Saturday, March 21, 2026

ปัจจัยด้านธรรมาภิบาลที่ส่งผลต่อธุรกิจในปี 2569

จากการสำรวจซีอีโอจำนวน 758 คนทั่วโลก โดย The Conference Board พบว่า ความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกด้านการกำกับดูแล ในปี 2569 จะถูกกำหนดทิศทางจากความเคลือบคลุมทางการเมืองและเชิงสถาบันที่ยืดเยื้อ ซึ่งความเชื่อมั่นในรัฐบาลและสถาบันต่าง ๆ ที่เสื่อมถอยลง ได้ยกระดับความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น

ความสำคัญลำดับต้น ๆ ของการกำกับดูแล ในปี 2569 จะมุ่งเน้นไปที่ผลประกอบการและการลงมือปฏิบัติ โดยซีอีโอในทุกภูมิภาคต่างให้ความสำคัญโดยเฉพาะกับเรื่องการเติบโตของรายได้ และการวางแผนเชิงกลยุทธ์ ซึ่งเป็นสัญญาณว่า มุมมองของการกำกับดูแล มิใช่แค่เรื่องการปฏิบัติตามกฎ (Compliance) แต่เป็นเครื่องมือที่เอื้อต่อการเติบโต ท่ามกลางสภาพแวดล้อมการดำเนินงานที่ซับซ้อน


แนวโน้มนี้เห็นได้ชัดที่สุดในอเมริกาเหนือ ซึ่งซีอีโอส่วนใหญ่ (โดยเฉพาะในสหรัฐฯ) จัดลำดับให้การเติบโตของรายได้ อยู่เหนือกว่าการบริหารจัดการความเสี่ยงองค์กร แม้ว่าความผันผวนทางการเมือง กฎระเบียบ และสังคม จะยังคงอยู่ในระดับสูงก็ตาม

ในภูมิภาคอเมริกาเหนือ ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น เป็นผลจากการกลับลำของนโยบาย ความเสี่ยงทางกฎหมาย และความคลุมเครือในบทบาทเชิงสถาบัน ส่วนในภูมิภาคยุโรป ความไม่แน่นอนเกิดจากผลกระทบร่วมของข้อบังคับ (Regulations) ที่ละเอียดซับซ้อน และจากการปรับเปลี่ยนบทบัญญัติ (Directives) ที่บังคับใช้แล้ว ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

การปรับเปลี่ยนนโยบายสาธารณะในภูมิภาคที่ดำเนินงาน และการเซาะกร่อนของหลักนิติธรรม ถูกระบุว่าเป็นปัจจัยภายนอกเชิงลบด้านการกำกับดูแล ซึ่งสะท้อนถึงความกังวลต่อความคงอยู่ของข้อบังคับ การตีความ และการบังคับใช้กฎหมาย

ในสหรัฐอเมริกา บรรดาซีอีโอต่างจับตามองถึงการกร่อนของหลักนิติธรรม และตั้งคำถามต่อความมั่นคงในโครงสร้างการกำกับดูแลและความเที่ยงธรรมในการบังคับใช้กฎหมาย ขณะเดียวกัน เหล่าซีอีโอในภูมิภาคยุโรปได้สะท้อนถึงความกังวลต่อภาระด้านกฎระเบียบ โดยเฉพาะข้อบังคับการเปิดเผยข้อมูลด้าน ESG และข้อกำหนดการตรวจสอบสถานะด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมในห่วงโซ่อุปทาน

ผลการสำรวจ ระบุว่า "พัฒนาการด้านข้อบังคับ AI และข้อกำหนดเชิงธรรมาภิบาล" ถูกจัดอยู่ในอันดับต้น ๆ เคียงข้างกับความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาลแบบดั้งเดิม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า AI ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจหลัก พร้อม ๆ กับการเกิดกฎหมายและนโยบายใหม่ ๆ อย่างรวดเร็ว หากแต่ความท้าทายที่แท้จริงมิใช่เพียงตัวบทกฎหมาย แต่คือ "ความไม่แน่นอน" ที่กฎเกณฑ์ในแต่ละประเทศออกมาไม่เหมือนกัน การบังคับใช้ยังไม่นิ่ง และคำนิยามของความเสี่ยง ความรับผิดชอบ และการเห็นพ้องในการปฏิบัติ ยังไม่เข้าที่เข้าทาง ความคลุมเครือนี้ทำให้การตัดสินใจลงทุนมีความยากลำบาก มีความรีรอต่อการขยายขอบเขตการใช้งาน และยังมีความเสี่ยงที่อาจไม่สามารถปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของแต่ละประเทศได้

