Saturday, October 03, 2026

การจัดทำข้อมูลความยั่งยืนที่เชื่อมโยงเข้ากับงบการเงิน

สถานการณ์น้ำท่วมที่กำลังเกิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และในอีกหลายจังหวัดเวลานี้ ได้ก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวง ทั้งในภาคผลิตและภาคบริการ โดยเฉพาะการขนส่งโดยสารและการกระจายสินค้าที่หยุดชะงักและเกิดความล่าช้า โดยมีการประมาณการตัวเลขมูลค่าความเสียหายว่าอาจสูงถึง 25,000 ล้านบาท หากสถานการณ์มีความยืดเยื้อ ตลอดจนภาระค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมฟื้นฟูหลังน้ำลดที่ตามมา

โดยสาเหตุหลัก นอกจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้เกิดฝนตกแช่เป็นเวลานานเฉพาะพื้นที่ ยังเกิดจากความไม่พร้อมของข้อมูลการเตือนภัยล่วงหน้า แผนการบริหารความต่อเนื่องและรับมือกับวิกฤตการณ์ รวมถึงการเข้าถึงความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

กรณีที่เกิดขึ้น เป็นตัวอย่างความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้ว จะส่งผลทางการเงินกับกิจการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้ความต้องการในข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงและโอกาสเกี่ยวกับความยั่งยืน ก่อนที่เหตุการณ์จะเกิดขึ้น เพื่อคาดการณ์ถึงผลทางการเงินในอนาคต จึงมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าข้อมูลทางการเงินที่เปิดเผยหลังจากเกิดเหตุการณ์แล้ว


ในภาคธุรกิจ ข้อมูลดังกล่าว ถือเป็นส่วนสำคัญของรายงานทางการเงินที่บริษัทจัดทำขึ้น โดยเป็นการเติมเต็มข้อมูลที่ปรากฏในงบการเงิน เพื่อให้ผู้ลงทุนเข้าใจว่า ความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน ส่งผลอย่างไรต่อแนวโน้มในอนาคตของกิจการ

ด้วยเหตุที่ผู้ลงทุนมีความต้องการที่จะเข้าใจความสัมพันธ์และความเชื่อมโยงระหว่างข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนของบริษัทกับงบการเงิน ทำให้หน่วยงาน IFRS (International Financial Reporting Standards) โดยคณะกรรมการมาตรฐานความยั่งยืนระหว่างประเทศ (International Sustainability Standards Board: ISSB) จึงได้ออกมาตรฐาน IFRS ฉบับ S1 ที่ระบุถึงข้อกำหนดเกี่ยวกับผลกระทบทางการเงินทั้งในปัจจุบันและที่คาดว่าจะเกิดขึ้น เพื่อช่วยสร้างความเชื่อมโยงเหล่านี้ และช่วยให้ผู้ลงทุนเข้าใจถึงกลยุทธ์ของบริษัทในการจัดการความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน

ในมาตรฐาน IFRS ฉบับ S1 กำหนดให้บริษัทต้องเปิดเผยผลกระทบของความเสี่ยงและโอกาสเกี่ยวกับความยั่งยืนที่มีต่อรูปแบบธุรกิจและห่วงโซ่คุณค่า กลยุทธ์และการตัดสินใจ รวมถึงฐานะการเงิน ตัวเลขผลการดำเนินงาน และกระแสเงินสด ในรูปแบบที่เป็นผลทางการเงินที่คาดหมาย (Anticipated financial effects)

โดยบริษัทต้องจัดหาข้อมูลในลักษณะที่ช่วยให้ผู้ลงทุนเข้าใจถึงความเชื่อมโยงดังกล่าว ไม่เพียงแต่ความเชื่อมโยง "ระหว่างรายการ" ความเสี่ยงและโอกาสเกี่ยวกับความยั่งยืนที่คาดการณ์ว่าจะส่งผลต่อแนวโน้มในอนาคตของบริษัทอย่างไร แต่ยังรวมถึง ความเชื่อมโยงระหว่างการเปิดเผยข้อมูลที่บริษัทให้ไว้ "ภายใต้รายงาน" ข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนของกิจการ และความเชื่อมโยงระหว่างการเปิดเผยข้อมูลที่บริษัทให้ไว้ "ระหว่างรายงาน" ข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน กับรายงานทางการเงินเพื่อวัตถุประสงค์อื่นที่จัดทำโดยกิจการ (รวมถึง งบการเงิน)

ความเชื่อมโยง “ภายใต้รายงาน" ข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน
มาตรฐาน IFRS ฉบับ S1 กำหนดให้บริษัทเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน ซึ่งคาดการณ์ได้อย่างสมเหตุสมผลว่าจะส่งผลต่อกระแสเงินสด การเข้าถึงแหล่งเงินทุน หรือต้นทุนทางการเงินของบริษัทในระยะสั้น ระยะกลาง หรือระยะยาว ข้อมูลที่ส่งผลทางการเงินในปัจจุบันและที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเหล่านี้ นับเป็นส่วนหนึ่งของข้อมูลกลยุทธ์ที่บริษัทเปิดเผยอันแสดงถึงการจัดการความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน

ตัวอย่างเช่น บริษัทอาจพิจารณาว่าจำเป็นต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการลดลงของมูลค่าสินทรัพย์ อันเป็นผลจากการหดตัวของตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ไม่ประหยัดพลังงานและไม่สอดคล้องกับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ หรือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเพื่อรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมหรือเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว ซึ่งมูลค่าตามบัญชีมีนัยของความเสี่ยงที่จะถูกปรับปรุงอย่างมีสาระสำคัญภายในรอบระยะเวลารายงานปีถัดไป

ความเชื่อมโยง "ระหว่างรายงาน" ข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนกับงบการเงิน
ในบางสถานการณ์ ความเสี่ยงหรือโอกาสที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน อาจมีนัยสำคัญต่อการปรับปรุงมูลค่าตามบัญชีของสินทรัพย์และหนี้สินที่รายงานในงบการเงินอย่างมีสาระสำคัญภายในรอบระยะเวลารายงานปีถัดไป อาทิ การวัดมูลค่าที่คาดว่าจะได้รับคืนของสินทรัพย์เพื่อวัตถุประสงค์ในการด้อยค่า หรือการวัดมูลค่าประมาณการหนี้สินที่ตั้งไว้สำหรับผลของคดีความที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ในสถานการณ์เหล่านี้ มาตรฐาน IFRS ฉบับ S1 กำหนดให้บริษัทต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงหรือโอกาสดังกล่าว

ในทำนองเดียวกัน บริษัทอาจมีภาระผูกพัน ที่ยังไม่สะท้อนในงบการเงินจนกว่าจะถึงงวดอนาคต หากภาระผูกพันนั้นเกี่ยวเนื่องกับความเสี่ยงหรือโอกาสเกี่ยวกับความยั่งยืน ข้อมูลผลทางการเงินที่คาดว่าจะเกิดขึ้นดังกล่าว จะต้องนำมาเปิดเผยในรายงานข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน ซึ่งเอื้อให้เห็นถึงภาระผูกพันที่คาดว่าจะถูกสะท้อนในงบการเงินในงวดอนาคตได้

ตัวอย่างเช่น บริษัทมีการเปิดเผยภาระผูกพันต่อการดำเนินงานตามเป้าหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในรายงานทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน แต่ผลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับภาระผูกพันดังกล่าว จะไม่ปรากฎอยู่ในงบการเงิน เพราะยังไม่ส่งผลต่อฐานะการเงิน ตัวเลขผลการดำเนินงาน หรือกระแสเงินสดของบริษัทในปีปัจจุบัน เนื่องจากยังไม่เข้าเกณฑ์การรับรู้รายการที่เกี่ยวข้อง

ในประเทศไทย สถาบันไทยพัฒน์ ในฐานะหน่วยงานขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืนร่วมกับภาคธุรกิจมากว่า 25 ปี ได้พัฒนา เวิร์กชอปการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินเกี่ยวกับความยั่งยืน (TSFD) หลังจากที่ได้เข้าเป็นภาคีสมาชิก IFRS ด้านหลักสูตรเนื้อหาที่ปรึกษาความยั่งยืน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการทั้งในฝั่งของกิจการที่จำเป็นต้องจัดทำข้อมูลตามข้อกำหนดการรายงานทางการเงินเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน และในฝั่งของผู้ลงทุนที่ต้องการใช้ข้อมูลทางการเงินเกี่ยวกับความยั่งยืนสำหรับประกอบการตัดสินใจลงทุน โดยเฉพาะการแปลงข้อมูลความเสี่ยงและโอกาสเกี่ยวกับความยั่งยืน ให้เป็นผลเชิงปริมาณ (Quantitative Effects) ที่สามารถวัดและเปรียบเทียบได้

เนื้อหาการฝึกอบรมในเวิร์กชอป TSFD ถูกออกแบบเพื่อมุ่งช่วยองค์กรผู้จัดทำรายงานทางการเงินเกี่ยวกับความยั่งยืน สามารถยกระดับการเปิดเผยข้อมูล จากตัวเลขทางการเงินที่ใช้บ่งบอกถึง “ความเป็นมา” ในอดีต (Historical Data) มาสู่ข้อมูลที่เป็นผลทางการเงินที่คาดหมาย สำหรับใช้บ่งชี้ถึง “ความเป็นไป” ของกิจการ (Forward-looking Data) ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว

