Saturday, August 22, 2026

แนะนำ TCAF: เครื่องมือกำกับติดตามก๊าซเรือนกระจกแฝงจากกิจกรรมทางการเงิน

ในการดำเนินธุรกิจยุคปัจจุบัน ประเด็นด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้กลายมาเป็นปัจจัยสำคัญหลักในการกำหนดทิศทางกลยุทธ์ของภาคการเงินและสถาบันการเงินทั่วโลก การประเมินและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มิได้จำกัดอยู่เพียงกิจกรรมทางตรงขององค์กร เช่น การใช้ไฟฟ้าหรือน้ำมันเชื้อเพลิงในสำนักงาน (Scope 1 และ Scope 2) อีกต่อไป แต่ยังครอบคลุมไปถึงกิจกรรมในห่วงโซ่คุณค่า (Scope 3) โดยเฉพาะหมวดที่ 15 มลอากาศที่สืบเนื่องจากการลงทุนและการให้สินเชื่อ (Financed Emissions) ซึ่งนับเป็นปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกส่วนใหญ่ที่สุดของกลุ่มสถาบันการเงินและบริษัทจัดการลงทุน

สถาบันการเงินไม่ว่าจะเป็นธนาคารพาณิชย์ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) บริษัทประกันภัย หรือกลุ่มธุรกิจโฮลดิ้ง (Holding Company) สภาพการดำเนินงานหลัก คือ การจัดสรรเงินทุน การให้สินเชื่อ และการลงทุนในกิจการต่าง ๆ แม้ว่าสำนักงานของสถาบันการเงินจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่มาก แต่ "เม็ดเงิน" ที่ส่งผ่านไปยังธุรกิจต่าง ๆ เหล่านั้น กลับนำไปสู่การเกิดก๊าซเรือนกระจกแฝงในปริมาณมหาศาล มลอากาศแฝงดังกล่าวนี้ ถูกเรียกว่า Financed Emissions

ปัจจุบัน กรอบการรายงานและมาตรฐานสากล เช่น GHG Protocol และ PCAF (Partnership for Carbon Accounting Financials) รวมถึงกรอบเป้าหมาย SBTi (Science Based Targets initiative) สำหรับสถาบันการเงิน ได้ผลักดันให้องค์กรภาคการเงินต้องเปิดเผยข้อมูลและกำหนดเป้าหมายการลดมลอากาศแฝงอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนเกณฑ์การรายงานด้านความยั่งยืนยุคใหม่ เช่น มาตรฐาน IFRS S2 (พัฒนาขึ้นจาก TCFD) และ ESRS E1 ต่างกำหนดให้การวัดและเปิดเผยข้อมูล Scope 3 Financed Emissions เป็นสิ่งจำเป็น

ความท้าทายสำคัญที่สถาบันการเงินไทยต้องเผชิญในการประเมิน Financed Emissions คือ การจัดหาข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของลูกหนี้หรือบริษัทที่ไปลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์ (Non-listed Companies) หรือลูกหนี้ขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ซึ่งยังขาดแคลนข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data) ส่งผลให้การคำนวณและรายงานข้อมูล Scope 3 เป็นไปได้อย่างยากลำบากและไม่ครอบคลุม


เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดด้านข้อมูลและช่วยให้ภาคการเงินไทยสามารถประเมิน Financed Emissions ได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล สถาบันไทยพัฒน์ ได้พัฒนาเครื่องมือที่เรียกว่า TCAF (Thaipat Carbon Attribution Factors) ซึ่งเป็นค่าดัชนีชี้วัดสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรธุรกิจต่อมูลค่ากิจการ โดยคำนวณจากปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวม (Scope 1-3) ขององค์กร หารด้วยมูลค่ากิจการรวมเงินสด หรือ EVIC (Enterprise Value Including Cash) โดยมีหน่วยการคำนวณเป็น ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อล้านบาท

