน (influence age) ถือได้ว่าเป็นวิวัฒนาการในเชิงตรรกะ (logical) กับสิ่งที่ไม่มีรูปหรือรับรู้ได้ผ่านความเข้าใจ

เรื่องที่น่าสนใจต่อไปคือในห้วงเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมานี้ ได้เริ่มมีการก่อตัวของแบบแผนที่เป็นเค้าลางของสังคมยุค 5.0 ที่เราสามารถนำวิวัฒนาการในอดีตทั้ง 4 ยุค มาพยากรณ์รูปแบบของสังคมในยุคหน้า ซึ่งผมจะขออนุญาตนำมาเสนอในโอกาสต่อไป


จากบทความ 'Social Talk' ในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

Sunday, May 06, 2018

ธุรกิจที่สังคมต้องการ

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (1 พ.ค.) หน่วยงาน Shared Value Initiative ที่เป็นความริเริ่มของ Foundation Strategy Group (FSG)องค์กรที่ปรึกษาไม่แสวงหาผลกำไร ซึ่งก่อตั้งโดย “ไมเคิล อี พอร์เตอร์” และ “มาร์ค เครเมอร์” ผู้ที่เป็นต้นตำรับแนวคิด CSV (Creating Shared Value) ได้จัดงาน Shared Value Leadership Summit ประจำปี 2018 ณ กรุงนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ขึ้นเป็นครั้งที่ 8 นับจากที่จัดขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ.2011


หนึ่งในวิทยากรหลักในงานประจำปีนี้ ยังคงเป็น ไมเคิล อี พอร์เตอร์ ที่ขึ้นมากล่าวนำ ในหัวข้อ “Shared Value, Investors and Strategy” โดยพอร์เตอร์ระบุว่า ณ เวลานี้ คือ จุดพลิกผัน (Inflection Point) อย่างใหญ่หลวงที่เป็นผลจากแนวคิดคุณค่าร่วม มากกว่าตอนที่บทความ “Creating Shared Value” ได้ตีพิมพ์ในนิตยสาร ฮาร์วาร์ด บิสิเนส รีวิว เมื่อปี ค.ศ.2011 ด้วยซ้ำไป

พอร์เตอร์ มิได้ปฏิเสธว่า ในห้วงเวลาเจ็ดปีที่ผ่านมา มีแนวคิดดีๆ ที่มุ่งเป้าประสงค์ไปยังการแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมมากมาย อาทิ Circular Economy, Net Positive, Triple Bottom Line ฯลฯ ซึ่งแนวคิดส่วนใหญ่เหล่านั้น นำเสนอถึงสิ่งที่ควรดำเนินการ แต่มิได้มี Playbook ที่แสดงให้เห็นว่า จะสามารถดำเนินการสิ่งเหล่านั้นอย่างไร ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ในระดับองค์กร คุณค่าร่วม มิใช่แนวคิดที่เสนอให้ธุรกิจทำ “สิ่งที่ดี” หรือไม่หวังผลตอบแทนใดๆ ตรงกันข้าม แนวคิดคุณค่าร่วมเสนอให้กิจการยังคงพุ่งเป้าที่การทำ “ธุรกิจ” แสวงหากำไร โดยใช้รูปแบบทางธุรกิจที่สามารถสร้างให้เกิดคุณค่าร่วมระหว่างกิจการและสังคมไปพร้อมกัน

คุณค่าร่วม จึงจัดเป็น “กลยุทธ์” ทางธุรกิจ สำหรับกิจการที่ต้องการได้มาซึ่งความได้เปรียบทางการแข่งขัน ด้วยการวางจุดยืนทางกลยุทธ์ (Strategic Positioning) และทำในสิ่งที่แตกต่าง มากกว่าการพัฒนาประสิทธิผลของการดำเนินงาน (Operational Effectiveness) และทำในสิ่งเดิมให้ดีขึ้น

ในระดับอุตสาหกรรม คุณค่าร่วม นำไปสู่การสร้างวิถีแห่งการแข่งขันที่ยกระดับจาก “Zero Sum” ไปสู่ “Positive Sum” คือ แทนที่ธุรกิจจะแข่งขันกันในแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน ด้วยการห้ำหั่นราคา ในผลิตภัณฑ์ที่คล้ายคลึงกัน และกับลูกค้ากลุ่มเดียวกัน ที่เมื่อบริษัทหนึ่งได้ อีกหลายบริษัทจำต้องเสีย กลายมาเป็นการแข่งขันโดยใช้กลยุทธ์คุณค่าร่วม ที่มีมากกว่าหนึ่งบริษัทสามารถได้ประโยชน์

การแข่งขันในแบบ Zero Sum ท้ายที่สุด นอกจากจะทำให้กำไรของบริษัทถูกลดทอนลงแล้ว ยังมีส่วนทำให้โครงสร้างของอุตสาหกรรมนั้นๆ อ่อนแอลงด้วย ขณะที่การแข่งขันในแบบ Positive Sum จะนำไปสู่การขยายฐานของกลุ่มลูกค้าที่ไม่เคยเข้าถึงบริการมาก่อน ความต้องการพื้นฐานของกลุ่มเป้าหมายได้รับการตอบสนองทั่วถึงยิ่งขึ้น และท้ายที่สุด มูลค่าโดยรวมของอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น

เนื้อหาอีกช่วงหนึ่ง ที่พอร์เตอร์นำเสนอไว้อย่างน่าสนใจ ในฐานะที่เขาเองก็ได้รับ Ph.D. in Business Economics คือ การยอมรับว่า แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์หลายเรื่อง ก่อให้เกิดการพัฒนาที่บิดเบี้ยว และส่งผลกระทบต่อสังคมมาจนถึงทุกวันนี้ หนึ่งในนั้น คือ เรื่องผลกระทบภายนอก หรือ “Externality” ที่หมายถึง ผลกระทบซึ่งมิได้ถูกคำนวณรวมอยู่ในธุรกรรมทางเศรษฐศาสตร์ ส่งผลให้ต้นทุนหรือราคาสินค้าและบริการ ไม่ได้สะท้อนถึงค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมของผู้ที่ก่อผลกระทบ เช่น น้ำทิ้ง หรือของเสียจากโรงงาน เป็นต้น

มุมมองต่อเรื่อง Externality นำไปสู่การตัดสินใจในเชิง Trade-off ที่ต้องเลือกระหว่างกำไรหรือต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า ธุรกิจจะต้องเลือกกำไรที่เพิ่มขึ้น และผลักภาระต้นทุนให้แก่สังคม

พอร์เตอร์ ให้มุมมองอีกด้านหนึ่งว่า เป็นเพราะกิจการนั้นๆ ต่างหาก ที่ดำเนินงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพตามที่ควรจะเป็น จึงได้มีของเสียหรือมลภาวะออกมาสู่ภายนอก ซึ่งหากกิจการพัฒนาวิธีการที่สามารถบริหารทรัพยากรและจัดการกระบวนการผลิตหรือกระบวนการอื่นๆ ในธุรกิจ จนไม่มีของเสียหรือของเหลือทิ้ง (หรือนำกลับมาใช้ใหม่ได้) ต้นทุนในการจัดการผลกระทบสู่ภายนอกก็เป็นศูนย์ ในระยะยาว ธุรกิจจะมีกำไรเพิ่มขึ้น จากการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ และไม่จำเป็นต้องตัดสินใจในเชิง Trade-off อีกต่อไป

พอร์เตอร์ ย้ำว่า คุณค่าร่วม คือ คำตอบของการจัดการกับปัญหา Externality ที่สามารถยังประโยชน์ให้แก่กิจการและสังคม (รวมถึงสิ่งแวดล้อม) ควบคู่ไปพร้อมกัน

สำหรับท่านที่สนใจวีดิทัศน์บันทึกงานประชุมสุดยอด 2018 Shared Value Leadership Summit สามารถติดตามย้อนหลังได้ที่ https://summit.sharedvalue.org/


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Sunday, April 22, 2018

เศรษฐกิจกับความยั่งยืน

เศรษฐกิจที่พัฒนาจนมาเป็นระบบที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ ล้วนมีพื้นฐานจากกิจกรรมหลักสองประการได้แก่ กิจกรรมการผลิต และกิจกรรมการบริโภค ระบบเศรษฐกิจที่มีภาวะของการผลิตเท่ากับภาวะของการบริโภค จัดเป็นระบบเศรษฐกิจที่ไม่ต้องพึ่งพาอาศัยปัจจัยแวดล้อมภายนอกใดๆ เป็นภาวะอุดมคติที่ไม่เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ

ในความเป็นจริง ระบบเศรษฐกิจในชุมชนหนึ่งๆ ไม่ว่าจะเป็นระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาค หรือระดับประเทศ จะไม่สามารถดำรงภาวะคงตัวได้อย่างสมบูรณ์ในตัวเอง จำเป็นต้องมีการแลกเปลี่ยนหรือพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ในระบบเศรษฐกิจ จึงมีภาวะของการผลิตซ้อนเหลื่อมกับภาวะของการบริโภค ไม่ซ้อนทับกันพอดี ซึ่งหมายความว่า ชุมชนนั้นๆ มีผลผลิตที่มิได้ใช้เพื่อการบริโภคเองทั้งหมด ในขณะที่ชุมชนก็มิได้บริโภคในสิ่งที่ตัวเองผลิตได้เท่านั้น จำเป็นต้องพึ่งพาปัจจัยการบริโภคจากภายนอกอยู่ส่วนหนึ่ง เรียกว่าเป็นระบบที่อยู่ในภาวะปกติ

ตราบเท่าที่ชุมชนนั้นๆ สามารถที่จะรักษาสัดส่วนหรือขนาดของการผลิตให้เท่ากับสัดส่วนหรือขนาดของการบริโภคอยู่ได้ ชุมชนนั้นก็จะไม่ประสบกับปัญหาในระบบเศรษฐกิจ แต่หากเมื่อใดก็ตามที่ชุมชนนั้น ไม่สามารถรักษาระดับของการผลิตให้ใกล้เคียงกับระดับของการบริโภคเป็นระยะเวลานาน ในกรณีนี้คือ สัดส่วนการผลิตน้อยกว่าสัดส่วนการบริโภค ชุมชนก็จะประสบกับปัญหาเศรษฐกิจ เกิดภาวะที่ต้องพึ่งพาปัจจัยการบริโภคจากภายนอกมาก ซึ่งหากไม่พยายามลดสัดส่วนการบริโภคของตัวเองลง ก็จะต้องกู้หนี้ยืมสินมาเพื่อตอบสนองความต้องการบริโภคเหล่านั้น

ปัญหาเศรษฐกิจในอีกภาวะหนึ่ง เกิดจากการพัฒนาในยุคอุตสาหกรรมที่ผ่านมา ทำให้กิจกรรมการผลิตและการบริโภคในระบบเศรษฐกิจนั้นแยกออกต่างหากจากกันอย่างเด็ดขาด ผู้ผลิตไม่จำเป็นต้องบริโภคในสิ่งที่ตนเองผลิตได้ ในขณะที่ผู้บริโภคก็ไม่จำเป็นต้องผลิตในสิ่งที่ตนเองต้องการบริโภค