ซึ่งจะนำไปสู่การปิดจุดอ่อนของการเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยงและโอกาสเกี่ยวกับความยั่งยืนของกิจการในแบบ “บอกเล่าเรื่อง” ให้เป็นการเปิดเผยผลทางการเงินที่คาดหมาย “เชื่อมโยงเข้ากับงบการเงิน” ด้วยข้อมูลเชิงปริมาณที่มีนัยสำคัญต่อผู้ลงทุน


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Saturday, September 19, 2026

4 วิธี พาธุรกิจ SME ให้ลอยตัวเหนือวิกฤติ

เมื่อเปรียบเทียบโลกของธุรกิจ SME ในปัจจุบัน คงไม่ต่างอะไรกับการดำเนินชีวิตท่ามกลาง "ภัยน้ำท่วม" ที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหากำลังซื้อของผู้บริโภคที่หดตัวลงอย่างเห็นได้ชัด การเขย่าของโครงสร้างอุปสงค์และอุปทาน หรือการเข้ามาของคู่แข่งหน้าใหม่ที่ลอยข้ามพรมแดนมาทางอากาศด้วยเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัล

คำถามสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ SME ในวันนี้ จึงไม่ใช่เรื่องของความรุ่งโรจน์เพียงอย่างเดียว แต่คือ "ทำอย่างไรเราจึงจะอยู่รอดและลอยตัวเหนือวิกฤตนี้ไปได้"


หากเปรียบวิกฤตการแข่งขันที่รุนแรงเป็นเหมือนน้ำที่กำลังทะลักเข้าบ้าน นี่คือ 4 ยุทธศาสตร์การรับมือและเอาตัวรอด ที่จะช่วยพาธุรกิจ SME ให้อยู่รอด ปลอดภัย และก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

1. เลิกแข่งสงครามราคา (ไม่สูบน้ำออกแข่งกับกระแสน้ำ)
เมื่อเจอน้ำท่วม สิ่งแรกที่คนส่วนใหญ่นึกถึงคือการไปซื้อปั๊มน้ำมาสูบน้ำออกจากบ้าน เช่นเดียวกับในโลกธุรกิจ เมื่อ SME เห็นยอดขายเริ่มตก คู่แข่งเริ่มเข้ามาแย่งเค้กในตลาด สิ่งที่มักจะทำเป็นอย่างแรกคือ "การตัดราคา" เพื่อดึงดูดลูกค้า

แต่การใช้วิธีนี้เปรียบเสมือนการที่พยายามสูบน้ำออกจากบ้านในขณะที่น้ำภายนอกยังคงทะลักเข้ามาไม่หยุดหย่อน ผลลัพธ์ที่ได้คือ "ความเหนื่อยล้าที่ไม่สิ้นสุด" เหมือนหนูถีบจักรที่ต้องทำงานหนักขึ้นเรื่อย ๆ แต่ได้กำไรน้อยลงจนในที่สุดก็หมดแรงไปเอง

ในภาวะที่กำลังซื้อผู้บริโภคหดตัว การแข่งลดราคาไม่ได้ช่วยเพิ่มขนาดของกระเพาะการบริโภคในตลาด แต่กลับเป็นการตัดต้นทุนและผลกำไรของตัวเองจนไม่เหลือรอด SME จึงต้องตระหนักว่าการสูบน้ำออกหรือการแข่งราคา ไม่ใช่ทางรอดที่ยั่งยืนในระยะยาว

2. สร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง (ทำคันกั้นน้ำป้องกันภัย)
เมื่อการสูบน้ำออกไม่ใช่คำตอบ ทางออกต่อมาคือการสร้าง "คันกั้นน้ำ" เพื่อปกป้องพื้นที่ของเราไม่ให้น้ำจากภายนอกทะลักเข้ามาได้ง่ายๆ ในทางธุรกิจ สิ่งนี้คือ "การสร้างแบรนด์" (Brand Building)

การสร้างแบรนด์ไม่ใช่เรื่องของการทำโลโก้ให้สวยงามเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้าง ภาพลักษณ์ ตราสินค้า และความจดจำ ในใจของลูกค้า ทำอย่างไรให้เมื่อลูกค้านึกถึงสินค้าหรือบริการชนิดนี้ แล้วชื่อของเราจะลอยขึ้นมาเป็นอันดับแรก

แบรนด์จะเป็นเกราะคุ้มกันชั้นดีที่ทำให้ธุรกิจมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว คู่แข่งที่เข้ามาใหม่หรือคู่แข่งที่ใช้สงครามราคาจะเข้ามากลืนกินลูกค้าได้ยากขึ้น เพราะลูกค้าไม่ได้ซื้อสินค้าเพราะราคาถูกที่สุดอีกต่อไป แต่ซื้อเพราะ ความเชื่อมั่นและความพึงพอใจในตัวแบรนด์

3. บริหารความสัมพันธ์ลูกค้าอย่างลึกซึ้ง (ยกของไว้ที่สูง)
ในกรณีที่คันกั้นน้ำเอาไม่อยู่ และน้ำเริ่มไหลเข้ามาในบ้าน สิ่งสำคัญต่อมาคือการรักษาทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดไว้ให้อยู่ในที่ปลอดภัยด้วยการ "ยกของขึ้นที่สูง" สำหรับธุรกิจ SME ทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดก็คือ "ฐานลูกค้าเดิม" และเครื่องมือที่ใช้ยกของขึ้นที่สูงก็คือ "CRM" (Customer Relationship Management)

ในยามวิกฤต การหาลูกค้าใหม่มีต้นทุนที่สูงมาก แต่การรักษาลูกค้าเดิมเอาไว้กลับเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายและคุ้มค่ากว่า หากเรามีความสัมพันธ์ที่ดีเยี่ยมกับลูกค้า รู้จักและเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้าอย่างแท้จริง ถึงแม้จะมีคู่แข่งรายใหม่มาเปิดร้านอยู่ข้าง ๆ แต่ลูกค้าก็ยังเลือกที่จะอุดหนุนอยู่ดี เพราะความคุ้นเคย ความผูกพัน และบริการที่ใส่ใจ

การมี CRM ที่ดีจึงเปรียบเสมือนการนำทรัพย์สินและหัวใจของธุรกิจไปวางไว้ในจุดที่ปลอดภัยจากกระแสน้ำ ต่อให้สภาวะภายนอกจะผันผวนเพียงใด แต่ฐานลูกค้าที่จงรักภักดีจะยังคงเป็นเสาหลักที่ช่วยพยุงให้ธุรกิจมีรายได้ต่อเนื่องและรอดพ้นวิกฤตไปได้

4. ปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจ (ย้ายที่หนีน้ำท่วม)
หากลองทำทุกทางแล้ว ทั้งหยุดแข่งราคา พยายามสร้างแบรนด์ และดูแลลูกค้าเดิมอย่างดีที่สุด แต่สถานการณ์ก็ยังไม่ดีขึ้นเนื่องจากบริบทของโลกเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ทางเลือกสุดท้ายที่เด็ดขาดที่สุดคือ "การย้ายที่หนีน้ำท่วม" หรือ "การปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจ" (Business Model Transformation)

ยุคนี้คำว่า Place (ทำเลที่ตั้ง) แบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะเทคโนโลยีได้สร้าง Space (พื้นที่เสมือน) ขึ้นมาข้ามหัวเราไป เช่น บริการ Delivery หรือการค้าออนไลน์ที่สามารถส่งสินค้าข้ามพื้นที่มาดิสรัปต์ร้านค้าท้องถิ่นได้อย่างง่ายดาย หากทำเลเดิมที่อยู่เริ่มกลายเป็นพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากที่ไร้ลูกค้า SME จำเป็นต้องกล้าที่จะเปลี่ยนวิธีคิด

การย้ายที่ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงการเลิกทำธุรกิจเสมอไป แต่อาจหมายถึง
☑ การขยายช่องทางเข้าสู่ Space ใหม่ ๆ: นำสินค้าเดิมเข้าสู่ระบบออนไลน์ Delivery หรือหาตลาดกลุ่มใหม่
☑ การปรับโครงสร้างธุรกิจ: เช่น การลดขนาดหน้าร้านลงแล้วเน้นไปที่การผลิตเพื่อจัดส่ง
☑ การเปลี่ยนบทบาท: หากทำเองทั้งหมดไม่ไหว การพิจารณาเข้าสู่ระบบแฟรนไชส์เพื่อใช้ประโยชน์จากระบบหลังบ้านและแบรนด์ที่แข็งแกร่ง ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกตรงกลางระหว่างการเป็นเถ้าแก่ลุยเดี่ยวกับการเป็นลูกจ้าง

บทสรุป: เลือกตำแหน่งแห่งที่ในโลกยุคใหม่
การดำเนินธุรกิจ SME ในวันนี้ ผู้ประกอบการต้องยอมรับความจริงว่า กำลังซื้อในฝั่ง Demand กำลังหดตัว ในขณะที่ฝั่ง Supply มีแต่จะเพิ่มขึ้นและแข่งขันกันรุนแรงขึ้น การปรับตัวจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดเดียวที่มีอยู่