จุดเด่นที่ TCAF เข้ามาแก้ปัญหา คือ การรวมค่าสัดส่วนระหว่าง (ปริมาณคาร์บอนของบริษัท / EVIC) ไว้เป็นค่าปัจจัยสำเร็จตามกลุ่มอุตสาหกรรม (Industry / Sector Specific) ดังนั้น สถาบันการเงินหรือผู้ลงทุนจึงต้องการข้อมูลเพียง "จำนวนเงินที่ให้กู้หรือจำนวนเงินที่ไปลงทุน" ก็สามารถนำมาคูณกับค่า TCAF Factor เพื่อหาปริมาณ Financed Emissions ในพอร์ตการลงทุนได้ทันที

การประยุกต์ใช้ TCAF จึงช่วยลดความยุ่งยาก ลดภาระการจัดเก็บข้อมูลจากลูกหนี้ และช่วยให้สถาบันการเงินรับรู้ขอบข่ายมลอากาศแฝง Scope 3 หมวด 15 ของตนเองได้ในทันที

อย่างไรก็ดี หากสถาบันการเงินใช้ TCAF เป็นเครื่องมือคัดกรองเชิงลบ (Negative Screening) เพื่อบริหารจัดการความยั่งยืน โดยเลือกปล่อยสินเชื่อหรือลงทุนเฉพาะบริษัทที่มีค่า TCAF ต่ำ (ปล่อยคาร์บอนน้อย) และปฏิเสธบริษัทที่มีค่า TCAF สูง อาจไม่ได้ช่วยให้ปริมาณก๊าซเรือนกระจกในโลกจริงลดลง เนื่องจากบริษัทที่ปล่อยคาร์บอนสูงยังคงดำเนินกิจกรรมแบบเดิมต่อไป

เครื่องมือ TCAF จึงต้องใช้ควบคู่กับเครื่องมือ S3ER (Scope 3 Emission Reduction) ซึ่งได้นำเสนอในบทความตอนที่แล้ว สำหรับเป็นแนวทางในการเปลี่ยนผ่านธุรกิจ (Transition) โดยสถาบันการเงินสามารถใช้ข้อมูล TCAF ในการชี้เป้าอุตสาหกรรมเป้าหมาย แล้วพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Financial Products) เช่น สินเชื่อเพื่อการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี (Transition Loans) หรือการออกหุ้นกู้เพื่อความยั่งยืน (Sustainability-Linked Bonds) เข้าไปสนับสนุนและช่วยเหลือลูกหนี้ในกลุ่มที่มีคาร์บอนสูง ให้สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Decarbonization) ลงได้

TCAF จึงเปรียบเสมือนกุญแจสำคัญที่เข้ามาปลดล็อกข้อจำกัดในการกำกับติดตามก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมทางการเงิน (Financed Emissions) สำหรับภาคการเงินไทย ช่วยเปลี่ยนงานบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก Scope 3 ที่ซับซ้อนให้กลายเป็นกระบวนการที่สามารถวัดผลได้ นำไปรายงานได้อย่างสอดคล้องกับมาตรฐานสากล (PCAF, SBTi, IFRS S2) และที่สำคัญที่สุด สามารถใช้เป็นฐานข้อมูลสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนภาคการเงินไทยให้สามารถปรับพอร์ตการลงทุนและสินเชื่อ มุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ได้อย่างยั่งยืน




จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Saturday, August 08, 2026

แนะนำ S3ER เครื่องมือบริหารก๊าซเรือนกระจกใน Scope 3

ด้วยเหตุที่กิจการมักประสบกับความยากลำบากในการเก็บรวบรวมข้อมูลมลอากาศ ทำให้ไม่สามารถวางแผนและกำหนดเป้าหมายด้านการลดปริมาณการปล่อยมลอากาศ ทั้งที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานขององค์กร (Scope 1) จากการใช้พลังงาน (Scope 2) และจากกิจกรรมที่เกิดขึ้นในห่วงโซ่คุณค่า (Scope 3)


กรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นบ่อย คือ การรายงานคาร์บอนฟุตพรินต์ขององค์กร ที่ประกอบด้วยข้อมูลมลอากาศทางตรง (Direct Emissions) จากการดำเนินงานในขอบข่ายที่ 1 และข้อมูลมลอากาศทางอ้อม (Indirect Emissions) จากการใช้พลังงานในขอบข่ายที่ 2 ที่ปัจจุบัน องค์กรส่วนใหญ่สามารถดำเนินการได้ในระดับหนึ่ง แม้จะไม่ครบถ้วนทั้งขอบเขต (Boundary) ในระยะแรกก็ตาม

ยิ่งเมื่อเป็นการรายงานข้อมูลมลอากาศทางอ้อมอื่นๆ ในขอบข่ายที่ 3 ซึ่งครอบคลุมการดำเนินงาน 15 ประเภท องค์กรส่วนใหญ่ไม่สามารถดำเนินการได้เลย เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นในห่วงโซ่คุณค่า เกี่ยวพันกับคู่ค้าที่ซึ่งกิจการไม่มีอำนาจควบคุมหรือไม่มีความเป็นเจ้าของในการสั่งการ อีกทั้งต้นทุนในการรวบรวมข้อมูลมลอากาศในขอบข่ายที่ 3 อาจมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าการดำเนินกิจกรรมการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกของตัวกิจการเอง

สถาบันไทยพัฒน์ เล็งเห็นความจำเป็นที่จะพัฒนาเครื่องมือสำหรับช่วยองค์กรธุรกิจในการคำนวณข้อมูลมลอากาศในขอบข่ายที่ 3 ที่เป็นไปตามหลักการในมาตรฐานทางบัญชีและการรายงานข้อมูลห่วงโซ่คุณค่า (ขอบข่ายที่ 3) ของกิจการ ที่ออกโดยหน่วยงาน GHG Protocol ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

ในมาตรฐานของ GHG Protocol ระบุให้กิจการสามารถใช้ข้อมูลทุติยภูมิเพื่อคำนวณหาปริมาณมลอากาศในขอบข่ายที่ 3 ทดแทนข้อมูลปฐมภูมิที่รวบรวมจากคู่ค้าโดยตรง ในกรณีที่คู่ค้าไม่มีข้อมูล หรือข้อมูลปฐมภูมิที่รวบรวมได้มีคุณภาพต่ำกว่าข้อมูลทุติยภูมิ (อ้างอิงหัวข้อ 7.3 Guidance for selecting data ในมาตรฐานของ GHG Protocol)

เครื่องมือ S3ER Tool (Scope 3 Emission Reduction) ได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้กิจการสามารถใช้คำนวณข้อมูลมลอากาศในขอบข่ายที่ 3 และนำไปสู่การบริหารมลอากาศในห่วงโซ่คุณค่า โดยสถาบันได้จัดทำเป็นฐานข้อมูลอัตราส่วนมลอากาศรายสาขา (Sector Emission Ratio: SER) ที่สามารถใช้บ่งชี้สัดส่วนปริมาณมลอากาศในขอบข่ายที่ 3 โดยใช้ข้อมูลมลอากาศในขอบข่ายที่ 1 และ 2 ของกิจการมาเป็นเกณฑ์อ้างอิงในการคำนวณ

ทั้งนี้ อัตราส่วนมลอากาศรายสาขา (SER) ปีฐาน (พ.ศ. 2566) ได้มาจากการรวบรวมข้อมูลมลอากาศของกิจการไทยจำนวน 841 แห่งที่เปิดเผยต่อสาธารณะ นำมาประมวลแสดงเป็นค่าเฉลี่ยของปริมาณมลอากาศในขอบข่ายที่ 3 เทียบกับปริมาณมลอากาศรวมทั้งหมด ในหน่วยร้อยละ (%) จำแนกตามหมวดธุรกิจ จำนวน 26 สาขา ซึ่งมีค่าอยู่ในช่วง 54% - 99%