ทั้งนี้ กฎหมาย AI ของสหภาพยุโรป ถือเป็นกรอบการกำกับดูแล AI ที่ครอบคลุมที่สุด โดยใช้เกณฑ์แบ่งระดับตามความเสี่ยง (ตั้งแต่ข้อห้ามถาวร การควบคุมในกลุ่มความเสี่ยงสูง และข้อกำหนดสำหรับการใช้ AI อเนกประสงค์) ซึ่งจะทยอยบังคับใช้จนเต็มรูปแบบในปี ค.ศ. 2027 ด้วยขอบเขตของกฎหมายที่ครอบคลุมไปถึงหน่วยงานนอกยุโรปที่เข้ามาทำธุรกิจด้วย ทำให้กฎหมายฉบับนี้กลายเป็นบรรทัดฐานอ้างอิงระดับโลก (de facto global reference point) สำหรับการกำกับดูแล AI

ในระดับรัฐบาลกลางของสหรัฐอเมริกา ยังไม่มีกฎหมาย AI หนึ่งเดียวที่ครอบคลุมทั้งประเทศ โดยรัฐบาลชุดปัจจุบันเน้นท่าทีสนับสนุนนวัตกรรมเพื่อการแข่งขันและความมั่นคงแห่งชาติเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกลางได้มีการสำรวจความเป็นไปได้ในการจำกัดข้อบังคับ AI ในระดับรัฐ ท่ามกลางประเด็นถกเถียงทั้งในแง่กฎหมายและการเมืองต่อการใช้อำนาจส่วนกลางควบคุมแทรกแซง ขณะที่ในระดับรัฐของสหรัฐฯ ได้มีการออกกฎระเบียบที่แตกต่างกันในแต่ละรัฐ โดยเฉพาะกฎเกณฑ์เรื่องการใช้ AI ที่มีผลต่อการจ้างงาน การปฏิสัมพันธ์กับผู้บริโภค และการตัดสินใจอัตโนมัติที่มีความเสี่ยงสูง ที่มีการออกเป็นกฎหมายในรัฐโคโลราโด แคลิฟอร์เนีย เท็กซัส ยูทาห์ และในนครนิวยอร์ก เป็นต้น

สำหรับประเทศจีน ได้เลือกใช้แนวทาง "เน้นกฎระเบียบนำ" (Rules-first) ที่รวมศูนย์อำนาจ โดยออกเป็นกฎเกณฑ์เฉพาะเจาะจงตามรายอุตสาหกรรม ซึ่งจะมีผลกระทบโดยตรงต่อการพัฒนาและการใช้งานโมเดล AI ในรูปแบบต่าง ๆ โดยที่การควบคุมจะเน้นเรื่องการลงทะเบียนอัลกอริทึม การประเมินความมั่นคง การกำกับดูแลข้อมูล และที่สำคัญคือ ต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของรัฐบาล

จากผลสำรวจ เป็นที่น่าสังเกตว่า ไม่มีภูมิภาคใดที่กังวลเรื่อง "กระแสต่อต้าน ESG" (Anti-ESG sentiment) มากนัก โดยความกังวลนี้ถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ต่ำกว่าประเด็นความสามารถในการบังคับใช้กฎหมาย ความรับผิดชอบทางแพ่ง และความสอดคล้องของหน่วยงานกำกับดูแลอย่างเห็นได้ชัด

ภาพรวมของการกำกับดูแลกิจการและความยั่งยืนในปี 2569 จะไม่ได้ถูกนิยามด้วยการตั้งเป้าหมายที่ทะเยอทะยาน แต่จะเป็นเรื่องของการลงมือทำจริงภายใต้ข้อจำกัด ซึ่งแตกต่างจากช่วงก่อนหน้านี้ ที่ความพยายามด้าน ESG ถูกกำหนดทิศทางด้วยการขยายเครือข่ายภาคี กรอบการดำเนินงานภาคสมัครใจ และการสร้างภาพลักษณ์ แต่ด้วยสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน บทบาทการกำกับดูแลกิจการ จะถูกกำหนดด้วยความผันผวนที่ยาวนาน และการตรวจตราด้านกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น

ความท้าทายหลักต่อการดำเนินงาน ESG มิใช่เรื่องที่ซีอีโอและผู้บริหารระดับสูงจะเลือกได้ แต่เป็นเรื่องของการทำอย่างคัดสรรและมีวินัย โดยต้องกระชับการตรวจสอบดูแล จัดลำดับความสำคัญกับความเสี่ยงและโอกาสที่เป็นสาระสำคัญต่อธุรกิจ และให้แน่ใจว่าความพยายามในการกำกับดูแลและการขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืน จะช่วยเสริมความเชื่อมั่น ความพร้อมผัน (Resilience) และการสร้างมูลค่าในระยะยาว ท่ามกลางสภาพแวดล้อมการดำเนินงานที่กระจายตัวและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Saturday, March 07, 2026