ผู้ประกอบการต้องประเมินตัวเองตลอดเวลาว่า อยู่ในจุดไหนของสเปกตรัมธุรกิจ หากรักใน "อิสระ" ของการเป็นเถ้าแก่ ก็ต้องพร้อมที่จะเหนื่อย คิด วิเคราะห์ และปรับตัวเพื่อเอาชีวิตรอดผ่านยุทธศาสตร์ทั้ง 4 ข้อนี้ แต่หากไม่พร้อมที่จะเผชิญความเสี่ยง การขยับไปอยู่ตรงกลางอย่างการซื้อสิทธิ์แฟรนไชส์ หรือการกลับไปเป็นลูกจ้างมืออาชีพ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดแต่อย่างใด

สิ่งสำคัญที่สุดคือ อย่าปล่อยให้วิกฤตผ่านไปโดยไม่ได้ลงมือทำอะไร เพราะในวันที่ป่าไม้ชะลอน้ำตามธรรมชาติเริ่มหมดไป และไม่มีเขื่อนที่รัฐควรสร้างไว้ช่วยกั้นน้ำ ผู้ที่จะพาเรือของธุรกิจ SME ให้ลอยตัวเหนือวิกฤตได้ดีที่สุด ก็คือ ตัวผู้ประกอบการเอง


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Saturday, September 05, 2026

ก้าวสำคัญสู่รายงานความยั่งยืนขนาดย่อม ฉบับ SMEs

ในยุคปัจจุบัน ความยั่งยืนและแนวคิด ESG (Environmental, Social, and Governance) ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจทั่วโลก การเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนมิได้เป็นเพียงช่องทางสื่อสารที่สงวนสำหรับองค์กรขนาดใหญ่อีกต่อไป แต่กำลังก้าวเข้าสู่วาระที่ความคาดหวังตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Value Chain) เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความโปร่งใสในการดำเนินงาน ตลอดจนการเปิดเผยข้อมูลแก่ผู้มีส่วนได้เสีย ได้กลายเป็นความจำเป็นในการทำธุรกิจที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้


อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs มักต้องเผชิญกับความท้าทายพื้นฐานสำคัญ นั่นคือ "ทำอย่างไรจึงจะสามารถมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนได้อย่างมีความหมาย โดยไม่สร้างภาระทางการบริหารและงบประมาณที่มากเกินตัว" เนื่องจากกรอบการรายงานความยั่งยืนที่มีอยู่ มักมีความซับซ้อน ออกแบบมาสำหรับบริษัทมหาชนขนาดใหญ่ และต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากในการเก็บรวบรวมข้อมูล

เพื่อแก้ปัญหานี้ จึงเกิดการพัฒนามาตรฐานการรายงานความยั่งยืนภาคสมัครใจ สำหรับ SMEs หรือ Voluntary SME Sustainability Reporting Standard (VSME) ซึ่งจัดทำโดยกลุ่มที่ปรึกษาการรายงานทางการเงินแห่งยุโรป (EFRAG) ตามคำขอของคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) สำหรับเป็นเครื่องมือที่ใช้งานได้จริง เข้าถึงง่าย และเหมาะสมกับศักยภาพของ SMEs

โครงสร้างของมาตรฐาน VSME
การพัฒนามาตรฐาน VSME มิได้ใช้วิธีคัดลอกกรอบการรายงานเดิมมาใช้งาน แต่เป็นการนำเสนอ "โมเดลตามสัดส่วน" (Proportionate Model) ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่มิได้เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

โครงสร้างของ VSME Standard แบ่งออกเป็น 2 ระดับหลัก (Two-tier Structure) เพื่อเปิดโอกาสให้ SMEs สามารถเลือกเปิดเผยข้อมูลได้ตามความพร้อมและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งประกอบด้วย

①Basic Module (โมเดลระดับพื้นฐาน): เหมาะสำหรับ SMEs ที่เพิ่งเริ่มต้นเข้าสู่เส้นทางความยั่งยืน โดยเน้นตัวชี้วัดพื้นฐานที่สำคัญและเก็บรวบรวมข้อมูลได้ง่าย
②Comprehensive Module (โมเดลระดับครอบคลุม): เหมาะสำหรับ SMEs ที่มีความพร้อมและต้องการเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกในรายละเอียด เพื่อตอบสนองความต้องการของคู่ค้าทางธุรกิจหรือนักลงทุน

การออกแบบในลักษณะแยกส่วน (Modular Design) ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเลือก ระดับการรายงาน ที่สอดคล้องกับศักยภาพภายในองค์กร และความคาดหวังของคู่ค้าภายนอกได้อย่างลงตัว เพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ไม่ว่าธุรกิจนั้นจะมีขนาดกิจการเล็กหรือใหญ่เพียงใด

ความแตกต่างและจุดเด่นของมาตรฐาน VSME
สิ่งที่ทำให้มาตรฐาน VSME มีความแตกต่างจากกรอบการรายงานความยั่งยืนอื่น คือ การทำความเข้าใจและยึดเอาบริบทความเป็นจริงของ SMEs เป็นศูนย์กลาง ทำให้เป็นเครื่องมือที่เรียบง่ายและนำไปปฏิบัติจริงได้ตั้งแต่วันแรก โดยมีคุณลักษณะเด่น 3 ประการ คือ

☑มีความสมส่วน (Proportionate): ปรับระดับความเข้มข้นให้เหมาะสมกับขนาดองค์กรและทรัพยากรที่มีอยู่จริง
☑เข้าถึงง่าย (Accessible): ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน และมีคำแนะนำเชิงปฏิบัติที่ชัดเจน
☑มีความยืดหยุ่น (Flexible): สามารถปรับให้เข้ากับความมุ่งมั่นและความช่ำชองของแต่ละบริษัทได้อย่างอิสระ

ที่สำคัญ มาตรฐาน VSME ถือเป็นกรอบการรายงานความยั่งยืนสำหรับ SMEs ที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ซึ่งมีความน่าเชื่อถือ มีความสอดคล้องทางกฎหมาย และเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีข้อบังคับเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ประโยชน์ที่กิจการ SMEs จะได้รับ
เมื่อความยั่งยืนกลายเป็นวาระสากล SMEs จึงมักได้รับคำขอข้อมูลด้าน ESG จากหลายฝ่ายพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นบริษัทคู่ค้าขนาดใหญ่ ธนาคารผู้ให้บริการสินเชื่อ หรือนักลงทุน ทว่าคำขอข้อมูลเหล่านี้ มักมีรูปแบบ ปริมาณ และโครงสร้างที่แตกต่างกัน ส่งผลให้เกิดความซับซ้อน ยุ่งยาก และสร้างภาระซ้ำซ้อนให้กับธุรกิจขนาดเล็ก

มาตรฐาน VSME ได้เข้ามาจัดการกับปัญหานี้ด้วยการเป็นกรอบการรายงานเดียวที่มีมาตรฐานสอดคล้องกัน ช่วยให้ SMEs ไม่ต้องคอยตอบแบบสอบถามที่เป็นเบี้ยหัวแตก แต่สามารถใช้วิธีการรายงานที่เป็นระบบเพียงวิธีเดียว ซึ่งช่วยประหยัดเวลา ลดความสับสน และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน เปลี่ยนความกระจัดกระจาย สู่ความเป็นเอกภาพ

ทั้งนี้ การนำมาตรฐาน VSME มาใช้ในองค์กร ก่อให้เกิดประโยชน์ที่เป็นรูปธรรม 5 ด้าน ได้แก่

•เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน (Efficiency Gains): ประหยัดเวลาและทรัพยากรด้วยการรายงานข้อมูลความยั่งยืนที่เป็นรูปแบบมาตรฐานสากล
•ประกอบการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ (Informed Decision-Making): ช่วยให้ผู้บริหารเห็นภาพรวมของความเสี่ยงและโอกาสใหม่ ๆ ในเชิงธุรกิจ ทำให้วางแผนกลยุทธ์ได้อย่างแม่นยำ
•เพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุน (Enhanced Access to Finance): สถาบันการเงินและนักลงทุนต่างนำปัจจัย ESG มาใช้ประกอบการอนุมัติสินเชื่อและการลงทุน การมีข้อมูลมาตรฐานจึงช่วยเพิ่มโอกาสการได้รับการสนับสนุนทางการเงิน
•ความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน (Flexible Commitment): แสดงออกถึงความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืนได้ตามความพร้อมและจังหวะก้าวของตนเอง โดยไม่ถูกกดดัน
•สร้างความน่าเชื่อถือในภาพรวม (Greater Credibility): ยกระดับภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นในสายตาของลูกค้า คู่ค้า สถาบันกำกับดูแล และสังคม

ข้อได้เปรียบสำคัญ คือ ทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นได้โดยไม่ยัดเยียดแนวทางแบบขนาดเดียวใช้ได้กับทุกคน (One-size-fits-all) เพราะมาตรฐาน VSME มีเจตนาที่จะออกแบบเพื่อให้มีความกระชับ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจ โดยไม่สร้างภาระงานเอกสาร หรือภาระค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น

การมีมาตรฐานการรายงานความยั่งยืนเฉพาะสำหรับ SMEs จึงมิใช่แค่เรื่องของการลดทอนความซับซ้อนให้ง่ายลงเท่านั้น แต่คือ การสร้างให้เกิดผลกระทบเชิงบวกในวงกว้าง (Enabling Impact at Scale) โดยที่มาตรฐาน VSME ได้นำเสนอแนวทางที่ถูกต้องและเหมาะสม ทั้งด้านความโปร่งใสในการดำเนินงาน และด้านการนำไปปฏิบัติได้จริงในทางธุรกิจ ที่สามารถเดินหน้าควบคู่ไปพร้อมกัน