ผลที่ตามมาก็คือ กิจกรรมการแลกเปลี่ยนในระบบเศรษฐกิจซึ่งเดิมมุ่งเน้นที่การจัดสรรปันส่วนผลผลิต กลายมาเป็นกิจกรรมการแลกเปลี่ยนที่ให้น้ำหนักกับเงิน ในฐานะที่เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนที่สำคัญมากกว่าสิ่งอื่นใด ผู้ผลิตจึงมุ่งผลิตสินค้าและบริการขายแลกกับเงินเพื่อการสะสมทุนและการลงทุนสำหรับการผลิตในรอบต่อไป ในขณะที่ผู้บริโภคก็มุ่งทำงานแลกกับเงินเพื่อการเก็บออมและการใช้จ่ายในการบริโภคสินค้าและบริการ ระบบเศรษฐกิจที่เป็นอยู่จึงถือเรื่องทุนเงินเป็นใหญ่ ซึ่งก็คือ ทุนนิยม

ด้วยเหตุนี้ ทุกชุมชนต่างก็พยายามแข่งขันกันเพื่อความอยู่รอดและเพื่อสะสมความมั่งคั่งไว้ในชุมชนของตัว สภาวการณ์ของการแข่งขันเช่นนี้ ก่อให้เกิดผลได้ผลเสียในระบบเศรษฐกิจของแต่ละชุมชน ชุมชนใดที่ไม่สามารถปรับตัวหรือพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันกับชุมชนอื่นๆ ได้ ก็จะถูกดึงเอาทรัพยากรและความมั่งคั่งออกไปจากชุมชน จะเกิดการเอารัดเอาเปรียบจากภายนอกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนระบบเศรษฐกิจในชุมชนนั้นขาดเสถียรภาพหรือเข้าขั้นล่มสลาย


การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจแบบที่เป็นอยู่ มักมุ่งไปที่ความพยายามในการลดการเอารัดเอาเปรียบจากภายนอก โดยใช้วิธีการชดเชยหรือมาตรการตอบโต้ในรูปแบบต่างๆ ผ่านทางหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือหรือเข้าไปแก้ไขปัญหา เช่น ขบวนการช่วยเหลือจากมูลนิธิในรูปของเงินบริจาค ทุนการศึกษา ทุนประกอบอาชีพ ฯลฯ ขบวนการอุดหนุนจากหน่วยงานรัฐในรูปของโครงการจำนำผลผลิต โครงการประกันราคาผลผลิต การจัดมหกรรมหรือนิทรรศการเพื่อระบายผลผลิต และขบวนการเพิ่มอำนาจต่อรองจากประชาคม หรือองค์การพัฒนาเอกชนในรูปของการรวมกลุ่มชาวบ้านเพื่อเรียกร้องให้เกิดการแก้ปัญหา การเผยแพร่ปัญหาให้สังคมได้รับรู้ในวงกว้าง การสร้างกลุ่มแกนนำชุมชน ฯลฯ

แม้แต่การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจโดยการสร้างศักยภาพทางการแข่งขัน หรือการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ก็ยังถือว่าเป็นความพยายามในการลดการเอารัดเอาเปรียบจากภายนอก เป็นการแก้ปัญหาในระดับอนุพันธ์ของปัญหาเศรษฐกิจอยู่ ซึ่งหากรากเหง้าของปัญหาเศรษฐกิจในสองภาวะข้างต้น ยังไม่ได้รับการเอาใจใส่ ก็ไม่สามารถที่จะทำให้ระบบเศรษฐกิจกลับเข้าสู่ภาวะสมดุลได้

ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่เราจะต้องกลับมาทบทวนอย่างจริงจังกับการแก้ไขที่ต้นเหตุของเรื่อง นั่นคือ การรักษาสัดส่วนหรือขนาดของการผลิตให้เท่ากับสัดส่วนหรือขนาดของการบริโภค (ความพอประมาณ) รวมทั้งความพยายามที่จะไม่ทำให้กิจกรรมการผลิตและการบริโภคในระบบเศรษฐกิจของชุมชน แยกออกต่างหากจากกันอย่างเด็ดขาด (การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว) เป็นการส่งเสริมให้เกิดการพึ่งพาตนเอง ลดการพึ่งพาจากภายนอก จนสามารถที่จะรักษาระบบเศรษฐกิจให้มีความยั่งยืนได้อย่างแท้จริง


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link

Sunday, April 08, 2018

แผนที่กลยุทธ์คุณค่าร่วม

กลยุทธ์ (Strategy) มีความสำคัญในระดับที่สามารถกำหนดความสำเร็จของธุรกิจที่ดำเนินอยู่ กลยุทธ์ที่ดีจะต้องสามารถตอบสนองต่อวัตถุประสงค์ที่กำหนด และสร้างให้เกิดคุณค่าในระดับที่ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อธุรกิจ มิใช่เพียงสนับสนุนให้ธุรกิจขับเคลื่อนไปได้ในแต่ละวัน

การผนวกเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ (CSR) ไว้ในกลยุทธ์องค์กร จะทำให้องค์กรเห็นภาพรวม (Holistic View) และแนวการดำเนินงานทั้งทางธุรกิจและทางสังคม ตลอดจนจุดเน้นขององค์กรให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันได้อย่างเป็นเอกภาพ

การที่องค์กรมีการจัดทำแผนที่กลยุทธ์ (Strategy Map) จะช่วยให้สามารถตรวจสอบความสมบูรณ์และความสัมพันธ์ของกลยุทธ์ในเชิงเหตุและผลระหว่างมุมมองต่างๆ โดยแผนที่กลยุทธ์องค์กรที่ครอบคลุมการดำเนินงานทั้งทางธุรกิจและทางสังคม อันก่อให้เกิดคุณค่าร่วม (Shared Value) ควรตั้งอยู่บนหลักการที่ว่า

Shared Value Strategy Map

กลยุทธ์จะต้องส่งมอบคุณค่าที่ไม่จำกัดเฉพาะแต่เพียงผู้ถือหุ้น (Shareholders) แต่ยังคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มต่างๆ (Stakeholders) การที่กลยุทธ์ขององค์กรถูกออกแบบเพื่อตอบสนองคุณค่าให้แก่ผู้ถือหุ้นเพียงลำพัง อาจไม่เพียงพอต่อการทำให้องค์กรเป็นที่ยอมรับของสังคม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความยั่งยืนของกิจการ ฉะนั้นการวางน้ำหนักกลยุทธ์ขององค์กร จึงต้องสร้างให้เกิดความสมดุลระหว่างวัตถุประสงค์ด้านการเงินและวัตถุประสงค์นอกเหนือด้านการเงิน อาทิ การเพิ่มความน่าเชื่อถือขององค์กร หรือการลดข้อขัดแย้งและกรณีพิพาทที่ส่งผลกระทบต่อองค์กร

กลยุทธ์จะต้องขยายการรับรู้ถึงสิ่งที่ลูกค้าต้องการ (Customer Value Proposition) ไปสู่สิ่งที่สังคมต้องการ (Social Value Proposition) เนื่องจากคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์ที่นอกเหนือจากด้านราคา คุณภาพ หาง่าย เหมาะเจาะ ถูกใจ บริการดี เป็นที่แพร่หลาย และน่าเชื่อถือสำหรับลูกค้าแล้ว ยังต้องคำนึงถึงสุขภาพ ความปลอดภัย ความลับและความเป็นส่วนตัว สิทธิมนุษยชน การปฏิบัติด้านแรงงาน การปฏิบัติทางสัญญาที่เป็นธรรม และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมส่วนรวมคาดหวังด้วย การวางกลยุทธ์ขององค์กรจึงต้องให้ความสำคัญกับสิ่งที่สังคมหรือผู้บริโภคโดยรวมต้องการ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสิ่งที่ลูกค้าเฉพาะกลุ่มเป้าหมายต้องการ

กลยุทธ์จะต้องสร้างให้เกิดคุณค่าด้วยกระบวนการภายในองค์กร (Internal Processes) และกระบวนการภายนอกองค์กร (External Processes) องค์กรควรมุ่งเน้นการสร้างคุณค่าด้วยการบริหารการดำเนินงานการผลิตและส่งมอบสินค้าและบริการสู่ลูกค้า การบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า การคิดค้นนวัตกรรมในผลิตภัณฑ์ บริการ กระบวนการ และสัมพันธภาพ การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และความคาดหวังทางสังคม รวมทั้งการเสริมสร้างชุมชนให้เข้มแข็งขึ้น ตลอดจนการริเริ่มดำเนินกิจกรรม CSR ร่วมกับองค์กรของผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มต่างๆ และการสื่อสารสู่ภายนอก

กลยุทธ์จะต้องส่งเสริมการเรียนรู้และนำไปสู่การเจริญเติบโต (Learning and Growth) ควบคู่กับการใส่ใจส่วนรวมและนำไปสู่ความยั่งยืน (Caring and Sustainability) กิจการจะต้องสร้างสมทุนที่เอื้อต่อการพัฒนาให้เป็นองค์กรที่ “เก่ง” และเป็นองค์กรที่ “ดี” ซึ่งประกอบด้วยทุนหลัก 6 ประเภท ได้แก่ มนุษย์ สารสนเทศ องค์กร คุณธรรม สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยที่ทุนเหล่านี้ไม่อาจที่จะแยกวัดมูลค่าหรือประเมินคุณค่าได้โดยอิสระต่อกัน

การคำนึงถึงหลักการทั้ง 4 ข้อข้างต้น ในการจัดทำแผนที่กลยุทธ์ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อความล้มเหลวในการดำเนินงานที่มีสาเหตุจากการละเลยปัจจัยที่เป็นเหตุเป็นผลระหว่างกัน ไม่ว่าจะเป็นการมองข้ามการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมแก่พนักงาน การขาดกระบวนการสื่อสารประชาสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพ การริเริ่มดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมภายนอกที่ไม่สัมพันธ์กับคุณค่าที่สังคมต้องการ เป็นต้น


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Monday, April 02, 2018

ดิจิทัศน์ตัดสินเลือกตั้ง

ช่วงที่ผ่านมามีข่าวของบริษัท เคมบริดจ์ อนาไลติกา ที่เป็นบริษัทผู้วิเคราะห์วิจัยข้อมูลและเป็นผู้ประดิษฐ์แคมเปญทางการเมืองให้กับนักการเมืองในหลายประเทศ จนได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง โดยเฉพาะกรณีอื้อฉาวที่บริษัทถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังแคมเปญที่ไม่ตรงไปตรงมาของ “โดนัลด์ ทรัมป์” จนสามารถเอาชนะคู่แข่งขัน “ฮิลลารี คลินตัน” ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาที่ผ่านมา