ธุรกิจของคุณมี "ความพร้อมผัน" (Resilience) ขนาดไหน

ความพร้อมผัน (Resilience) มีนิยามที่หลากหลาย โดยในช่วงไม่กี่ปีมานี้ แนวคิดเรื่องความพร้อมผันได้มีพัฒนาการจากเดิมที่เชื่อมโยงกับมิติสิ่งแวดล้อม มาสู่การครอบคลุมมิติสังคม เศรษฐกิจและการเงิน

ในบริบทโดยทั่วไป ความพร้อมผัน หมายถึง ขีดความสามารถในการดำเนินงานและพัฒนาท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอน ซึ่งเป็นมากกว่าความสามารถในการ 'ดีดตัวกลับ' (Bounce Back) สู่สถานะเดิม แต่ยังรวมถึงความสามารถในการรองรับแรงกระแทก หลีกเลี่ยงจุดเปลี่ยนที่อันตราย รับมือกับเรื่องไม่คาดฝัน และดำรงทางเลือกต่าง ๆ ตลอดจนความสามารถทางนวัตกรรมและการแปลงรูปแบบดำเนินงาน เมื่อต้องเผชิญกับภาวะวิกฤต

ขณะที่ ความพร้อมผันของกิจการ (Corporate Resilience) ถูกนิยามว่าเป็น ความสามารถของธุรกิจในการปรับตัวและเติบโตในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง พร้อมรองรับผลกระทบทางเศรษฐกิจ (อาทิ ค่าเงิน ภาษีการค้า) ทางสังคม (อาทิ แรงงาน ภูมิรัฐศาสตร์) และทางสิ่งแวดล้อม (อาทิ สภาพภูมิอากาศ ภัยธรรมชาติ) ในอันที่จะปกป้องและขยายทุนที่ใช้สร้างผลผลิต ทั้งทุนกายภาพ ทุนธรรมชาติ ทุนมนุษย์ และทุนทางสังคม ท่ามกลางภัยคุกคามที่เพิ่มสูงขึ้น

ทั้งนี้ ความพร้อมผันมีสถานะที่พลวัต เมื่อความเสี่ยงเปลี่ยนไป การลงทุนและนโยบายก็ต้องเปลี่ยนตาม ทำให้การสร้างความพร้อมผัน มิใช่การบรรลุเป้าหมายครั้งเดียวจบ แต่เป็นกระบวนการที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

ปัจจัยที่ผลักดันให้กิจการต้องคำนึงถึงการสร้างความพร้อมผัน ประกอบด้วย 1) ผลกระทบที่เกิดจากการประกอบกิจการไปสู่ภายนอก 2) การพึ่งพาทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม 3) ความเสี่ยง (และโอกาส) ที่กิจการได้รับจากปัจจัยผลกระทบและการพึ่งพาภายนอก

กรอบการสร้างความพร้อมผันของกิจการ มีความสัมพันธ์กับทั้งสามปัจจัยข้างต้น ในแง่ที่ว่า เมื่อธุรกิจต้องรับมือกับปัจจัยด้านความเสี่ยงและผลกระทบ จะก่อให้เกิดกิจกรรมการบรรเทาผลกระทบ (Mitigation) ขณะที่เมื่อธุรกิจต้องรับมือกับปัจจัยด้านความเสี่ยงและการพึ่งพา จะก่อให้เกิดกิจกรรมการปรับตัว (Adaptation) และเมื่อธุรกิจต้องรับมือกับปัจจัยด้านผลกระทบและการพึ่งพา จะก่อให้เกิดกิจกรรมการเปลี่ยนผ่าน (Transition) ตามลำดับ

โดยปัจจัยความพร้อมผันที่ส่งผลต่อกิจการ สามารถเป็นได้ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม มิได้จำกัดเพียงประเด็นในด้านภูมิอากาศหรือในด้านธรรมชาติ แต่ยังครอบคลุมถึงประเด็นที่เกี่ยวกับภูมิรัฐศาสตร์ การเงินการคลัง แรงงาน สิทธิมนุษยชน และอิทธิพลจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เป็นต้น