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Saturday, August 22, 2026

แนะนำ TCAF: เครื่องมือกำกับติดตามก๊าซเรือนกระจกแฝงจากกิจกรรมทางการเงิน

ในการดำเนินธุรกิจยุคปัจจุบัน ประเด็นด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้กลายมาเป็นปัจจัยสำคัญหลักในการกำหนดทิศทางกลยุทธ์ของภาคการเงินและสถาบันการเงินทั่วโลก การประเมินและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มิได้จำกัดอยู่เพียงกิจกรรมทางตรงขององค์กร เช่น การใช้ไฟฟ้าหรือน้ำมันเชื้อเพลิงในสำนักงาน (Scope 1 และ Scope 2) อีกต่อไป แต่ยังครอบคลุมไปถึงกิจกรรมในห่วงโซ่คุณค่า (Scope 3) โดยเฉพาะหมวดที่ 15 มลอากาศที่สืบเนื่องจากการลงทุนและการให้สินเชื่อ (Financed Emissions) ซึ่งนับเป็นปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกส่วนใหญ่ที่สุดของกลุ่มสถาบันการเงินและบริษัทจัดการลงทุน

สถาบันการเงินไม่ว่าจะเป็นธนาคารพาณิชย์ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) บริษัทประกันภัย หรือกลุ่มธุรกิจโฮลดิ้ง (Holding Company) สภาพการดำเนินงานหลัก คือ การจัดสรรเงินทุน การให้สินเชื่อ และการลงทุนในกิจการต่าง ๆ แม้ว่าสำนักงานของสถาบันการเงินจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่มาก แต่ "เม็ดเงิน" ที่ส่งผ่านไปยังธุรกิจต่าง ๆ เหล่านั้น กลับนำไปสู่การเกิดก๊าซเรือนกระจกแฝงในปริมาณมหาศาล มลอากาศแฝงดังกล่าวนี้ ถูกเรียกว่า Financed Emissions

ปัจจุบัน กรอบการรายงานและมาตรฐานสากล เช่น GHG Protocol และ PCAF (Partnership for Carbon Accounting Financials) รวมถึงกรอบเป้าหมาย SBTi (Science Based Targets initiative) สำหรับสถาบันการเงิน ได้ผลักดันให้องค์กรภาคการเงินต้องเปิดเผยข้อมูลและกำหนดเป้าหมายการลดมลอากาศแฝงอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนเกณฑ์การรายงานด้านความยั่งยืนยุคใหม่ เช่น มาตรฐาน IFRS S2 (พัฒนาขึ้นจาก TCFD) และ ESRS E1 ต่างกำหนดให้การวัดและเปิดเผยข้อมูล Scope 3 Financed Emissions เป็นสิ่งจำเป็น

ความท้าทายสำคัญที่สถาบันการเงินไทยต้องเผชิญในการประเมิน Financed Emissions คือ การจัดหาข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของลูกหนี้หรือบริษัทที่ไปลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์ (Non-listed Companies) หรือลูกหนี้ขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ซึ่งยังขาดแคลนข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data) ส่งผลให้การคำนวณและรายงานข้อมูล Scope 3 เป็นไปได้อย่างยากลำบากและไม่ครอบคลุม


เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดด้านข้อมูลและช่วยให้ภาคการเงินไทยสามารถประเมิน Financed Emissions ได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล สถาบันไทยพัฒน์ ได้พัฒนาเครื่องมือที่เรียกว่า TCAF (Thaipat Carbon Attribution Factors) ซึ่งเป็นค่าดัชนีชี้วัดสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรธุรกิจต่อมูลค่ากิจการ โดยคำนวณจากปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวม (Scope 1-3) ขององค์กร หารด้วยมูลค่ากิจการรวมเงินสด หรือ EVIC (Enterprise Value Including Cash) โดยมีหน่วยการคำนวณเป็น ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อล้านบาท

จุดเด่นที่ TCAF เข้ามาแก้ปัญหา คือ การรวมค่าสัดส่วนระหว่าง (ปริมาณคาร์บอนของบริษัท / EVIC) ไว้เป็นค่าปัจจัยสำเร็จตามกลุ่มอุตสาหกรรม (Industry / Sector Specific) ดังนั้น สถาบันการเงินหรือผู้ลงทุนจึงต้องการข้อมูลเพียง "จำนวนเงินที่ให้กู้หรือจำนวนเงินที่ไปลงทุน" ก็สามารถนำมาคูณกับค่า TCAF Factor เพื่อหาปริมาณ Financed Emissions ในพอร์ตการลงทุนได้ทันที

การประยุกต์ใช้ TCAF จึงช่วยลดความยุ่งยาก ลดภาระการจัดเก็บข้อมูลจากลูกหนี้ และช่วยให้สถาบันการเงินรับรู้ขอบข่ายมลอากาศแฝง Scope 3 หมวด 15 ของตนเองได้ในทันที

อย่างไรก็ดี หากสถาบันการเงินใช้ TCAF เป็นเครื่องมือคัดกรองเชิงลบ (Negative Screening) เพื่อบริหารจัดการความยั่งยืน โดยเลือกปล่อยสินเชื่อหรือลงทุนเฉพาะบริษัทที่มีค่า TCAF ต่ำ (ปล่อยคาร์บอนน้อย) และปฏิเสธบริษัทที่มีค่า TCAF สูง อาจไม่ได้ช่วยให้ปริมาณก๊าซเรือนกระจกในโลกจริงลดลง เนื่องจากบริษัทที่ปล่อยคาร์บอนสูงยังคงดำเนินกิจกรรมแบบเดิมต่อไป

เครื่องมือ TCAF จึงต้องใช้ควบคู่กับเครื่องมือ S3ER (Scope 3 Emission Reduction) ซึ่งได้นำเสนอในบทความตอนที่แล้ว สำหรับเป็นแนวทางในการเปลี่ยนผ่านธุรกิจ (Transition) โดยสถาบันการเงินสามารถใช้ข้อมูล TCAF ในการชี้เป้าอุตสาหกรรมเป้าหมาย แล้วพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Financial Products) เช่น สินเชื่อเพื่อการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี (Transition Loans) หรือการออกหุ้นกู้เพื่อความยั่งยืน (Sustainability-Linked Bonds) เข้าไปสนับสนุนและช่วยเหลือลูกหนี้ในกลุ่มที่มีคาร์บอนสูง ให้สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Decarbonization) ลงได้

TCAF จึงเปรียบเสมือนกุญแจสำคัญที่เข้ามาปลดล็อกข้อจำกัดในการกำกับติดตามก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมทางการเงิน (Financed Emissions) สำหรับภาคการเงินไทย ช่วยเปลี่ยนงานบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก Scope 3 ที่ซับซ้อนให้กลายเป็นกระบวนการที่สามารถวัดผลได้ นำไปรายงานได้อย่างสอดคล้องกับมาตรฐานสากล (PCAF, SBTi, IFRS S2) และที่สำคัญที่สุด สามารถใช้เป็นฐานข้อมูลสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนภาคการเงินไทยให้สามารถปรับพอร์ตการลงทุนและสินเชื่อ มุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ได้อย่างยั่งยืน




จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Saturday, August 08, 2026

แนะนำ S3ER เครื่องมือบริหารก๊าซเรือนกระจกใน Scope 3

ด้วยเหตุที่กิจการมักประสบกับความยากลำบากในการเก็บรวบรวมข้อมูลมลอากาศ ทำให้ไม่สามารถวางแผนและกำหนดเป้าหมายด้านการลดปริมาณการปล่อยมลอากาศ ทั้งที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานขององค์กร (Scope 1) จากการใช้พลังงาน (Scope 2) และจากกิจกรรมที่เกิดขึ้นในห่วงโซ่คุณค่า (Scope 3)


กรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นบ่อย คือ การรายงานคาร์บอนฟุตพรินต์ขององค์กร ที่ประกอบด้วยข้อมูลมลอากาศทางตรง (Direct Emissions) จากการดำเนินงานในขอบข่ายที่ 1 และข้อมูลมลอากาศทางอ้อม (Indirect Emissions) จากการใช้พลังงานในขอบข่ายที่ 2 ที่ปัจจุบัน องค์กรส่วนใหญ่สามารถดำเนินการได้ในระดับหนึ่ง แม้จะไม่ครบถ้วนทั้งขอบเขต (Boundary) ในระยะแรกก็ตาม

ยิ่งเมื่อเป็นการรายงานข้อมูลมลอากาศทางอ้อมอื่นๆ ในขอบข่ายที่ 3 ซึ่งครอบคลุมการดำเนินงาน 15 ประเภท องค์กรส่วนใหญ่ไม่สามารถดำเนินการได้เลย เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นในห่วงโซ่คุณค่า เกี่ยวพันกับคู่ค้าที่ซึ่งกิจการไม่มีอำนาจควบคุมหรือไม่มีความเป็นเจ้าของในการสั่งการ อีกทั้งต้นทุนในการรวบรวมข้อมูลมลอากาศในขอบข่ายที่ 3 อาจมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าการดำเนินกิจกรรมการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกของตัวกิจการเอง

สถาบันไทยพัฒน์ เล็งเห็นความจำเป็นที่จะพัฒนาเครื่องมือสำหรับช่วยองค์กรธุรกิจในการคำนวณข้อมูลมลอากาศในขอบข่ายที่ 3 ที่เป็นไปตามหลักการในมาตรฐานทางบัญชีและการรายงานข้อมูลห่วงโซ่คุณค่า (ขอบข่ายที่ 3) ของกิจการ ที่ออกโดยหน่วยงาน GHG Protocol ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

ในมาตรฐานของ GHG Protocol ระบุให้กิจการสามารถใช้ข้อมูลทุติยภูมิเพื่อคำนวณหาปริมาณมลอากาศในขอบข่ายที่ 3 ทดแทนข้อมูลปฐมภูมิที่รวบรวมจากคู่ค้าโดยตรง ในกรณีที่คู่ค้าไม่มีข้อมูล หรือข้อมูลปฐมภูมิที่รวบรวมได้มีคุณภาพต่ำกว่าข้อมูลทุติยภูมิ (อ้างอิงหัวข้อ 7.3 Guidance for selecting data ในมาตรฐานของ GHG Protocol)

เครื่องมือ S3ER Tool (Scope 3 Emission Reduction) ได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้กิจการสามารถใช้คำนวณข้อมูลมลอากาศในขอบข่ายที่ 3 และนำไปสู่การบริหารมลอากาศในห่วงโซ่คุณค่า โดยสถาบันได้จัดทำเป็นฐานข้อมูลอัตราส่วนมลอากาศรายสาขา (Sector Emission Ratio: SER) ที่สามารถใช้บ่งชี้สัดส่วนปริมาณมลอากาศในขอบข่ายที่ 3 โดยใช้ข้อมูลมลอากาศในขอบข่ายที่ 1 และ 2 ของกิจการมาเป็นเกณฑ์อ้างอิงในการคำนวณ

ทั้งนี้ อัตราส่วนมลอากาศรายสาขา (SER) ปีฐาน (พ.ศ. 2566) ได้มาจากการรวบรวมข้อมูลมลอากาศของกิจการไทยจำนวน 841 แห่งที่เปิดเผยต่อสาธารณะ นำมาประมวลแสดงเป็นค่าเฉลี่ยของปริมาณมลอากาศในขอบข่ายที่ 3 เทียบกับปริมาณมลอากาศรวมทั้งหมด ในหน่วยร้อยละ (%) จำแนกตามหมวดธุรกิจ จำนวน 26 สาขา ซึ่งมีค่าอยู่ในช่วง 54% - 99%

ปริมาณมลอากาศที่ได้จากการคำนวณด้วย SER ถือเป็นข้อมูลทุติยภูมิที่สามารถใช้ทดแทนข้อมูลปฐมภูมิ ในกรณีที่กิจการต้องการทราบขนาดเชิงสัมพัทธ์ของปริมาณมลอากาศที่เกิดจากกิจกรรมในขอบข่ายที่ 3 เพื่อวัตถุประสงค์ในการระบุจุดอ่อนไหว และกำหนดลำดับความสำคัญในการเก็บข้อมูลปฐมภูมิ การสานสัมพันธ์กับคู่ค้า และการวางแผนลดปริมาณมลอากาศในห่วงโซ่คุณค่าแบบเฉพาะเจาะจงต่อไป

นอกจากนี้ กิจการสามารถใช้เมทริกซ์ประเภทกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องในหมวดธุรกิจ (Sector-specific Relevant Category: SRC) เพื่อชี้เป้าการดำเนินงานในห่วงโซ่คุณค่าอย่างเป็นระบบ เอื้อให้เกิดการบริหารทรัพยากรและใช้งบประมาณอย่างตรงจุด อีกทั้งช่วยลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นจากการเลือกจัดการมลอากาศในกิจกรรมเฉพาะที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ (จากกิจกรรมทั้ง 15 ประเภทในขอบข่ายที่ 3)

ข้อมูลจากเมทริกซ์ประเภทกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องในหมวดธุรกิจ (SRC) ชี้ให้เห็นว่า กรณีถ้าเป็นบริษัทค้าปลีกที่อยู่ในหมวดธุรกิจพาณิชย์ กลุ่มอุตสาหกรรมบริการ (Service) จะมีปริมาณมลอากาศที่เกี่ยวเนื่องกับกิจกรรมใน 4 ประเภทสำคัญ ได้แก่ 1) สินค้าและบริการที่สั่งซื้อ 3) กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเชื้อเพลิงและพลังงาน 4) การขนส่งและกระจายสินค้าต้นน้ำ และ 11) การใช้ผลิตภัณฑ์ที่จำหน่าย ด้วยข้อมูลนี้ บริษัทสามารถเริ่มต้นจัดการลดมลอากาศจากกิจกรรมใน 4 ประเภทดังกล่าวได้ก่อน เป็นต้น

เครื่องมือ S3ER ช่วยให้องค์กรประหยัดค่าใช้จ่ายในการ ‘เก็บรวบรวมข้อมูล’ ที่ต้องลงทุนไปกับการซื้อซอฟต์แวร์ การนำเข้าข้อมูล และการจัดทำบัญชีมลอากาศที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจ (Sector-agnostic) แต่เก็บงบประมาณ ทรัพยากร และเวลา เพื่อมาเน้นที่การ ‘ลดปริมาณมลอากาศ’ ให้เกิดเป็นผลลัพธ์ที่แท้จริง

ในยุคที่การบริหารจัดการมลอากาศตลอดห่วงโซ่คุณค่ากลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน การปล่อยให้ข้อจำกัดด้านการเก็บข้อมูล Scope 3 กลายเป็นอุปสรรคฉุดรั้งการขับเคลื่อนองค์กร ไม่เพียงแต่ทำให้เสียโอกาสในการรับมือกับความเสี่ยงทางธุรกิจ แต่ยังอาจหมายถึงการสูญเสียต้นทุนและทรัพยากรไปโดยเปล่าประโยชน์

การปรับเปลี่ยนมุมมองจากการหลงทางในกระบวนการเก็บข้อมูลที่ซับซ้อน มาสู่การใช้นวัตกรรมเครื่องมืออย่าง S3ER จึงเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรชี้เป้าจุดอ่อนไหวได้อย่างแม่นยำ และเริ่มต้นลงมือบริหารจัดการมลอากาศได้อย่างตรงจุด เพราะหัวใจสำคัญของการรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ไม่ใช่การมีตัวเลขรายงานที่สมบูรณ์แบบบนกระดาษ แต่คือการเริ่มลงมือ 'ลดการปล่อยมลอากาศ' ให้เกิดผลสัมฤทธิ์จริงในห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่วันนี้


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Sunday, July 26, 2026

สหรัฐฯ เดินหมากตัวที่ 4 ใช้ AI ทำ Dollarization

ตลอดระยะเวลากว่าศตวรรษ สหรัฐอเมริกาได้ใช้กลยุทธ์ที่แยบยลในการรักษาสถานะความเป็นมหาอำนาจของโลกผ่านกระบวนการ "Dollarization" หรือการทำให้สกุลเงินดอลลาร์กลายเป็นศูนย์กลางของระบบเศรษฐกิจ หากเรามองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ สหรัฐฯ ได้เดินหมากสำคัญมาแล้ว 3 ครั้งในแต่ละยุคสมัย เพื่อผูกพันค่าเงินของตนเข้ากับสินทรัพย์หรือทรัพยากรที่มีความสำคัญยวดยิ่งต่อโลก และในทศวรรษนี้ หมากตัวที่ 4 ที่กำลังถูกขับเคลื่อนคือเทคโนโลยีที่ทรงพลังที่สุดอย่าง "ปัญญาประดิษฐ์" (AI)


ช่วงที่ 1: “Bretton Woods” การผูกดอลลาร์กับทองคำ (ค.ศ. 1944)
ย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 1944 ช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐอเมริกาได้จัดการประชุมที่เมืองเบรตตันวูดส์ (Bretton Woods) รัฐนิวแฮมป์เชียร์ ร่วมกับประเทศพันธมิตร 44 ชาติ เพื่อจัดระเบียบระบบการเงินโลกใหม่หลังสงคราม ผลลัพธ์ของการประชุมครั้งนั้นคือจุดเริ่มต้นของการสร้างอำนาจนำของเงินดอลลาร์อย่างเป็นทางการ

สหรัฐฯ ได้เสนอให้ใช้เงินดอลลาร์เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศหลักแทนทองคำ โดยกำหนดให้ดอลลาร์สามารถนำไปแลกเปลี่ยนเป็นทองคำได้ในอัตราคงที่ 35 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในขณะที่สกุลเงินของประเทศอื่น ๆ จะต้องผูกค่าเงินของตนไว้กับดอลลาร์สหรัฐฯ อีกทอดหนึ่ง ระบบนี้ทำให้ดอลลาร์กลายเป็นศูนย์กลางของการค้าระหว่างประเทศ และเนื่องจากสหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีทองคำสำรองมากที่สุดในโลก ณ ขณะนั้น ความน่าเชื่อถือของระบบเบรตตันวูดส์จึงแข็งแกร่งอย่างมาก