หากไม่ได้มองในเรื่องของการละเมิดข้อกฎหมาย และการฉ้อฉล ที่บริษัทกำลังถูกสอบสวนและเป็นคดีความกันอยู่ในขณะนี้ แต่เพ่งเล็งไปยังพื้นที่การดำเนินงานของบริษัท ปฏิเสธไม่ได้ว่า สื่อสังคมออนไลน์กลายเป็นตัวแปรหลักในการทำงาน ทั้งในแง่ของการสำรวจข้อมูล การวิเคราะห์แบบแผนทัศนคติ และการกำหนดแคมเปญเพื่อโน้มน้าวพฤติกรรมกลุ่มเป้าหมายให้เป็นไปในทิศทางที่ต้องการ

เมื่อย้อนกลับมาดูภาวะทางสังคมของไทยเราขณะนี้ ทั้งการตอบสนองต่อเรื่อง หวย 30 ล้าน เสือดำ บุพเพสันนิวาส ฯลฯ ล้วนได้รับอิทธิพลจากสื่อสังคมออนไลน์ และมีทิศทางไปตามที่คนหมู่มากรู้สึก จะกล่าวให้ถูกกว่านั้น คือ ตามอารมณ์ในสังคมที่ตนสังกัดพาไป (ซึ่งอาจจะไม่ใช่การเห็นพ้องของคนส่วนใหญ่ หรือมีบางคนที่เรายอมรับชี้นำให้คล้อยตาม)

ถ้าจะอนุมานไปยังการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น สถานการณ์คงไม่ต่างกัน และผู้ที่จะสามารถช่วงชิงความได้เปรียบในสถานการณ์นี้ ต้องเข้าใจสมมติฐานแรกที่ว่า “แคมเปญที่ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง จะไม่สามารถเอาชนะ แคมเปญที่สร้างให้เกิดอารมณ์ร่วม

หลักฐานที่พิสูจน์สมมติฐานแรก คือ การใช้แคมเปญของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ที่ต่างกันในแต่ละกลุ่มเป้าหมาย ตามความสอดคล้องกับแบบแผนทัศนคติของกลุ่ม ซึ่งหลายแคมเปญมีความขัดแย้งกันอยู่ในตัว แต่สามารถกระตุ้นให้เกิดอารมณ์ร่วม จนนำไปสู่การเห็นพ้องต่อแคมเปญและต่อตัวทรัมป์ในที่สุด

อีกเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจ คือ ปัจจัยความสำเร็จของการเลือกตั้งในอดีต ไม่ได้รับประกันถึงผลสำเร็จของการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งสิ่งที่จะได้เห็นแน่ ๆ คือ การสู้รบปรบมือระหว่างนักการเมือง (หัว) เก่า กับนักการเมือง (หน้า) ใหม่

กลุ่มแรก คุ้นกับโมเดลเดิม คือ เน้นใช้วิธีลงพื้นที่ เข้าหาประชาชนให้ทั่วถึง ใช้บริการหัวคะแนน สะสมฐานเสียง สร้างความนิยม (ไทยนิยมยั่งยืน ก็เข้าข่ายโมเดลนี้ หากมองเป็นเรื่องการเมือง)

กลุ่มหลัง จะเน้นใช้สังคมออนไลน์ สื่อสารในวงกว้าง เลือกกลุ่มในการเข้าถึง ใช้บริการเน็ตไอดอล สะสมยอดไลก์ สร้างผู้ติดตาม ถือเป็นโมเดลใหม่สำหรับแคมเปญเลือกตั้ง

แน่นอนว่า ยังไม่สามารถทำนายผลแบบฟันธง ว่าโมเดลไหนจะชนะ แต่สถิติที่น่าสนใจคือประชากรไทย 66 ล้านคน มีคนรุ่นที่เรียกว่า Gen X (อายุ 38-52 ปี) อยู่ 16 ล้านกว่า ขณะที่คนรุ่น Gen Y (อายุ 20-37 ปี) มีอยู่ 19 ล้าน รวมกับ Gen Z (อายุน้อยกว่า 20 ปี) ที่โตมาพร้อมเทคโนโลยีอีกราว 10 ล้านกว่า ทำให้ฐานคะแนนของกลุ่มการเมืองที่ใช้โมเดลใหม่ เมื่อเทียบกับกลุ่มการเมืองที่ใช้โมเดลเดิม คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 2 ต่อ 1 โดยคร่าว ๆ

จึงเป็นที่มาของสมมติฐานที่สองว่า “แคมเปญที่อาศัยการเข้าถึงแบบกายภาพ หรือด้วยภูมิทัศน์ (Landscape) อาจจะไม่สามารถเอาชนะ แคมเปญที่ใช้การเข้าถึงแบบออนไลน์ หรือด้วยดิจิทัศน์ (Digiscape)

ข้อสนับสนุนในสมมติฐานที่สอง คือ สังคมไทยอยู่ในโหมดที่พรรคการเมืองไม่สามารถอ้างอิงผลงานที่ผ่านมาให้เป็นคุณ (Asset) ในการหาเสียงได้ ตรงกันข้าม หลายเรื่องกลายเป็น ภาระติดพัน (Liability) เป็นอุปสรรคต่อการนำเสนอหาเสียง ขณะที่ในห้วงเวลา 3 ปีเศษนี้ เกิดสุญญากาศแห่งการปฏิรูป ทำให้แคมเปญที่จะใช้ต้องสามารถนำเสนอเพื่อให้เห็นผลสำเร็จเร็ว เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ทั่วถึงอย่างรวดเร็ว เข้าใจได้ง่าย (อินโฟกราฟิก จะมีบทบาทสูง) ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยสื่อดิจิทัล ที่มีความคล่องตัว และปรับได้ทันต่อสถานการณ์

อย่างไรก็ดี ในความเป็นจริง กลุ่มการเมืองที่ลงสนามเลือกตั้ง คงมีการปรับตัวที่จะไม่ยึดโมเดลใดโมเดลเดียว ทำให้แต่ละฝั่งต้องก้าวออกมาจาก Comfort Zone ของตนเอง และจำเป็นต้องอาศัยผู้มีประสบการณ์ในอีกโมเดลหนึ่งคอยช่วยเหลือ ผลที่ติดตามมา คือ ความแน่วแน่ในจุดยืนหรืออุดมการณ์เดิมจะถูกลดทอนลงไปจากที่ตั้งใจไม่มากก็น้อย

เมื่อถึงตอนนั้น ผลการเลือกตั้งอาจจะไม่ได้ชี้ขาดไปทางใดทางหนึ่ง เกิดช่องเปิดทางให้มีการรอมชอม หรือในอีกนัยหนึ่ง ไม่เป็นที่พอใจหรือไม่สามารถตอบสนองต่ออารมณ์ร่วมของคนส่วนใหญ่ (และคนส่วนน้อยที่มีอิทธิพลในการเปลี่ยนแปลง) จนกลับมาสู่สภาพในแบบที่เป็นอยู่เดิม


จากบทความ 'Social Talk' ในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

รวมบทความ Social Talk

1. ดิจิทัศน์ตัดสินเลือกตั้ง
2. สังคมแห่งการชี้นำ
 

Sunday, March 25, 2018

เปิดร้านค้าความยั่งยืน ตอบโจทย์ธุรกิจ

วันอังคารนี้ (27 มี.ค.) สถาบันไทยพัฒน์ จะทำการเปิดตัว ”Sustainability Store” หรือ ร้านค้าความยั่งยืน เพื่อเป็นการสนับสนุนองค์กรธุรกิจให้สามารถพัฒนาวิธีการดำเนินงานภายใต้เส้นทางที่นำไปสู่ความยั่งยืนของกิจการและสังคมโดยรวม

กว่า 17 ปี ที่สถาบันไทยพัฒน์ ดำรงบทบาทหน้าที่ในการส่งเสริมความยั่งยืนของกิจการ และการดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคมผ่านการวิจัย (Research) การฝึกอบรม (Training) และการให้คำปรึกษา (Consulting) แก่ภาคเอกชน นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2544

ผลลัพธ์จากงานวิจัยชิ้นหนึ่ง ในปี พ.ศ.2548 ภายใต้โครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการเรื่องการพัฒนา CSR ในกระบวนการบริหารจัดการองค์กรธุรกิจ เพื่อศึกษาคุณลักษณะและองค์ประกอบของ CSR ที่สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทยและพัฒนาบนพื้นฐานของภูมิปัญญาตะวันออก ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้ก่อให้เกิดคำว่า “CSR-in-process” ขึ้นเป็นครั้งแรก

ปัจจุบัน คำว่า “CSR-in-process” ได้ถูกใช้อย่างแพร่หลาย เพื่อแสดงให้เห็นถึงการดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคมที่อยู่ในกระบวนการธุรกิจ โดยคำนึงถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จากการประกอบการอย่างรับผิดชอบ รวมทั้งการสร้างคุณค่าให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกองค์กร ที่มีความสำคัญเหนือกว่าการพัฒนาโครงการหรือกิจกรรมเพื่อสังคมที่อยู่นอกกระบวนการธุรกิจ และเกิดขึ้นภายหลังจากการดำเนินงานหลักของกิจการ หรือที่เรียกว่า “CSR-after-process”

ในปี พ.ศ.2561 นี้ สถาบันไทยพัฒน์ ได้นำเครื่องมือและประสบการณ์ที่ได้มีส่วนในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนร่วมกับองค์กรธุรกิจนานกว่า 17 ปี มาบรรจุไว้ในสามหมวดบริการหลัก ภายใต้ Sustainability Store ได้แก่ การจัดทำกรอบความยั่งยืน (S-Framework) การประเมินระดับความยั่งยืน (S-Score) และการวางกระบวนการเพื่อให้ได้มาซึ่งรายงานความยั่งยืน (S-Report)


S-Framework
การจัดทำกรอบความยั่งยืน
เป็นการศึกษาและทบทวนข้อมูลสถานภาพด้านความยั่งยืนในปัจจุบันของกิจการ เพื่อค้นหาประเด็นความยั่งยืนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานขององค์กร แนวการบริหารจัดการ และตัวบ่งชี้การดำเนินงานด้านความยั่งยืนที่สำคัญ สำหรับใช้ขับเคลื่อนองค์กรให้เข้าสู่วิถีการพัฒนาที่ยั่งยืน และใช้เป็นข้อมูลนำเข้าสำหรับการจัดทำยุทธศาสตร์องค์กรภายใต้บริบทความยั่งยืน โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมจากผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องใน 3 ขั้นตอน ได้แก่ การระบุประเด็นความยั่งยืนที่เกี่ยวเนื่อง (Identification) ซึ่งส่งผลกระทบที่สำคัญทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และส่งผลต่อการตัดสินใจและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย การจัดลำดับความสำคัญของรายการประเด็นความยั่งยืน (Prioritization) โดยคำนึงถึงบริบททางธุรกิจ ทรัพยากรที่องค์กรสามารถนำมาใช้ และความพร้อมขององค์กร และการตรวจสอบความครบถ้วนของประเด็นความยั่งยืนที่องค์กรคัดเลือกเพื่อดำเนินการ (Validation) เพื่อให้แน่ใจว่า ประเด็นที่ถูกคัดเลือกมาจากขั้นตอนการจัดลำดับความสำคัญก่อนหน้า ได้รับการพิจารณาอย่างครอบคลุม ไม่ตกหล่นหรือเกินเลย ด้วยปัจจัย เงื่อนไข และข้อจำกัดต่างๆ อย่างรอบด้าน