ตัวอย่างกิจกรรมการบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นในระยะใกล้กับเหตุการณ์ เช่น สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อภาคพลังงานในขณะนี้ จะใช้การตรึงราคาเชื้อเพลิงโดยใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ส่วนกิจกรรมการปรับตัวจะเกี่ยวข้องกับกระบวนการระยะกลาง ด้วยการมีแผนจัดสรรและบริหารการใช้พลังงานในประเทศ ขณะที่กิจกรรมการเปลี่ยนผ่านอาจต้องใช้การเปลี่ยนแปลงระยะยาว ด้วยการจัดหาแหล่งพลังงานจากภูมิภาคอื่น หรือเพิ่มแผนการผลิตและใช้พลังงานทดแทน เป็นต้น

ข้อพิจารณาที่กิจการหมั่นตั้งคำถาม คือ ประการแรก ความรวดเร็วในการบรรเทาผลกระทบ ประการที่สอง ประสิทธิผลของการปรับตัว และประการที่สาม ความยั่งยืนของการเปลี่ยนผ่าน

การสร้างความพร้อมผันของกิจการ ได้กลายเป็นโจทย์ความยั่งยืนที่ธุรกิจต้องใช้ประเด็นเหล่านี้ จากเดิมที่คาดหวังให้เกิดผลในระยะไกล มาสู่การเน้นให้เกิดประโยชน์ในระยะใกล้ เป็นความยั่งยืนในเวอร์ชันของความพร้อมผัน ที่นำมาใช้เป็นกลยุทธ์ในการคงขีดความสามารถทางการแข่งขัน เพื่อเพิ่มผลกำไรและลดความเสี่ยงในโลกปัจจุบันที่มีความไม่แน่นอนสูง

ธุรกิจที่มีความพร้อมผัน จะรักษาความต่อเนื่อง ปกป้องมูลค่า และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ด้วยความเข้าใจในความเสี่ยงและโอกาสด้านภูมิอากาศและธรรมชาติในทุกส่วนของการดำเนินงานและในห่วงโซ่อุปทาน เช่น การสร้างคลังสินค้าที่ทนต่อสภาพความร้อน หรือสถานประกอบการที่ป้องกันน้ำท่วม มีกระบวนการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพและการจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืน เพื่อเป็นหลักประกันด้านความต่อเนื่องทางธุรกิจหากต้องเผชิญกับภาวะชะงักงันของอุปทาน รวมทั้งการสนับสนุนความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน เช่น การสร้างพื้นที่ทำงานที่มีร่มเงาและการจัดตารางกะที่ปรับตามสภาพความร้อน เพื่อลดความเสี่ยงด้านสุขภาพและการขาดงาน ตลอดจนการสร้างความคล่องตัวทางธุรกิจ เช่น การปรับเปลี่ยนสายผลิตภัณฑ์และรูปแบบธุรกิจ เพื่อตอบสนองต่ออุปสงค์ด้านสินค้าและบริการที่เน้นความพร้อมผันเพิ่มสูงขึ้น

สำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่มีความพร้อมผัน ซึ่งมีเงินทุนจำกัด สามารถลงทุนในมาตรการที่ใช้ต้นทุนต่ำและค่อยเป็นค่อยไป เช่น การสร้างระบบระบายอากาศที่โปร่งโล่งและแนวกั้นน้ำท่วม ทั้งนี้ การเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่จ่ายไหวและการสนับสนุนทางเทคนิค เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้เกิดการลงทุนเหล่านี้ เฉกเช่นเดียวกับการมีเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยให้ SMEs รับมือกับการความชะงักงันหากเกิดขึ้น ทั้งการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่มีราคาเหมาะสม วงเงินสินเชื่อฉุกเฉิน และการค้ำประกัน เป็นต้น


ด้วยเงื่อนไขและระเบียบโลกใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้น ธุรกิจตระหนักดีว่า ต้นทุนของการไม่ลงมือทำนั้น สูงกว่าต้นทุนของการลงมือทำ และการลงทุนด้านความพร้อมผันในภาคเอกชนสามารถให้ผลตอบแทนในอัตราที่น่าพอใจ หากมีการวิเคราะห์ต้นทุน-ผลประโยชน์ (Cost-Benefit Analysis) ที่นำไปสู่การคำนวณผลตอบแทนจากความพร้อมผันอย่างเหมาะสม

ที่สำคัญ ความพร้อมผันมิใช่เรื่องที่เป็นวาระรองอีกต่อไป แต่คือรากฐานของการเติบโตและเสถียรภาพ ธุรกิจสามารถพลิกวงจรจาก 'ต้นทุนที่พุ่งสูง' สู่ 'ผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น' เป็นทางเลือกระหว่างการชะลอแล้วเผชิญกับการสูญเสียที่ทวีคูณ กับการลงมือทำตอนนี้เพื่อสร้างความแข็งแกร่ง ความปลอดภัย และความสามารถทางการแข่งขันของกิจการในวันข้างหน้า


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]