หมากตัวแรกนี้ทำให้สหรัฐอเมริกาก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลก เพราะทุกประเทศจำเป็นต้องถือครองดอลลาร์เพื่อใช้ชำระหนี้และการค้าระหว่างประเทศ แม้ต่อมาในปี ค.ศ. 1971 สหรัฐฯ จะยกเลิกการผูกค่าเงินดอลลาร์กับทองคำ (Nixon Shock) แต่รากฐานที่เบรตตันวูดส์วางไว้ ได้หยั่งรากให้ดอลลาร์กลายเป็นสกุลเงินหลักของโลก

ช่วงที่ 2: “Petrodollar” การผูกดอลลาร์กับน้ำมัน (ค.ศ. 1974)
หลังจากการล่มสลายของระบบเบรตตันวูดส์ ค่าเงินดอลลาร์เผชิญกับความสั่นคลอนอย่างหนัก สหรัฐอเมริกาจึงต้องเร่งหา "หลักประกัน" ใหม่เพื่อรักษาความเป็นเจ้าของระบบการเงินโลก นำมาสู่การเดินหมากตัวที่ 2 ในปี ค.ศ. 1974 เมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ ได้บรรลุข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์กับซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นประเทศผู้นำในกลุ่มโอเปก (OPEC)

ข้อตกลงดังกล่าวระบุว่า สหรัฐฯ จะให้การคุ้มครองทางทหารและยุทโธปกรณ์แก่ซาอุดีอาระเบีย โดยแลกกับการที่ซาอุดีอาระเบียจะต้องซื้อขายน้ำมันดิบทั้งหมดในตลาดโลกด้วยสกุลเงิน "ดอลลาร์สหรัฐ" เท่านั้น และนำรายได้ส่วนเกิน (Petrodollar) กลับไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เมื่อซาอุดีอาระเบียตกลง ชาติสมาชิกโอเปกอื่น ๆ ก็ปฏิบัติตาม

กลยุทธ์นี้แยบยลอย่างมาก เพราะ "น้ำมัน" คือทรัพยากรพื้นฐานที่ทุกประเทศทั่วโลกขาดไม่ได้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เมื่อทุกประเทศต้องการซื้อน้ำมัน ก็จำเป็นต้องสำรองเงินดอลลาร์ ทำให้ความต้องการถือครองดอลลาร์พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ระบบเปโตรดอลลาร์จึงเป็นการชุบชีวิตดอลลาร์โดยไม่ต้องพึ่งพาทองคำ และตอกย้ำความเป็นสกุลเงินสำรองอันดับหนึ่งของโลก

ช่วงที่ 3: “Stablecoin” การผูกดอลลาร์กับสินทรัพย์ดิจิทัล (ค.ศ. 2025)
สหรัฐอเมริกาได้มีการออกกฎหมายที่เรียกว่า GENIUS Act หรือชื่อเต็มคือ “Guiding and Establishing National Innovation for U.S. Stablecoins Act” ที่กำหนดแนวทางให้เอกชนเป็นผู้ออก Stablecoin และรัฐเป็นผู้กำกับดูแล การเดินหมากตัวที่ 3 นี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีบล็อกเชนและคริปโทเคอร์เรนซี (Web3) ซึ่งเข้ามาท้าทายระบบการเงินแบบดั้งเดิม

แทนที่รัฐบาลจะต่อต้านหรือผูกขาดการสร้างสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) เพียงผู้เดียว สหรัฐฯ กลับเลือกใช้ความยืดหยุ่นและนวัตกรรมของภาคเอกชนให้เป็นประโยชน์ กฎหมาย GENIUS Act สร้างความชัดเจนทางกฎหมาย ทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีและการเงินสามารถออกสินทรัพย์ดิจิทัล (Stablecoin) ที่ผูกมูลค่ากับเงินดอลลาร์ในอัตรา 1:1 ได้อย่างโปร่งใส ภายใต้การตรวจสอบจากรัฐ

กลยุทธ์นี้ทำให้เกิด "Digital Dollarization" อย่างสมบูรณ์แบบ เพราะ Stablecoin ที่อิงเงินดอลลาร์ได้กลายเป็นสื่อกลางหลักในการทำธุรกรรมและการเงินแบบกระจายศูนย์ (DeFi) ทั่วโลก สหรัฐฯ สามารถรักษาสถานะของดอลลาร์ให้เป็นระบบนิเวศหลักของโลกยุคดิจิทัลได้ โดยปล่อยให้เอกชนเป็นผู้นำทางนวัตกรรมและแบกรับต้นทุนโครงสร้างพื้นฐาน

ช่วงที่ 4: “AI Dollar” การผูกดอลลาร์กับปัญญาประดิษฐ์ (ค.ศ. 202x)
การเดินทางของ Dollarization กำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่เหนือกว่าระบบการเงินแบบเดิม นั่นคือช่วงเวลาแห่ง “AI Dollar” หรือการผูกดอลลาร์เข้ากับโครงสร้างพื้นฐานของปัญญาประดิษฐ์ ในทศวรรษ 202x สหรัฐอเมริกากำลังเดินหมากตัวที่ 4 ที่มีความสำคัญระดับพลิกโลก ผ่านการใช้รูปแบบที่เรียกว่า "Cortex-Corpus Model"

ในโมเดลนี้ สหรัฐอเมริกาวางหมากให้ตนเองเป็น "มันสมองส่วนกลาง" หรือ Cortex ของระบบ AI โลก โดยรวบรวมขีดความสามารถสูงสุดทั้งในด้านชิปประมวลผลขั้นสูง (Advanced GPUs) โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) และระบบคลาวด์คอมพิวติง เอาไว้ภายใต้บริษัทเทคโนโลยีสัญชาติอเมริกัน ในขณะเดียวกัน ก็จัดวางให้ประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกเป็นเพียง "คลังข้อมูล" หรือ Corpus ทำหน้าที่ป้อนข้อมูลดิบเพื่อนำไปฝึกฝน AI และเป็นผู้บริโภคผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผล

หัวใจสำคัญของ Dollarization ยุคนี้ มิได้อยู่ที่แผ่นกระดาษหรือเหรียญดิจิทัล แต่อยู่ที่ "สิทธิ์ในการเข้าถึงการประมวลผล" รัฐบาลกลางสหรัฐฯ สามารถกุมสิทธิ์อนุญาต (Licensing) และควบคุมการเชื่อมต่อผ่านโครงสร้างพื้นฐาน กรณีที่ประเทศต่าง ๆ หรือองค์กรข้ามชาติจำเป็นต้องใช้มันสมองส่วนกลางในการประมวลผลขั้นสูง (เช่น การวิจัยทางการแพทย์ การพยากรณ์ทางเศรษฐกิจ หรือการประเมินความมั่นคง) โดยไม่เพียงแต่จะต้องชำระค่าบริการด้วยกลไกที่อิงกับสกุลเงินดอลลาร์ แต่ยังต้องปฏิบัติตามนโยบายและเงื่อนไขการใช้ข้อมูลที่สหรัฐฯ กำหนด

เหมือนกับที่โลกเคยขาดน้ำมันไม่ได้ในยุค Petrodollar ในทศวรรษหน้า โลกอาจไม่สามารถขาด AI ในการขับเคลื่อนประเทศได้ การกุมกุญแจเชื่อมต่อระบบมันสมอง AI ส่วนกลาง จึงเป็นการสร้าง "AI Dollarization" ที่บีบบังคับกลาย ๆ ให้ทุกชาติที่ต้องการพัฒนาศักยภาพตนเอง ต้องยอมอยู่ภายใต้ร่มเงาทางเทคโนโลยีและการเงินของสหรัฐอเมริกา หมากกระดานนี้จึงเป็นขั้นสุดของการเปลี่ยนดอลลาร์จากแค่สื่อกลางการแลกเปลี่ยน ไปสู่อำนาจเบ็ดเสร็จในการควบคุมทิศทางสติปัญญาของโลกอนาคต


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Saturday, July 11, 2026

ทางรอดในยุคเศรษฐกิจ AI: เปลี่ยนต้นทุนให้เป็นกลยุทธ์แห่งความสำเร็จ

ในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเดิมไปสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ เราได้เห็นการก้าวข้ามผ่านยุคของข้อมูลข่าวสาร (Information Age) มาสู่ยุคที่ "ปัญญาประดิษฐ์" หรือ AI กลายมาเป็นหัวขบวนหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก (AI Economy) อย่างปฏิเสธไม่ได้ พัฒนาการของเทคโนโลยีนี้เดินทางมาไกลจากยุค AI 1.0 ที่จำกัดอยู่ในระบบเมนเฟรมขนาดใหญ่ สู่ยุค AI 2.0 ในปัจจุบันที่เราทุกคนสามารถเข้าถึงการประมวลผลผ่านคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลและระบบคลาวด์ได้อย่างง่ายดาย

อย่างไรก็ตาม ในความล้ำสมัยที่เกิดขึ้นนี้ กลับมี "ต้นทุนแฝง" และข้อจำกัดมหาศาลที่โลกกำลังต้องเผชิญ ซึ่งหากผู้ประกอบการและองค์กรธุรกิจสามารถทำความเข้าใจและพลิกมุมมองต่อต้นทุนเหล่านี้ได้ มันจะกลายเป็น "กลยุทธ์แห่งความสำเร็จ" ที่สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืน


วิกฤตต้นทุนแฝงของ AI: ข้อจำกัดของ "ดิน น้ำ ลม ไฟ"
แม้ว่า AI ในปัจจุบันจะเปี่ยมไปด้วยความสามารถ แต่ภายใต้โครงสร้างสถาปัตยกรรมฮาร์ดแวร์ยุค 2.0 นั้น มีข้อจำกัดทางกายภาพที่แยก "หน่วยความจำ (Memory)" และ "หน่วยประมวลผล (Processing)" ออกจากกัน ทำให้การส่งผ่านข้อมูลก่อให้เกิดการใช้พลังงานและความร้อนมหาศาล จนนำไปสู่วิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมที่สามารถสรุปเป็นปัจจัยตามธาตุทั้งสี่ ได้แก่

ไฟ (พลังงาน): ศูนย์ข้อมูลหรือ Data Center ทั่วโลกมีอัตราการใช้กระแสไฟฟ้าที่สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด มีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2030 อัตราการใช้ไฟฟ้าของ Data Center จะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2024

น้ำ (การระบายความร้อน): ระบบคูลลิ่งเพื่อลดความร้อนของเซิร์ฟเวอร์ต้องใช้น้ำมหาศาล ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยอาจสูงถึง 6,000 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ก่อให้เกิดปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรน้ำกับภาคการเกษตรและชุมชน

ลม (มลภาวะและสภาพภูมิอากาศ): การใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นส่งผลต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission) ซึ่งคาดว่าภายในปี 2035 คาร์บอนฟุตพริ้นท์จากระบบ AI อาจสูงถึง 1 กิกะตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า นอกจากนี้ในหลายพื้นที่ยังสร้างมลภาวะทางเสียงจนเริ่มเกิดการต่อต้านจากชุมชนรอบข้าง

ดิน (ขยะอิเล็กทรอนิกส์และแร่หายาก): การผลิตชิปประมวลผลจำเป็นต้องพึ่งพาการทำเหมืองแร่หายาก (Rare Earth) ที่ส่งผลกระทบและสร้างมลพิษต่อแหล่งน้ำและผืนดินในประเทศกำลังพัฒนา และเมื่ออุปกรณ์หมดอายุการใช้งาน ภายในปี 2030 จะมีขยะอิเล็กทรอนิกส์จาก Data Center สูงถึง 5 ล้านตัน โดยมีเพียง 22% เท่านั้นที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้

ข้อจำกัดเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า ระบบ AI ในปัจจุบัน "ยังไม่เป็นมิตรต่อโลก" และศูนย์ข้อมูลที่เราลงทุนสร้างกันในวันนี้ อาจกลายเป็น "สุสานข้อมูล" ในอนาคตอันใกล้ หากสถาปัตยกรรมฮาร์ดแวร์เปลี่ยนผ่านไปสู่ยุค AI 3.0 ที่ใช้เทคโนโลยีอย่าง Neuromorphic Chip หรือ Compute-in-Memory ที่รวมหน่วยความจำและหน่วยประมวลผลเข้าด้วยกัน ช่วยลดการส่งผ่านข้อมูล ประหยัดพลังงาน และย่อส่วน Data Center ขนาดใหญ่ให้กลายเป็น Knowledge Stack เหลือเพียงชั้นวางหรือ Rack ตู้เดียว

มหาอำนาจกับ Landscape ของเศรษฐกิจ AI
ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจ เป็นที่แน่ชัดว่าสหรัฐอเมริกาพยายามวางตำแหน่งตัวเองให้เป็น "มันสมองส่วนกลาง (Mega Brain)" ของโลก ผ่านการเป็นเจ้าของเทคโนโลยีและโมเดล AI ชั้นนำ ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ ในฐานะผู้ใช้งาน เปรียบเสมือนแหล่งข้อมูลที่กระจัดกระจาย (Distributed Knowledge) ที่ต้องส่งข้อมูลกลับไปประมวลผลที่ศูนย์กลาง

รูปแบบการผูกขาดนี้ส่งผลให้เกิดการควบคุมอํานาจทางเศรษฐกิจ โดยทุก ๆ "Token" หรือปริมาณการประมวลผลของ AI ที่เรานำมาใช้ จะต้องถูกเปลี่ยนเป็นหน่วยเงินสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (US Dollar) เปรียบเสมือนวิวัฒนาการในการผูกขาดทางเศรษฐกิจระดับโลกในอดีต ตั้งแต่ยุคที่ผูกดอลลาร์ไว้กับทองคำ (Bretton Woods) มาสู่ยุคการผูกกับน้ำมัน (Petrodollar) ผูกกับสินทรัพย์ดิจิทัล (Stablecoin) และในที่สุดคือการผูกเข้ากับ "มันสมองของปัญญาประดิษฐ์ (AI Dollar)"

"ผู้ปรุง" (The Chef): ตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ของธุรกิจไทย
เมื่อเห็นภาพรวมของภูมิทัศน์ระดับโลกแล้ว คำถามสำคัญ คือ “ประเทศไทยควรอยู่ตรงไหนในห่วงโซ่คุณค่านี้”

หากเราตั้งเป้าหมายที่จะเป็น "ผู้สร้าง AI" ในระดับโครงสร้างพื้นฐานหรือฮาร์ดแวร์ เราอาจจะไม่มีกำลังทุนและเทคโนโลยีเพียงพอที่จะไปแข่งขันในเวทีโลก แต่ในทางกลับกัน หากเราเป็นเพียง "ผู้เสพหรือผู้ซื้อ" เราก็ต้องจ่ายต้นทุนมหาศาลและตกเป็นผู้ตามตลอดไป

ทางรอดที่เหมาะสมและสร้างสรรค์ที่สุดสำหรับธุรกิจไทย คือ การยืนอยู่ตรงกลาง ในฐานะ "ผู้ปรุง (The Chef)"

หน้าที่ของเราไม่ใช่การสร้างเตาแก๊สหรือผลิตจานชาม (Infrastructure) และไม่ใช่แค่คนนั่งกินข้าว (Consumer) แต่คือ "พ่อครัว" ที่หยิบเอาเทคโนโลยี AI จากค่ายต่าง ๆ มามองเป็น "วัตถุดิบ (Ingredients)" และนำมาผสมผสานกับสิ่งที่เป็นจุดแข็งเดิมของเรา นั่นคือ "บริบทและความรู้ในท้องถิ่น (Local Knowledge)" เพื่อรังสรรค์ออกมาเป็นสูตรอาหารเฉพาะตัว หรือ "แนวทางการแก้ปัญหา (Solutions)" ที่ตอบโจทย์การใช้งานของตลาดอย่างแท้จริง

หากพิจารณาตามโมเดลชั้นบริการ (ASI Layer) ที่แปลงมาจากแบบจำลอง OSI (Open Systems Interconnection) เราจะแบ่งระดับชั้นการทำงานออกได้เป็น 3 ส่วน เรียงจากบนลงล่าง คือ

1. Application Layer (การจัดจานและเสิร์ฟ): การส่งมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีแก่ผู้บริโภค ซึ่งในอนาคตอันใกล้ ระดับชั้นนี้อาจถูกกลืนหายไปด้วยความสามารถของ AI ที่สามารถสร้างหน้าต่างการใช้งาน (UI) ได้เองตามคำสั่งโดยตรงของผู้ใช้ (On-demand Application)

2. Solution Layer (การปรุงอาหาร): นี่คือจุดที่ธุรกิจไทยต้องโฟกัส คือ การนำวัตถุดิบมาออกแบบระบบ กระบวนการ และการประมวลผลให้ตอบโจทย์ธุรกิจ

3. Infrastructure Layer (ห้องครัวและวัตถุดิบ): เป็นส่วนของระบบคลาวด์ ซอฟต์แวร์ และฮาร์ดแวร์พื้นฐานที่เราหยิบยืมพลังจากผู้พัฒนาค่ายใหญ่มาใช้

การผสมผสาน "กลิ่นอายความเป็นมนุษย์" เข้ากับเทคโนโลยี
หัวใจสำคัญของกลยุทธ์ "ผู้ปรุง" คือการตระหนักรู้ว่า ผลลัพธ์หรือ Solution ที่ได้จากระบบ AI เพียงอย่างเดียวไม่สามารถขายตัวเองได้ และไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ AI อาจมีความเชี่ยวชาญในการเข้าใจเนื้อหา การประมวลผลตามตรรกะ (Logic & Algorithm) รวมถึงการติดต่อสื่อสาร แต่สิ่งที่ AI "ทำไม่ได้" คือ

Context (บริบท): AI สามารถทำความเข้าใจเนื้อหา (Content) แต่ขาดความเข้าใจความลึกซึ้งของนัยยะ สถานการณ์ หรือความเชื่อมโยงที่ซับซ้อน

Contemplate (การไตร่ตรอง): AI สามารถคำนวณ (Compute) ได้ตามตรรกะที่ป้อน แต่ไม่มีความรู้สึกนึกคิดที่จะมาไตร่ตรองใคร่ครวญในมิติของคุณค่าหรือจริยธรรม

Connection (ความสัมพันธ์): AI สามารถสื่อสาร (Communication) กับผู้คนและอุปกรณ์รอบข้าง แต่ไม่สามารถสร้างความผูกพัน ความเข้าใจ ความอบอุ่น หรือความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) ในแบบมนุษย์

ดังนั้น กลยุทธ์แห่งความสำเร็จ คือ การสร้างสูตรการบริการที่มีการผสมผสาน "กลิ่นอายความเป็นมนุษย์ (Human Flavor)" เข้าไปในเทคโนโลยี องค์กรธุรกิจต้องปรับบทบาทของบุคลากรจากผู้ทำงานซ้ำ ๆ มาเป็น "เชฟ" ที่คอยกำกับ ควบคุม และใส่ความคิดสร้างสรรค์รวมถึงความใส่ใจลงไปในระบบ