S-Score
การประเมินระดับความยั่งยืน
เป็นบริการที่ช่วยสอบทานสถานะความยั่งยืนของกิจการ โดยคำนึงถึงความเชื่อมโยงสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้เสียแต่ละกลุ่มที่องค์กรเข้าไปเกี่ยวข้อง ซึ่งมีความคาดหวังและความสนใจในเรื่องที่กิจการดำเนินการแตกต่างกัน รวมทั้งการวิเคราะห์เพื่อระบุถึงสิ่งที่องค์กรควรดำเนินการ (Gap Analysis) ในแต่ละกลุ่มผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อให้เกิดเป็นผลการดำเนินงานที่นำไปสู่การยอมรับของผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มต่างๆ โดยมีขั้นตอนที่ประกอบด้วย การกำหนดพื้นที่การดำเนินงานหรือมณฑลแห่งความยั่งยืนของกิจการ (Define your sphere) เพื่อประเมินขอบเขตของเรื่องที่เกี่ยวข้องในมุมมองของผู้มีส่วนได้เสีย การยอมรับในบรรทัดฐานหรือความคาดหวังในข้อปฏิบัติที่กิจการพึงมีต่อผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง (Recognize norm / expectations) เพื่อสานความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรกับผู้เกี่ยวข้องที่อยู่รายรอบกิจการให้ดำเนินไปอย่างเป็นปกติสุข และการดำเนินบทบาทขององค์กร (Perform organizational roles) ที่สอดคล้องกับบรรทัดฐาน และ/หรือความคาดหวังเหล่านั้น เพื่อการบรรลุเป้าหมายปลายทางที่เป็นความยั่งยืนของกิจการ

S-Report
การวางกระบวนการเพื่อให้ได้มาซึ่งรายงานความยั่งยืน
เป็นบริการที่มิใช่การจัดทำเล่มรายงาน แต่เป็นการวางกระบวนการรายงานที่ประกอบด้วยงาน 5 ระยะ (Prepare -> Connect -> Define -> Monitor -> Report) ตามข้อแนะนำขององค์การแห่งความริเริ่มว่าด้วยการรายงานสากล (Global Reporting Initiative: GRI) โดยยึดหลักการของบริบทความยั่งยืน หลักความครอบคลุมผู้มีส่วนได้เสีย หลักการสารัตถภาพ และหลักความครบถ้วนสมบูรณ์ ซึ่งเน้นการบูรณาการความยั่งยืนให้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์องค์กร ทั้งนี้ เพื่อสร้างให้เกิดคุณค่าที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนของกิจการจากกระบวนการรายงาน (Reporting Process) มากกว่าการกำหนดให้เป็นเพียงโครงการที่มุ่งหวังเพียงแค่เอกสารรายงาน (Report) ในขั้นสุดท้ายเท่านั้น

ทั้งสามหมวดบริการหลัก องค์กรธุรกิจสามารถเลือกใช้ตามความเหมาะสมกับสถานะของกิจการ เช่น กิจการที่มีการขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืนมาระดับหนึ่งแล้ว แต่ไม่แน่ใจว่า องค์กรของตนทำได้ดีเพียงใด เมื่อเทียบกับบรรทัดฐานหรือองค์กรข้างเคียงอื่นที่อยู่ในอุตสาหกรรม สามารถใช้ประโยชน์จากการประเมินระดับความยั่งยืน หรือ S-Score เพื่อทวนสอบเรื่องที่ดำเนินการว่ามีความครอบคลุมเพียงพอต่อการยอมรับของผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง และสามารถนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายปลายทางที่เป็นความยั่งยืนของกิจการหรือไม่ เพียงใด

ส่วนกิจการที่คิดว่ามีการขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืนได้เป็นที่น่าพอใจแล้ว อาจใช้ประโยชน์จากการวางกระบวนการเพื่อให้ได้มาซึ่งรายงานความยั่งยืน หรือ S-Report เพื่อนำผลการดำเนินงานเหล่านั้น มาเปิดเผยตามมาตรฐานซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล เป็นการทวีคุณค่าของการดำเนินงาน ไปสู่การรายงาน เพื่อให้เกิดการรับรู้ในวงกว้างทั้งในระดับประเทศและต่างประเทศ

ขณะที่ กิจการซึ่งมีความสนใจที่จะริเริ่มดำเนินการเรื่องความยั่งยืนอย่างเป็นระบบ หรือเพิ่งเริ่มต้นดำเนินการและต้องการทิศทางที่ถูกต้องเหมาะสมกับองค์กรตนเองตั้งแต่เริ่มแรก สามารถใช้ประโยชน์จากการจัดทำกรอบความยั่งยืน หรือ S-Framework เพื่อระบุรายการประเด็นความยั่งยืนที่ควรดำเนินการ ตามความพร้อมขององค์กรและบริบททางธุรกิจ เป็นต้น

องค์กรธุรกิจที่สนใจ สามารถแวะเยี่ยมเยียน Sustainability Store ทางเว็บไซต์ http://thaipat.org ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Sunday, March 11, 2018

6 ทิศทาง CSR ปี 61

เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สถาบันไทยพัฒน์ ได้ทำการประมวลและแถลงแนวโน้ม CSR ปี พ.ศ.2561 พร้อมนำเสนอแนวคิดในการดูแลมณฑลแห่งความยั่งยืน หรือ Sphere of Sustainability ของกิจการ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับภาคธุรกิจในการวางกลยุทธ์องค์กรที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนของกิจการ ให้สอดรับกับทิศทางการขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืนในระดับสากล

ในรอบปี 2561 องค์กรธุรกิจและหน่วยงานที่ให้ความสำคัญกับเรื่องความยั่งยืน และตระหนักถึงการดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ จะได้พบกับประเด็นใหม่ๆ ที่เป็นทั้งโอกาสและความท้าทายต่อการขับเคลื่อนการดำเนินงานขององค์กร ใน 6 ทิศทางสำคัญ ดังนี้

1. New CG Code
จากการสร้างความเชื่อมั่น (Building Confidence) สู่การสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืน (Creating Sustainable Value)
ปี 2561 จะเป็นปีที่แนวคิดหลักขององค์กรในเรื่องการกำกับดูแลกิจการ จะเปลี่ยนผ่านจากการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ลงทุน ที่เน้นประโยชน์ของกลุ่มผู้ถือหุ้นเป็นหลัก ไปสู่การสร้างคุณค่าให้กิจการอย่างยั่งยืน ที่เน้นประโยชน์ของผู้มีส่วนได้เสียหลายฝ่าย ซึ่งทำให้บริษัทจดทะเบียนต้องเพิ่มน้ำหนักความสำคัญในปัจจัยที่เอื้อต่อการปรับเปลี่ยน ทั้งความเข้าใจของคณะกรรมการในบริบทธุรกิจ ความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย โอกาสและความเสี่ยงที่มีผลกระทบต่อการดำเนินกิจการ เป็นต้น

2. First ESG Code
ก้าวสู่ธรรมาภิบาลการลงทุนที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมตลอดกระบวนการลงทุน (Investment Chain)
หลักธรรมาภิบาลการลงทุน สำหรับผู้ลงทุนสถาบัน (Investment Governance Code: I Code) จะเพิ่มแรงผลักดันจากผู้มีส่วนร่วมในตลาด (Market Force) โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากผู้ลงทุนสถาบัน ต่อกิจการที่เข้าไปลงทุน ให้มีการพิจารณาดำเนินการในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) ที่เข้มข้นยิ่งขึ้น โดยผู้ลงทุนสถาบันสามารถผลักดันให้มีการปรับปรุงแก้ไข หากกิจการนั้นมีประเด็นปัญหาในเรื่องดังกล่าวได้

3. GRI First Standards
จากแนวทาง (Guidelines) สู่มาตรฐาน (Standards) การรายงานแห่งความยั่งยืน
นับจากกลางปี 2561 มาตรฐานการรายงานขององค์การแห่งความริเริ่มว่าด้วยการรายงานสากล (Global Reporting Initiative: GRI) จะมีผลบังคับใช้กับองค์กรที่มีการจัดทำรายงานตามแนวทางของ GRI ทำให้องค์กรที่เคยมีการจัดทำรายงานตามแนวทาง GRI ในฉบับก่อนหน้า (ฉบับ G4) จะต้องปรับเปลี่ยนมาเป็นการอ้างอิงตามมาตรฐาน GRI ตั้งแต่รอบการรายงานปี 2561 เป็นต้นไป

4. New SDG Business Blueprint
จากการสร้างหุ้นส่วนความร่วมมือ (Partnership) สู่การพัฒนาการนำองค์กร (Leadership)
องค์กรธุรกิจที่นำเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) มาใช้เป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจ นอกจากจะมีการสร้างหุ้นส่วนความร่วมมือ (Partnership) ในระดับห่วงโซ่ธุรกิจ เพื่อการขับเคลื่อน SDGs แล้ว ยังจะมีการพัฒนาการนำองค์กร (Leadership) ในระดับอุตสาหกรรม เพื่อการบรรลุ SDGs ด้วย

5. Shared Value Innovation
จากเสียงขานรับให้ประกอบการ (License to Operate) สู่เสียงขานรับให้เติบใหญ่ (License to Grow)
กิจการที่ต้องการได้รับ License to Grow จะมีการคิดค้นออกแบบนวัตกรรมคุณค่าร่วม (Shared Value Innovation) เพื่อส่งมอบประโยชน์ที่ทั้งธุรกิจและสังคมจะได้รับจากการขยายกิจการหรือการเติบโตของธุรกิจที่ดำเนินการอยู่อย่างเป็นแบบแผนมากขึ้น ทั้งการผนวกความมุ่งประสงค์ทางสังคมเข้ากับจุดยืนทางการแข่งขัน ขีดความสามารถที่มีในการตอบสนองต่อสิ่งที่สังคมต้องการ โครงสร้างการพัฒนานวัตกรรม การแสวงหาหุ้นส่วนการสร้างคุณค่าร่วมที่เหมาะสม และการวัดคุณค่าร่วมที่ส่งมอบ เป็นต้น

6. Corporate Digizenship
จากภูมิทัศน์ (Landscape) สู่ดิจิทัศน์ (Digiscape) การดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ
ผู้ประกอบการที่เกี่ยวโยงกับห่วงโซ่ธุรกิจดิจิทัลทั้งทางตรงและทางอ้อม จะต้องแสดงให้เห็นถึงการประกอบธุรกิจที่มีความรับผิดชอบในความเป็นดิจิทัลของกิจการ หรือ Corporate Digizenship อาทิ การมีนโยบายและมาตรการในการป้องกันและรับมือกับภัยหรือความเสียหายทางดิจิทัล การรับประกันและการเยียวยาความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น รวมทั้งการจัดทำแผนฉุกเฉินหรือแผนสำรองเพื่อบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ ในกรณีที่มีอุบัติการณ์หรือวิกฤตจากเหตุดิจิทัลเกิดขึ้น