ปริมาณมลอากาศที่ได้จากการคำนวณด้วย SER ถือเป็นข้อมูลทุติยภูมิที่สามารถใช้ทดแทนข้อมูลปฐมภูมิ ในกรณีที่กิจการต้องการทราบขนาดเชิงสัมพัทธ์ของปริมาณมลอากาศที่เกิดจากกิจกรรมในขอบข่ายที่ 3 เพื่อวัตถุประสงค์ในการระบุจุดอ่อนไหว และกำหนดลำดับความสำคัญในการเก็บข้อมูลปฐมภูมิ การสานสัมพันธ์กับคู่ค้า และการวางแผนลดปริมาณมลอากาศในห่วงโซ่คุณค่าแบบเฉพาะเจาะจงต่อไป

นอกจากนี้ กิจการสามารถใช้เมทริกซ์ประเภทกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องในหมวดธุรกิจ (Sector-specific Relevant Category: SRC) เพื่อชี้เป้าการดำเนินงานในห่วงโซ่คุณค่าอย่างเป็นระบบ เอื้อให้เกิดการบริหารทรัพยากรและใช้งบประมาณอย่างตรงจุด อีกทั้งช่วยลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นจากการเลือกจัดการมลอากาศในกิจกรรมเฉพาะที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ (จากกิจกรรมทั้ง 15 ประเภทในขอบข่ายที่ 3)

ข้อมูลจากเมทริกซ์ประเภทกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องในหมวดธุรกิจ (SRC) ชี้ให้เห็นว่า กรณีถ้าเป็นบริษัทค้าปลีกที่อยู่ในหมวดธุรกิจพาณิชย์ กลุ่มอุตสาหกรรมบริการ (Service) จะมีปริมาณมลอากาศที่เกี่ยวเนื่องกับกิจกรรมใน 4 ประเภทสำคัญ ได้แก่ 1) สินค้าและบริการที่สั่งซื้อ 3) กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเชื้อเพลิงและพลังงาน 4) การขนส่งและกระจายสินค้าต้นน้ำ และ 11) การใช้ผลิตภัณฑ์ที่จำหน่าย ด้วยข้อมูลนี้ บริษัทสามารถเริ่มต้นจัดการลดมลอากาศจากกิจกรรมใน 4 ประเภทดังกล่าวได้ก่อน เป็นต้น

เครื่องมือ S3ER ช่วยให้องค์กรประหยัดค่าใช้จ่ายในการ ‘เก็บรวบรวมข้อมูล’ ที่ต้องลงทุนไปกับการซื้อซอฟต์แวร์ การนำเข้าข้อมูล และการจัดทำบัญชีมลอากาศที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจ (Sector-agnostic) แต่เก็บงบประมาณ ทรัพยากร และเวลา เพื่อมาเน้นที่การ ‘ลดปริมาณมลอากาศ’ ให้เกิดเป็นผลลัพธ์ที่แท้จริง

ในยุคที่การบริหารจัดการมลอากาศตลอดห่วงโซ่คุณค่ากลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน การปล่อยให้ข้อจำกัดด้านการเก็บข้อมูล Scope 3 กลายเป็นอุปสรรคฉุดรั้งการขับเคลื่อนองค์กร ไม่เพียงแต่ทำให้เสียโอกาสในการรับมือกับความเสี่ยงทางธุรกิจ แต่ยังอาจหมายถึงการสูญเสียต้นทุนและทรัพยากรไปโดยเปล่าประโยชน์

การปรับเปลี่ยนมุมมองจากการหลงทางในกระบวนการเก็บข้อมูลที่ซับซ้อน มาสู่การใช้นวัตกรรมเครื่องมืออย่าง S3ER จึงเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรชี้เป้าจุดอ่อนไหวได้อย่างแม่นยำ และเริ่มต้นลงมือบริหารจัดการมลอากาศได้อย่างตรงจุด เพราะหัวใจสำคัญของการรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ไม่ใช่การมีตัวเลขรายงานที่สมบูรณ์แบบบนกระดาษ แต่คือการเริ่มลงมือ 'ลดการปล่อยมลอากาศ' ให้เกิดผลสัมฤทธิ์จริงในห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่วันนี้


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]