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Sunday, February 25, 2018

มณฑลแห่งความยั่งยืน

ความยั่งยืน (Sustainability) ถูกจัดให้เป็นวาระของการพัฒนาในทุกระดับ โดยในระดับโลก มีการกำหนดเป็นเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ไว้ 17 ข้อ ในระดับประเทศ มีการกำหนดในวิสัยทัศน์ (มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน) สำหรับใช้เป็นทิศทางการพัฒนาประเทศ ระยะ 5 ปี (พ.ศ.2558 - 2563) และในระดับองค์กร มีการกำหนดเป็นนโยบายดำเนินงาน เพื่อมุ่งให้ได้มาซึ่งความยั่งยืนของกิจการ

ในระดับองค์กร ความยั่งยืนจัดเป็นสถานะของกิจการที่ทุกองค์กรคาดหวังให้เกิดขึ้น หรือเป็น “ผลลัพธ์” ที่อยากให้เกิดขึ้นจากการดำเนินงานของกิจการ

ด้วยเหตุนี้ องค์กรที่ต้องการได้มาซึ่งความยั่งยืน จำเป็นต้องมี “วิธีการ” ที่จะดำเนินไป เพื่อให้ถึงซึ่งผลลัพธ์หรือสถานะดังกล่าว

การค้นหาวิธีการในการดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งความยั่งยืน องค์กรจะต้องเข้าใจในสองเรื่องสำคัญ คือ กิจการของตนทำอะไร (What) และสิ่งที่ทำนั้น ส่งผลไปถึงใคร (Who) บ้าง

องค์กรที่มีการระบุเรื่องที่ทำ และผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ที่เกี่ยวข้องได้อย่างครอบคลุม จะรับรู้ถึง มณฑลแห่งความยั่งยืน หรือ Sphere of Sustainability สำหรับกิจการของตน ที่สามารถใช้เป็นพิมพ์เขียวในการพัฒนาวิธีการที่จะดำเนินการได้

The Sphere of Sustainability

เริ่มจากการพิจารณาถึงการดำเนินงานที่ส่งผลถึงผู้เกี่ยวข้องซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของกิจการ ความยั่งยืนในกรณีนี้ จะเกิดขึ้นจากองค์กรมีการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Corporate Governance: CG) มีการกำหนดทิศทางและสอดส่องดูแลการปฏิบัติงานของกิจการให้มีความถูกต้อง โปร่งใส ตรวจสอบได้ เจริญรุดหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อความเสียหายของกิจการ พร้อมกันกับความสามารถในการสร้างมูลค่าเพิ่มและส่งเสริมการเติบโตของกิจการอย่างมั่นคง

ถัดมาเป็นผู้เกี่ยวข้องซึ่งเป็นผู้ลงทุน โดยเฉพาะผู้ลงทุนสถาบัน ความยั่งยืนในกรณีนี้ จะเกิดขึ้นจากการดำเนินงานขององค์กรที่เป็นไปอย่างรับผิดชอบ สามารถเปิดเผยข้อมูลในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) ให้แก่ผู้ลงทุน นอกเหนือจากปัจจัยด้านผลตอบแทนและความเสี่ยงของกิจการ

สำหรับผู้เกี่ยวข้องซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียรอบกิจการ ความยั่งยืนในกรณีนี้ จะเกิดขึ้นจากการคำนึงถึงผลกระทบจากการดำเนินงานที่มีต่อผู้มีส่วนได้เสียในแต่ละกลุ่มที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นธรรม ไม่จำกัดเพียงการปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด เป็นการดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ (Corporate Social Responsibility: CSR) ที่สอดคล้องกับหลักนิติธรรม และหลักปฏิบัติที่เป็นบรรทัดฐานสากล

ส่วนผู้เกี่ยวข้องทั่วไปที่เป็นสังคมในวงกว้าง ความยั่งยืนในกรณีนี้ จะเกิดขึ้นจากการคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ในฐานะนิติพลเมือง ภายใต้การดำเนินงานที่ตอบโจทย์การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development: SD) ในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งหมายที่จะบรรลุถึงสถานะแห่งความยั่งยืนของสังคมโดยรวม มิใช่เพื่อความยั่งยืนหรือความสามารถในการอยู่รอดขององค์กรเพียงลำพัง (หมายรวมถึง วิถีการบริโภคอย่างยั่งยืน และแหล่งทรัพยากรที่ยั่งยืน)

และสำหรับผู้เกี่ยวข้องที่อยู่ภายในองค์กร โดยเฉพาะฝ่ายบริหาร ความยั่งยืนในกรณีนี้ จะเกิดขึ้นจากการวางกลยุทธ์การดำเนินงานที่สามารถส่งมอบประโยชน์ให้ทั้งกับผู้มีส่วนได้เสียภายในองค์กรและภายนอกองค์กร เป็นการสร้างผลกระทบเชิงบวกหรือการสร้างคุณค่าร่วม (Creating Shared Value: CSV) ระหว่างธุรกิจและสังคมควบคู่ไปพร้อมกัน

นอกจากนี้ กิจการยังสามารถพิจารณาปรับเปลี่ยนรูปแบบทางธุรกิจที่ดำเนินอยู่ หรือจัดตั้งธุรกิจใหม่ โดยมีโดยมีพันธกิจในการดำเนินงานที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของสังคมเป็นที่ตั้ง ในลักษณะวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise: SE) หรือในรูปแบบที่เรียกว่าธุรกิจเพื่อสังคม (Social Business: SB) ความยั่งยืนในกรณีนี้ จะเกิดขึ้นจากการที่องค์กรมีความมุ่งประสงค์ที่จะแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชน สังคม หรือสิ่งแวดล้อมโดยตรง มิใช่การหวังผลกำไรในทางธุรกิจเป็นหลัก แต่เป็นการดำเนินธุรกิจเพื่อแก้ไขปัญหาสังคมด้วยวิถีทางที่สามารถเลี้ยงตัวเองได้

การพิจารณาถึงสิ่งที่องค์กรดำเนินการ และผลกระทบที่ส่งไปถึงผู้เกี่ยวข้องในช่องทางข้างต้นนี้ ก่อให้เกิดเป็นมณฑลแห่งความยั่งยืน (The Sphere of Sustainability) ที่อธิบายถึงความสัมพันธ์ในเรื่อง CG, ESG, CSR, SD, CSV, SE, SB ซึ่งในแต่ละเรื่องมีเหตุผลของการดำรงอยู่ ตามบริบทที่เรื่องนั้นเข้าไปเกี่ยวข้อง มิใช่เรื่องที่นำมาใช้แทนกัน แต่เพื่อใช้ค้นหาวิธีการในการดำเนินการอย่างเป็นองค์รวมเพื่อให้ได้มาซึ่งสถานะแห่งความยั่งยืน


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Sunday, February 11, 2018

เปลี่ยนจาก เก่งกว่า ให้เป็น เก่งแก่ผู้อื่น

โลกได้เข้าสู่ยุคที่มีการเชื่อมโยงติดต่อสื่อสารได้อย่างง่ายดายขึ้นมาก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในซีกโลกหนึ่ง สามารถรับรู้ได้อย่างฉับพลันทันทีในทุกมุมของโลก และสามารถมีอิทธิพลต่อจิตใจและพฤติกรรมของเราได้ ทั้งโดยที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว

การเตรียมพร้อมรองรับวิถีการดำเนินชีวิตในโลกยุคใหม่ จำต้องมีการสร้างภูมิคุ้มกันใหม่ในหลายๆ เรื่องให้กับตัวเอง เพื่อรับมือกับอุบัติการณ์ทางสังคมใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น เงินดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์ชีวภาพ หรือเทคโนโลยีเสมือนซ้อนจริง (Augmented Reality) ฯลฯ

หลักคิดที่สามารถนำไปใช้ได้ง่ายๆ คือ “เปิดรับ-ปรับใช้-ไตร่ตรอง” เพราะคงปฏิเสธไม่ได้ว่า เทคโนโลยีและวิทยาการที่จะเกิดขึ้นในอนาคต มีประโยชน์และทำให้การดำเนินชีวิตสะดวกสบายขึ้น เราไม่สามารถปิดกั้นตัวเองจากสังคมภายนอกและโลกที่กำลังดำเนินเปลี่ยนแปลงไป การเปิดรับเป็นสิ่งที่ทำได้และควรทำ เพียงแต่ต้องมีการใช้วิจารณญาณหรือมีความแยบคายในการปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของตน ขณะที่อุบัติการณ์บางอย่าง อาจก่อให้เกิดโทษ หากนำมาใช้ผิดวิธี เราจึงจำเป็นต้องมีขีดความสามารถในการไตร่ตรองหรือคัดกรองก่อนที่จะนำมาใช้ด้วย

สำหรับประเทศไทยที่พัฒนามาถึงจุดนี้ได้ เราอาศัยบุญเก่า ที่ได้เปรียบด้านภูมิประเทศทำเลที่ตั้ง อุดมด้วยวัฒนธรรม ประเพณี และมรดกทางสังคม ที่บรรพบุรุษเราสร้างและรักษาไว้ให้

แต่นับจากนี้ต่อไป คนไทยรุ่นปัจจุบันและในรุ่นใหม่ จำเป็นต้องคิด ออกแบบ และสร้างบุญใหม่ให้แก่ประเทศ โดยไม่ใช้บุญเก่าที่มีอยู่อย่างเดียว หากบุญเก่าเราไม่รักษา บุญใหม่เราไม่สร้างเพิ่ม ประเทศไทยวันข้างหน้า ก็คงจะตั้งอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีและมีความเจริญรุ่งเรืองได้อย่างยากลำบาก

แนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) ถือเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นสำหรับคนไทยที่จะต้องศึกษาและทำความเข้าใจเพื่อนำมาขับเคลื่อนประเทศไทย ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ให้พัฒนาควบคู่ไปด้วยกัน

ในระดับโลก องค์การสหประชาชาติได้กำหนดเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) ไว้จำนวน 17 ข้อ โดยมีระยะเวลาครอบคลุมการดำเนินงาน 15 ปี จวบจนปี พ.ศ.2573 ประเทศไทยในฐานะหนึ่งใน 193 ประเทศสมาชิก ได้รับเอาเป้าหมายดังกล่าว มาพิจารณาดำเนินการเพื่อพัฒนาประเทศของเราเองให้มีความยั่งยืน สอดคล้องกับบริบทโลก

จึงเป็นโจทย์ที่คนไทยทั้งในรุ่นปัจจุบันและในรุ่นใหม่ จะต้องรับมาเป็นวาระในการขับเคลื่อนประเทศไทยร่วมกัน ภายใต้บทบาทหน้าที่รับผิดชอบในงานของตนเอง

ด้วยเหตุที่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้ถูกใช้เป็นวาระแห่งการพัฒนาในระดับโลก แบบแผนการศึกษาของประเทศ เพื่อรองรับสังคมในอนาคตที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จึงควรถูกวางให้เป็น “การศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ให้สอดรับกัน เนื่องเพราะการศึกษาเป็นพื้นฐานของการพัฒนา หากขาดซึ่งการศึกษาที่มีคุณภาพ ประเทศก็จะไม่สามารถพัฒนาไปได้อย่างมีคุณภาพ อีกทั้งทิศทางของการจัดการศึกษา มีส่วนสำคัญในการชี้นำทิศทางการพัฒนาประเทศเช่นกัน

กรอบคิดในการออกแบบระบบการศึกษาที่ควรจะเป็น คือ การปรับเปลี่ยนจากการศึกษาเพื่อพัฒนา โดยการคำนึงถึงเรื่องเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ในลักษณะแยกส่วนหรือแบบเสาหลัก (pillars) มาเป็นการศึกษาเพื่อพัฒนา ในลักษณะบูรณการหรือแบบมิติ (dimensions) ที่คำนึงถึงความเชื่อมโยงระหว่างมิติในทุกระดับของการพัฒนา

การกำหนดผลลัพธ์ของการจัดการศึกษา เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ควรมีการปรับเปลี่ยนชุดความคิด (mindset) หรือมีการปฏิรูปจากหลักการพัฒนาเพื่อให้เป็นเลิศในกลุ่ม (best in class) มาสู่การพัฒนาบ่มเพาะผู้เรียน บัณฑิต หรือผู้สำเร็จการศึกษา เพื่อให้เป็นเลิศแก่กลุ่ม (best for class) ซึ่งจะทำให้ผลผลิตทางการศึกษาของประเทศ ยกระดับไปสู่การมีบุคลากรที่เป็นเลิศแก่สังคม แทนการแข่งขันเพื่อเป็นเลิศในสังคม


(เรียบเรียงจาก “80 วิสัยทัศน์ ถอดรหัสอนาคต” เนื่องในโอกาสครบรอบ 80 ปี โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา)


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link

Sunday, January 28, 2018

มาแล้ว ประชารัฐ 2.0 (เวอร์ชัน ไทยนิยม)

ตั้งแต่ที่ คสช. ซึ่งนั่งควบบริหารราชการแผ่นดินในรัฐบาลชุดนี้ ได้ประกาศแนวทาง “ประชารัฐ” เป็นธงนำในการพัฒนา ผมยังจำได้ว่า มีการทำโฆษณา สื่อสารกับสังคมขนานใหญ่ ว่าแนวทางดังกล่าว ต่างจาก “ประชานิยม” อย่างไร

หากนับจากที่คณะรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อ สนช. ไว้เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.2557 ต้องยอมรับว่า การผลักดันแนวทางประชารัฐ ยังไม่สามารถตอบโจทย์ที่เคลื่อนจากการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและสังคมพึ่งพิงรัฐ (ที่นิยามว่าเป็น ประชานิยม) มาสู่การขจัดปัญหาเชิงฐานรากและการผนึกกำลังของสามภาคส่วน (ที่นิยามว่าเป็น ประชารัฐ)ได้ในห้วงระยะเวลา 3 ปีกว่าที่ผ่านมา

การนำเสนอแนวทาง “ไทยนิยม” ในห้วงเวลานี้ เป็นเครื่องยืนยันว่า จุดขาย ประชารัฐ ได้ดำเนินมาถึงสุดทางแล้ว จ๊อกกี้กำลังเปลี่ยนม้าที่ชื่อ ประชารัฐ ไปเป็น ม้าชื่อ ไทยนิยม โดยหวังจะอาศัยม้าในชื่อใหม่นี้ ควบเข้าสู่เส้นชัย ที่เหลือระยะทางอีกรอบปีกว่าๆ นับจากนี้

หากมองด้วยสายตาของนักการตลาด สำนักคอตเลอร์ ที่ได้เข็นหลักคิดทางการตลาดไว้ถึง 4 เวอร์ชัน สำหรับการนำไปใช้ในธุรกิจแขนงต่างๆ รวมไปถึงการประยุกต์ใช้ในบริบทของการตลาดภาครัฐ แต่ในที่นี้ ผมจะขอนำมาประยุกต์กับการตลาดภาคการเมือง เพื่อใช้คาดการณ์คำตอบบางอย่างล่วงหน้าครับ

เริ่มจากหลักคิดของการตลาด 1.0 (Product-centric) ในทางการเมือง คือ ขายด้วยนโยบาย การตลาด 2.0 (Consumer-oriented) ขายด้วยความพึงพอใจและการรักษาฐานคะแนนเสียง การตลาด 3.0 (Values-driven) ขายด้วยค่านิยมที่ทำให้ประเทศน่าอยู่ขึ้น และการตลาด 4.0 (Social-factor) ขายด้วยความเห็นของคนหมู่มาก

ส่วนกลยุทธ์ที่ใช้ในการตลาด 1.0 คือ การพัฒนานโยบายให้ตรงกับความต้องการของประชาชน กลยุทธ์สำหรับการตลาด 2.0 คือ การสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นในใจของประชาชน ขณะที่กลยุทธ์สำหรับการตลาด 3.0 คือ การสร้างให้เป็นค่านิยมในระดับจิตวิญญาณของประชาชน และกลยุทธ์สำหรับการตลาด 4.0 คือ การสร้างปัจจัยเอื้อที่สามารถชี้นำหรือครอบงำความเห็นของประชาชน

รัฐบาลชุดปัจจุบัน ไม่ต้องใช้การตลาด 1.0 เพราะไม่จำเป็นต้องเสนอนโยบายให้ประชาชนเลือก เพื่อจะได้เข้ามาบริหารประเทศ และสามารถก้าวข้ามการตลาด 2.0 เพราะไม่ได้ต้องการสืบทอดอำนาจ หรือให้ได้คะแนนนิยม เพื่อจะได้สมัครรับเลือกตั้งเข้ามาในสมัยต่อไป หรือไม่อย่างไร

การตลาด 3.0 เป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับรัฐบาลชุดปัจจุบันที่สุด และเชื่อว่า ในต้นสมัยของการเข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน ก็ได้ถูกวางแนวทางไว้เช่นนั้น

แต่การณ์กลับกลายเป็นว่า สิ่งที่คิด กับสิ่งที่เกิดขึ้น มิได้ไปในทิศทางเดียวกัน เอาแค่ประเด็นเรื่องความโปร่งใสและการต่อต้านทุจริต เรื่องนาฬิกาหรูของรัฐมนตรีร่วม ครม. (ที่สำคัญมากกว่า คือ ท่าทีของผู้นำรัฐบาลต่อเรื่องดังกล่าว) เรื่องการไม่ร่วมเผยแพร่ดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์ทุจริต โดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย ด้วยเหตุผลบางประการ เป็นต้น

ทำให้การปลูกฝังค่านิยม (ที่ดี) ในจิตวิญญาณของประชาชน เป็นอันไม่เกิดขึ้น เนื่องจากเครดิตที่สูญเสียไป และเกิดวิกฤตศรัทธาในกลุ่มคนที่เคยให้การสนับสนุน ดังที่ท่านรัฐบุรุษ ได้แสดงความห่วงใยว่า กองหนุนกำลังหมดแล้ว

เมื่อการตลาด 3.0 ใช้ไม่ได้แล้ว การตลาด 4.0 กลายเป็นทางบังคับเลือกของรัฐบาล คือ การสร้างปัจจัยเอื้อที่สามารถชี้นำความเห็นของประชาชน

ซึ่งในทางทฤษฎีบอกว่า ต้องเข้าใจและนำเรื่องอิทธิพลของ O Zone (Own + Other + Outer Influence) มาใช้

แต่ดูเหมือนว่า รัฐบาล กำลังถอยกลับไปใช้ การตลาด 2.0 ที่พยายามขายด้วยความพึงพอใจและการรักษาฐานคะแนนเสียง โดยสังเกตจากองคาพยพของ ไทยนิยม ที่ทยอยประกาศออกมา

ทำให้ข้อสงสัยในใจของหลายคนก่อนหน้านั้น ว่าคสช.กำลังต้องการสืบทอดอำนาจ หรือกำลังสร้างคะแนนนิยม เพื่อจะได้รับเลือกเข้ามาในสมัยต่อไป หรือไม่อย่างไร ยังคงเป็นที่คาใจ

ตามมาด้วยคำถามอีกว่า ด้วยสรรพกำลังของทีมแวดล้อมรัฐบาลนั้น มีสมรรถภาพและทรัพยากรในตัว พอต่อการสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นในใจของประชาชนได้จริงหรือ

ฤาจะเดินตามรอย ประชานิยม ที่รัฐบาลสมัยหนึ่งเคยประทับความทรงจำในใจของประชาชนได้อย่างแน่นแฟ้น อย่างนี้แล้วจะประกาศว่า เป็นความแตกต่างได้อย่างไร

หากกุนซือรัฐบาลไม่สามารถตีโจทย์การตลาดมวลชนให้แตกครานี้ การนำเสนอแนวทางไทยนิยม คงไม่ได้ต่างจาก ประชานิยมของรัฐบาลยุคก่อน และไม่ได้มีพัฒนาการที่ดีกว่าประชารัฐ 1.0 ซึ่งได้ประกาศไว้ เมื่อ 3 ปีก่อนมากนัก

เมื่อถึงเวลานั้น ไม่เพียงแต่ม้าที่ชื่อ ไทยนิยม จะไม่ได้ไปต่อ เจ้าของคอก ก็อาจเปลี่ยนตัวจ๊อกกี้ ในสนามหน้า ก็เป็นได้


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link

Sunday, January 14, 2018

ธุรกิจในแบบ SDG-Friendly

ปฏิเสธไม่ได้ว่า วันนี้ภาคเอกชน โดยเฉพาะองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ ได้พูดถึงเรื่องการที่องค์กรตนเองจะมีส่วนในการสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) ที่มีอยู่ 17 ข้อ ในประเด็นใดบ้าง และได้มีหลายองค์กร ลงมือทำให้เห็นแล้วว่าองค์กรตนเองได้สนับสนุนเรื่อง SDGs นี้อย่างไร

การนำ SDGs มาใช้เป็นแนวทางประกอบการดำเนินงานทางธุรกิจ ไม่ได้เป็นเรื่องข้อกำหนด หรือเป็นภาคบังคับที่จะต้องปฏิบัติ แต่เป็นสิ่งที่องค์กรหลายแห่ง ลุกขึ้นมาดำเนินการโดยสมัครใจ ซึ่งแน่นอนว่า องค์กรเหล่านั้น จะต้องมีแรงจูงใจ หรือเห็นผลได้บางอย่าง ที่เป็นคุณค่าแก่องค์กร นอกเหนือจากประโยชน์ที่จะตกกับสังคม (และสิ่งแวดล้อม)

การที่จะเข้าใจ หรือเห็นคุณค่าในเรื่องนี้ ก็อาจต้องอาศัยสิ่งที่เรียกว่า วิสัยสามารถ หรือ Capacity เดียวกันกับที่องค์กรเหล่านั้นมี ถึงจะไขข้อค้นพบดังกล่าวด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ ผลได้หลักๆ 5 ประการ จากการนำ SDGs มาใช้เป็นแนวทางการดำเนินงานทางธุรกิจ ประกอบด้วย

ประการแรก ช่วยให้องค์กรสามารถระบุถึงโอกาสทางธุรกิจในอนาคต ที่ซึ่งความท้าทายต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก ได้กลายเป็นโอกาสตลาดสำหรับธุรกิจที่สามารถพัฒนาและส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่มีนวัตกรรมและประสิทธิผล

ประการที่สอง ช่วยให้องค์กรเพิ่มคุณค่าด้านความยั่งยืนของกิจการ ด้วยการผนวกข้อพิจารณาด้านความยั่งยืนเข้าในห่วงโซ่คุณค่าตลอดสาย ซึ่งจะเอื้อให้องค์กรสามารถสร้างและคงคุณค่าไว้ในตัวกิจการเอง ทั้งในเรื่องการเพิ่มยอดขาย การพัฒนาส่วนตลาดใหม่ๆ การเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ตราสินค้า การปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน การกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมในตัวผลิตภัณฑ์ และการลดอัตราการเข้าออกของพนักงาน เป็นต้น

ประการที่สาม ช่วยให้องค์กรกระชับความสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้เสียและทันต่อพัฒนาการทางนโยบาย เพราะ SDGs เป็นเครื่องสะท้อนความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย เช่นเดียวกับทิศทางของนโยบายในอนาคตทั้งในระดับระหว่างประเทศ ระดับประเทศ และระดับภูมิภาค

ประการที่สี่ ช่วยให้องค์กรมีเสถียรภาพในตลาดและสังคม เนื่องจากธุรกิจไม่สามารถที่จะประสบความสำเร็จในสังคมที่ล้มเหลว การลงทุนเพื่อการบรรลุ SDGs จะเป็นเสมือนเสาค้ำยันให้ธุรกิจประสบความสำเร็จด้วย

ประการที่ห้า ช่วยให้องค์กรมีภาษากลางและความมุ่งประสงค์ร่วมกัน เนื่องจาก SDGs ได้ถูกนำมาใช้กำหนดเป็นกรอบร่วมสำหรับการดำเนินงานและการสื่อสารระหว่างองค์กรธุรกิจกับผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มต่างๆ ให้สามารถรับทราบถึงผลการดำเนินงานและผลกระทบได้อย่างมีประสิทธิผลและเห็นพ้องต้องกัน

จะเห็นว่า การนำ SDGs มาใช้เป็นแนวทางการดำเนินงานทางธุรกิจ หรือที่ผมเรียกว่า “ธุรกิจที่เอื้อต่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” หรือ “SDG-Friendly Business” นั้น นอกจากจะทำให้ธุรกิจมีการดำเนินงานที่เป็นไปอย่างรับผิดชอบ (Act Responsibly) ในอันที่จะดูแลผลกระทบเชิงลบ มิให้เกิดเป็นความเดือดร้อนเสียหายต่อสังคมแล้ว ยังสามารถเอื้อให้เกิดการแสวงหาโอกาส (Find Opportunities) ในอันที่จะสร้างเป็นผลกระทบเชิงบวก ทั้งแก่ธุรกิจและสังคมควบคู่ไปพร้อมกันด้วย

คณะกรรมาธิการด้านธุรกิจและการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของเหล่าผู้นำในภาคธุรกิจ ภาคการเงิน ภาคประชาสังคม ภาคแรงงาน และองค์กรระหว่างประเทศ และเปิดตัวในการประชุมที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ.2559 ระบุในรายงาน “Better Business, Better World” ว่า การขับเคลื่อนเพื่อที่จะบรรลุ SDGs จะเปิดโอกาสทางการตลาดที่มีมูลค่าสูงถึง 12 ล้านล้านเหรียญ ในระบบเศรษฐกิจ 4 หมวดสำคัญ ได้แก่ อาหารและเกษตรกรรม เมือง พลังงานและวัสดุ สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี หรือคิดเป็นสัดส่วนอยู่ราวร้อยละ 60 ของภาคเศรษฐกิจจริง


การนำ SDGs มาใช้เป็นแนวทางการดำเนินงานทางธุรกิจ ในบริบทของความรับผิดชอบต่อสังคมในกระบวนการ (CSR-in-process) เป็นการผนวก SDGs เข้ากับกระบวนการทางธุรกิจที่ดำเนินอยู่เป็นปกติประจำวัน (Day-to-day business operations) มิใช่การดำเนินงานในรูปแบบกิจกรรม (Event) หรือเป็นโครงการเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่แยกต่างหากจากกระบวนการทางธุรกิจ (CSR-after-process) ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดเป็นความยั่งยืนจากกระบวนการดำเนินงานได้อย่างแท้จริง

การดำเนินธุรกิจในแบบ SDG-Friendly อีกนัยหนึ่ง คือ การปรับทิศทางการดำเนินงานทางธุรกิจ ให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และดำเนินการไปโดยไม่แปลกแยกต่างหากจากกัน

ครั้นเมื่อกิจการสามารถขับเคลื่อนทั้งสองเรื่องไปในทิศทางเดียวกันได้ การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน จึงเป็นการบรรลุความสำเร็จทางธุรกิจไปพร้อมกันในตัว


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Monday, January 08, 2018

เหลียวหลังแลหน้า CSR ปี 61

ในรอบปี 2560 ที่กำลังจะผ่านพ้นไป มีเหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบต่อสังคมและเรื่องความยั่งยืน เริ่มจากการออกหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Corporate Governance Code: CG Code) สำหรับบริษัทจดทะเบียน ฉบับใหม่ โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อตอบโจทย์ทั้งเรื่องการสร้างผลตอบแทนให้กับธุรกิจ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพแวดล้อม เทคโนโลยี รวมทั้ง ความคาดหวังต่อบริษัทจดทะเบียนในการดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้น

CG Code ฉบับใหม่ ที่ออกมาใช้แทน CG Principles ฉบับปี 2555 ที่ออกโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีการปรับปรุงและเพิ่มเติมประเด็น เพื่อให้ครอบคลุมถึงแนวคิดและปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงไป อาทิ การเพิ่มความชัดเจนของบทบาทคณะกรรมการในการกำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายหลักของกิจการ และบูรณาการหลักความรับผิดชอบในการประกอบธุรกิจเข้าไปในชั้นวัตถุประสงค์และเป้าหมายหลักดังกล่าว เพื่อให้การสร้างคุณค่ากิจการอย่างยั่งยืนแทรกเป็นเนื้อเดียวกับการประกอบธุรกิจ

หลักปฏิบัติที่สำคัญอีกฉบับหนึ่ง ซึ่งออกโดย ก.ล.ต. ในปี 2560 คือ หลักธรรมาภิบาลการลงทุน สำหรับผู้ลงทุนสถาบัน (Investment Governance Code: I Code) เพื่อให้ผู้ลงทุนสถาบันใช้เป็นแนวในการบริหารจัดการลงทุนอย่างรับผิดชอบ คำนึงถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) นอกเหนือจากปัจจัยด้านผลตอบแทนและความเสี่ยงจากการลงทุน

หลักปฏิบัติ I Code ฉบับนี้ ก.ล.ต. จัดทำขึ้น โดยปรับมาจาก Stewardship Code ของต่างประเทศ (โดยเฉพาะสหราชอาณาจักรที่เป็นต้นแบบ) เพื่อใช้กับผู้ลงทุนสถาบันที่สมัครใจรับการปฏิบัติตาม I Code ทั้งผู้ลงทุนสถาบันที่ให้บริการจัดการเงินลงทุน (Asset Managers) ผู้ลงทุนสถาบันที่จัดการแทนเจ้าของทรัพย์สิน (Asset Owners) และผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้อง (Related Service Providers)

การออกหลักธรรมาภิบาลการลงทุนนี้ ก.ล.ต. เชื่อว่าจะนำมาซึ่งความน่าเชื่อถือของผู้ลงทุนสถาบันที่รับจัดการเงินลงทุนให้กับลูกค้า (ที่เป็นผู้ถือหน่วยลงทุน เจ้าของเงินลงทุน และผู้รับประโยชน์) ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เกื้อหนุนให้เกิดการกำกับดูแลกิจการที่ดี และการประกอบธุรกิจอย่างรับผิดชอบของบริษัทและกิจการในตลาดทุนไทย

การประกาศ CG Code และ I Code ทั้งสองฉบับ มีผลให้บริษัทจดทะเบียนจำเป็นต้องศึกษา CG Code ฉบับใหม่ เพื่อนำไปปฏิบัติ (โดยใช้หลัก “Apply or Explain” ให้ปรับใช้ตามดุลยพินิจ หรืออธิบายเหตุผลหากไม่ดำเนินการ) รวมทั้งการเปิดเผยข้อมูลในแบบ 56-1 (ที่จะมีผลใช้บังคับสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2561 เป็นต้นไป) และในแบบ 69-1 (ที่จะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2562 เป็นต้นไป)

รวมถึงกลุ่มผู้ลงทุนสถาบันที่จะต้องทำความเข้าใจกับ I Code เพื่อพิจารณารับไปปฏิบัติ (โดยใช้หลัก “Comply or Explain” ให้เป็นไปตามข้อกำหนด หรืออธิบายเหตุผลหากไม่ดำเนินการ) รวมทั้งการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการประกาศรับการปฏิบัติตาม I Code และผลการปฏิบัติตาม I Code บนเว็บไซต์ของผู้ลงทุนสถาบันและจัดส่ง link (URL) ให้กับสำนักงาน ก.ล.ต. รวมทั้งในรายงานประจำปี (ถ้ามี)

หลักปฏิบัติทั้งสองฉบับ เน้นการบูรณาการประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) เข้าไปอยู่ในกระบวนการทางธุรกิจของบริษัทจดทะเบียน (CG Code) และกระบวนการตัดสินใจลงทุนของผู้ลงทุนสถาบัน (I Code) ตั้งแต่การกำหนดทิศทาง กลยุทธ์ กระบวนการดำเนินงาน การติดตามและการรายงาน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และเพื่อการสร้างคุณค่าให้กิจการอย่างยั่งยืน

ในปี 2561 ความเข้มข้นของการขับเคลื่อนความยั่งยืนจะยกระดับขึ้นตามกฎเกณฑ์จากผู้กำกับดูแล (Regulatory Discipline) ด้วยหลักการ CG Code และแรงผลักดันจากผู้มีส่วนร่วมในตลาด (Market Force) โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากผู้ลงทุนสถาบัน ด้วยหลักปฏิบัติ I Code นำไปสู่การเสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่เกื้อหนุนให้เกิดการกำกับดูแลกิจการที่ดี และการประกอบธุรกิจอย่างรับผิดชอบของกิจการในตลาดทุนไทยเพิ่มขึ้น


จากบทความ 'CSR Talk' ในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ External Link [Archived]

Monday, January 01, 2018

มองทิศทาง CSR 2018: รับ-รุก-ร่วม-รวม สู่ SDGs

นับตั้งแต่มีการรับรองวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 และการประกาศใช้เป้าหมายแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน(Sustainable Development Goals -SDGs) ซึ่งเป็นทิศทางของการพัฒนาโลกต่อไปอีก 15 ปี นับตั้งปี 2559-2573

โดย SDGs สานต่อภารกิจการทำงานที่ยังไม่บรรลุผลตามเป้าหมายแห่งการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (Millennium Development Goals-MDGs) เพื่อมุ่งขจัดความยากจนในทุกมิติ และทุกรูปแบบ และสร้างความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นการพัฒนาใน 3 มิติที่เอื้อต่อกัน และแบ่งแยกมิได้ จนทุกประเทศนำไปใช้เป็นกรอบของการพัฒนาประเทศ และไม่เพียงแต่ภาครัฐบาล ภาคประชาสังคมเท่านั้น

หากรวมไปถึงภาคเอกชน ภาคธุรกิจ โดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วม และการเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือ ในการสร้างความยั่งยืนให้กับประเทศชาติต่อไป

ทั้งนั้น เพื่อเป็นการสะท้อนถึงทิศทางการดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคม และแนวทางการขับเคลื่อน SDGs ในปี 2561 “ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสพูดคุยกับ “ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ” ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์ ถึงทิศทาง และแนวโน้มในเรื่องดังกล่าว

“ดร.พิพัฒน์” กล่าวว่า จากการที่ SDGs มีการประกาศใช้ไปเมื่อปี 2015 และในขณะนี้ผ่านมาแล้ว 2 ปีเต็ม นานาประเทศ รวมถึงประเทศไทย ทุกภาคส่วนมีการนำเอา SDGs มาใช้ในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม

“ในส่วนของภาครัฐมีการตั้งคณะกรรมการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน(กพย.) โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมด้วยอนุกรรมการอีก 3 คณะ ทำหน้าที่เป็นกลไกระดับชาติ ในการกำหนดนโยบาย กรอบทิศทางและยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ โดย กพย.จัดทำ roadmap ในการขับเคลื่อน SDGs 17 เป้าหมาย ประกอบด้วยแนวทางดำเนินงานในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว พร้อมทั้งการขับเคลื่อน SDGs ในระดับพื้นที่ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีความเหลื่อมล้ำมากและยังขาดความพร้อม กลุ่มที่มีศักยภาพพร้อมต่อการขับเคลื่อน และกลุ่มที่มีความเข้มแข็งและขยายผลได้”

“โดยการขับเคลื่อนการดำเนินงาน SDGs มีทั้งในระดับ Macro ซึ่งเป็นระดับชาติ ระดับภาค และกลุ่มจังหวัด และในระดับ Micro คือระดับจังหวัด ท้องถิ่น และชุมชน และในส่วนของภาคเอกชน มีองค์กรธุรกิจอย่างน้อย 124 แห่ง

มีการเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานที่เกี่ยวเนื่องกับ SDGs โดยจากการสำรวจของสถาบันไทยพัฒน์ พบว่าองค์กรส่วนใหญ่ มีการดำเนินงานที่ตอบสนองต่อ SDGs สูงสุด 3 อันดับแรก คือ เป้าหมายด้านการศึกษา มากสุดที่ร้อยละ 57.5 รองลงมาคือ เป้าหมายด้านอุตสาหกรรม นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน ร้อยละ 40.1 และเป้าหมายด้านความเท่าเทียมทางเพศ ร้อยละ 31.0 ตามลำดับ


“ขณะที่ภาคประชาสังคมมีองค์กรพัฒนาเอกชน ภาคประชาสังคม ทั้งระดับพื้นที่ และเครือข่ายในระดับภูมิภาครวมตัวกันเป็นภาคีร่วมสังเกตการณ์ ดำเนินการ และติดตามการขับเคลื่อน SDGs ในประเทศไทย เพื่อตอบสนองต่อคนทั้งประเทศ และเป็นความยั่งยืนของสังคมโลก ที่จะไม่ทิ้งคนส่วนใหญ่ไว้ข้างหลัง”

“ดร.พิพัฒน์” กล่าวเพิ่มเติมว่า จากข้อมูลการสำรวจของ GLOBESCAN และ Sustainability ต่อการประเมินความก้าวหน้าในการดำเนินงาน SDGs ในปี 2017 จากผู้ทรงคุณวุฒิด้านความยั่งยืน 511 คน ใน 74 ประเทศ ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคบริการและสื่อ และภาคอื่น ๆ พบว่า องค์กรพัฒนาเอกชน และผู้ประกอบการสังคม เป็นกลุ่มที่มีส่วนผลักดันให้เกิดความก้าวหน้าต่อเรื่อง SDGs มากที่สุด ในขณะที่รัฐบาลในแต่ละประเทศ มีส่วนผลักดันให้เกิดความก้าวหน้าต่อเรื่อง SDGs น้อยที่สุด


“คนที่ยังเข้าใจว่า SDGs เป็นเรื่องของสหประชาชาติ เป็นเรื่องของการแก้ไขปัญหาโลก ไม่เกี่ยวกับตนเอง หรือกิจการของตนเท่าใดนัก ต้องทำความเข้าใจใหม่ว่าทุกเป้าหมายของ SDGs ที่เมื่อแต่ละประเทศเข้าร่วมดำเนินการ ผลลัพธ์จะตกอยู่กับชุมชนหรือสังคมที่เราอาศัยอยู่ หรือในอาณาเขตที่กิจการของเรามีสถานประกอบการหรือแหล่งดำเนินงานอยู่”

“ข้อมูลการสำรวจของ GLOBESCAN และ Sustainability ต่อการประเมินความก้าวหน้าในการดำเนินงาน SDGs ชุดเดียวกัน ในหัวข้อที่องค์กรธุรกิจมีส่วนในการสนับสนุน หรือมีแผนงานที่จะสนับสนุนการบรรลุ SDGs อย่างไรนั้น ผลการสำรวจพบว่า ร้อยละ 51 ของผู้ทรงคุณวุฒิด้านความยั่งยืนในภาคธุรกิจ 104 คน มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์/บริการเพื่อสนองตอบต่อการแก้ไขปัญหาที่สอดคล้องกับ SDGs

“รองลงมาเป็นการพัฒนาหุ้นส่วนร่วมดำเนินงานรัฐ-เอกชน หรือการทำงานร่วมกันของผู้มีส่วนได้เสียหลายฝ่าย เพื่อสนับสนุนการส่งมอบผลลัพธ์ตามแผนงาน ร้อยละ 35 และการนำ SDGs มาใช้เป็นแนวในการกำหนดเป้าประสงค์/ กลยุทธ์ด้านความยั่งยืน ร้อยละ 33 ขณะที่อีกร้อยละ 9 ระบุว่าไม่มีส่วนในการสนับสนุน หรือไม่มีแผนงานที่จะสนับสนุนการบรรลุ SDGs”


สำหรับภาคธุรกิจ รูปแบบการดำเนินงานในการตอบสนองต่อ SDGs ที่ควรจะเป็นคือการผนวกเข้ากับกระบวนการทางธุรกิจที่ดำเนินอยู่เป็นปกติประจำวัน (Day-to-day business operations) มากกว่าการจัดทำเป็นกิจกรรมในลักษณะ event หรือเป็นโครงการเพื่อสังคม และสิ่งแวดล้อมที่แยกต่างหากจากกระบวนการทางธุรกิจ ซึ่งไม่ได้เป็นไปแบบยั่งยืนอย่างแท้จริง

ในขณะที่รายงาน Better Business, Better World ของคณะกรรมาธิการด้านธุรกิจและการพัฒนาที่ยั่งยืน ระบุว่า การขับเคลื่อนเพื่อที่จะบรรลุ SDGs จะเปิดโอกาสทางการตลาดที่มีมูลค่าสูงถึง 12 ล้านล้านเหรียญ ในระบบเศรษฐกิจ 4 หมวดสำคัญ ได้แก่ อาหารและเกษตรกรรม เมือง, พลังงานและวัสดุ สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี หรือคิดเป็นสัดส่วนอยู่ราวร้อยละ 60 ของภาคเศรษฐกิจจริง (real economy) และส่งผลอย่างสำคัญต่อ SDGs

“ดร.พิพัฒน์” บอกว่าจากข้อมูลที่ได้กล่าวมาข้างต้น สถาบันไทยพัฒน์จึงทำการประมวลทิศทางในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนของภาคธุรกิจให้สอดคล้องกับ SDGs ไว้ 4 ทิศทาง คือ รับ-รุก-ร่วม-รวม ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับกระบวนการ-โครงสร้าง-ความสัมพันธ์-โมเดลทางธุรกิจ ตามลำดับ

“เริ่มจากการที่องค์กรธุรกิจ รับเอา SDGs มาเป็นปัจจัยนำเข้า เพื่อทบทวนกระบวนการดำเนินงานของตน ในการที่จะขจัดหรือลดผลกระทบเชิงลบทั้งทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากการดำเนินกิจการ ถือเป็นการจัดกระบวนการทางธุรกิจ (business process) ใหม่ ให้ตอบสนองต่อ SDGs

ถัดมาเป็นการนำ SDGs มาใช้เป็นแนวในการกำหนดเป้าประสงค์ และกลยุทธ์เชิงรุกด้านความยั่งยืน เพื่อพัฒนาความริเริ่มใหม่ ๆ ในอันที่จะสร้างคุณค่าร่วม หรือสร้างผลกระทบเชิงบวกทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ถือเป็นการปรับโครงสร้างทางธุรกิจ (business structure) ให้ตอบสนองต่อ SDGs”

“จากนั้นจึงเป็นการขยายการทำงานร่วมกันกับผู้มีส่วนได้เสียหลายฝ่าย หรือเป็นการพัฒนาหุ้นส่วนร่วมดำเนินงานรัฐ-เอกชน เพื่อเพิ่มผลลัพธ์หรือผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง ถือเป็นการจัดภาวะความสัมพันธ์ทางธุรกิจ (business relationship) ในการขยายบทบาทหรืออิทธิพลไปสู่หน่วยงานที่อยู่รายรอบ ให้ตอบสนองต่อ SDGs”

“จนนำมาสู่การบูรณาการ หรือการผนวกรวม การแก้ไขปัญหาทางสังคม และสิ่งแวดล้อม ไว้ในตัวผลิตภัณฑ์/บริการ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือธุรกิจมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์/บริการที่ผู้บริโภคสามารถซื้อหาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ และใช้แก้ปัญหาที่สอดคล้องกับ SDGs ไปในตัว ถือเป็นการพัฒนาโมเดลทางธุรกิจ (business model) ใหม่ให้ตอบสนองต่อ SDGs”

ดังนั้น การขับเคลื่อนของภาคธุรกิจเพื่อตอบสนองต่อ SDGs จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการดำเนินงานที่เป็นไปอย่างรับผิดชอบ ในการที่จะดูแลผลกระทบเชิงลบเพื่อมิให้เกิดเป็นความเดือดร้อนเสียหายขึ้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการแสวงหาโอกาส (find opportunities) ในการสร้างเป็นผลกระทบเชิงบวก ทั้งแก่ธุรกิจและสังคมควบคู่ไปพร้อมกันต่อไป


จากเซกชัน 'ซีเอสอาร์-เอชอาร์' ในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ External Link [Archived]