แน่นอนว่ายุคเศรษฐกิจ AI จะส่งผลกระทบให้เกิดการปรับปรุงโครงสร้างองค์กรและการลดพนักงานในบางตำแหน่งงานที่ถูกแทนที่ได้ง่าย สิ่งที่องค์กรธุรกิจต้องเตรียมพร้อมคือแผนการรับมือ 3 ระดับ ได้แก่ การบรรเทาผลกระทบ (Mitigation) การปรับตัวให้เข้ากับสภาวะใหม่ (Adaptation) และการเปลี่ยนผ่านที่ราบรื่น (Transition) ในขณะที่ตัวพนักงานเองก็ต้องพัฒนาทักษะใหม่ (Reskill) เพื่อเปลี่ยนตำแหน่งแห่งที่ของตนเองให้กลายเป็นผู้ควบคุมวัตถุดิบ AI แทนการเป็นแรงงานดิบ

กลยุทธ์ "ความลงตัวของผลิตภัณฑ์และตลาด" (Product-Market Fit)
การขับเคลื่อนธุรกิจด้วย AI ผู้ชนะในเกม มิใช่ผู้ที่ทุ่มเงินซื้อเทคโนโลยีที่เร็วที่สุด ล้ำสมัยที่สุด หรือแพงที่สุด แต่คือผู้ที่สามารถค้นหา "ความลงตัวของผลิตภัณฑ์และตลาด (Product-Market Fit)" ได้ดีที่สุด

เมื่อผู้บริหารต้องวางกลยุทธ์การแข่งขัน เราสามารถประเมินตำแหน่งของตนเองผ่านความเชี่ยวชาญและการเจาะกลุ่มเป้าหมาย เช่น หากเราเลือกทำผลิตภัณฑ์สำหรับตลาดมวลชน (Mass) ที่ตัวระบบไม่ได้แตกต่างจากคู่แข่งรายอื่น สิ่งที่เราต้องใช้คือ "กลยุทธ์ด้านต้นทุน (Cost Leadership)" ด้วยการทำอย่างไรจึงจะบริหารจัดการวัตถุดิบ AI ให้มีประสิทธิภาพและราคาถูกที่สุด

หรือหากเราเลือกทำผลิตภัณฑ์ที่มีความเฉพาะตัวสูง (Unique) ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายเฉพาะ (Niche) สิ่งที่เราต้องหยิบมาใช้คือ "กลยุทธ์สร้างความแตกต่าง (Differentiation)" มุ่งเน้นไปที่การปรุงแต่งระบบที่มีความแม่นยำ ลึกซึ้ง และมีกลิ่นอายความเป็นมนุษย์ที่คู่แข่งเลียนแบบได้ยาก เป็นต้น

ทางรอดของธุรกิจในยุคเศรษฐกิจ AI ไม่ใช่การตื่นตระหนกวิ่งตามเทคโนโลยีจนหลงลืมต้นทุนและความคุ้มค่า และไม่ใช่การปฏิเสธเทคโนโลยีจนตกขบวน แต่คือการมองเห็น "ต้นทุนและข้อจำกัด" ทั้งในมิติของสิ่งแวดล้อม พลังงาน และภูมิรัฐศาสตร์ แล้วแปรเปลี่ยนเป็นยุทธศาสตร์ด้วยการวางตำแหน่งตนเองให้เป็น "ผู้ปรุง (The Chef)" ที่ฉลาดในการเลือกใช้วัตถุดิบปัญญาประดิษฐ์ ผสานเข้ากับศักยภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และความเข้าใจในความเป็นมนุษย์ เพื่อส่งมอบแนวทางการแก้ปัญหาที่ทรงคุณค่า แตกต่าง และยั่งยืนในระยะยาว


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Saturday, June 27, 2026

ช่องว่างการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน

ช่องว่างในการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน เกิดจากความแตกต่างระหว่างข้อมูล ESG (Environmental, Social and Governance) ที่ผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียต้องการเพื่อใช้ตัดสินใจ กับข้อมูลจริงที่บริษัทเผยแพร่ในปัจจุบัน ช่องว่างนี้ ส่งผลให้ข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เป็นสาระสำคัญขาดความสมบูรณ์ และไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้ รวมถึงการขาดตัวชี้วัดบ่งชี้อนาคต ตลอดจนข้อมูลผลการดำเนินงานที่สามารถทวนสอบได้ เช่น ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบข่ายที่ 3 (Scope 3) และข้อมูลการบริหารจัดการทุนมนุษย์

ช่องว่างที่ยังคงอยู่นี้ มีสาเหตุหลักมาจากการขาดมาตรฐานการรายงานที่เป็นภาคบังคับและสอดคล้องกันทั่วโลก ทำให้กิจการต่าง ๆ สามารถเลือกใช้กรอบการทำงานที่ตนเองถนัด หรือเลือกรายงานข้อมูลเพียงบางส่วน

นอกจากนี้ การขาดระบบภายในที่เข้มแข็งในการจัดเก็บข้อมูลที่มิใช่ตัวเลขทางการเงิน ยังสร้างความยากลำบากทางเทคนิคในการจัดทำข้อมูลเพื่อเปิดเผยที่แม่นยำ ประกอบกับมุมมองต่อประเด็นสาระสำคัญหรือสารัตถภาพ (Materiality) ที่แตกต่างกันในรายอุตสาหกรรมและในเชิงภูมิศาสตร์ ก็มีส่วนทำให้ข้อมูลที่รายงานขาดความสอดคล้องต้องกัน

ผลที่ตามมาอย่างมีนัยสำคัญคือ ประสิทธิภาพของตลาดที่ลดลง เนื่องจากผู้ลงทุนต้องพึ่งพาการประมาณค่าหรือการจัดระดับโดยอาศัยดุลยพินิจของผู้ประเมิน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการกำหนดราคาที่ผิดพลาด (Mispricing) ต่อสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงด้านความยั่งยืน รวมทั้งยังไปลดทอนภาระรับผิดชอบ (Accountability) ทำให้ผู้มีส่วนได้เสียประเมินความก้าวหน้าที่แท้จริงของกิจการต่อเป้าหมายด้านสังคมและด้านภูมิอากาศได้ยาก ข้อจำกัดนี้ ยังกระตุ้นให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัย รวมถึงเอื้อให้เกิดพฤติกรรมการฟอกเขียว (Greenwashing) อีกด้วย

กระนั้นก็ตาม ความต้องการข้อมูลด้านความยั่งยืนจากผู้ลงทุน ได้มีส่วนช่วยให้อัตราการเปิดเผยข้อมูลของกิจการ เพิ่มขึ้นถึงสองเท่าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ผู้ลงทุนที่พยายามทำความเข้าใจในผลกระทบของความยั่งยืนต่อผลประกอบการทางการเงิน ต่างเรียกร้องให้เพิ่มความชัดเจนโปร่งใสมากขึ้น สวนทางกับแนวทางการรายงานภาคสมัครใจที่ยังคงมีข้อด้อยอยู่หลายประการ

การขาดข้อกำหนดที่มีผลผูกพันทางกฎหมายและการขาดความเป็นมาตรฐาน ส่งผลให้การเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตัวชี้วัดเดียวกัน มีลักษณะกระจัดกระจายและแตกต่างกัน อีกทั้งระดับการเปิดเผยข้อมูลก็อยู่ในเกณฑ์ต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักวิเคราะห์ด้านความยั่งยืนต้องสืบค้นข้อมูลที่มีอยู่นับร้อยรายการ ทั้งที่รู้ว่า ข้อมูลด้านสังคมมีกิจการที่รายงานเพียง 1 ใน 3 แห่ง ขณะที่ตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมมีกิจการที่รายงานเพียง 1 ใน 5 แห่ง (Bloomberg, 2025)

การปิดช่องว่างนี้ จำเป็นต้องอาศัยการดำเนินการจากหน่วยงานกำกับดูแลเพื่อกำหนดกฎเกณฑ์การรายงานที่เป็นมาตรฐานและเป็นข้อบังคับ โดยเฉพาะการมุ่งเน้นไปที่ประเด็นสาระสำคัญที่สอดคล้องกับแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมและภูมิศาสตร์ ขณะเดียวกัน กิจการก็จะต้องลงทุนในระบบการจัดการข้อมูลเฉพาะทาง และมีการกำกับดูแลภายใน เพื่อรับประกันความถูกต้องและความสามารถในการตรวจสอบได้ (Auditability) ของตัวชี้วัดที่มิใช่ตัวเลขทางการเงินเหล่านี้

กิจการที่มีการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน ควรมีการเตรียมความพร้อมข้อมูล ESG เพื่อการเผยแพร่อย่างครบถ้วนเพียงพอ โดยเริ่มจากการให้น้ำหนักข้อมูลที่สำคัญด้วยการวิเคราะห์ประเด็นสาระสำคัญตามบริบทของกิจการ มีการจัดทำดัชนีข้อมูลที่อิงตามตามมาตรฐานการรายงานที่เป็นสากล และการวางแนวเนื้อหาให้สอดคล้องกับเกณฑ์ประเมินของหน่วยงานที่กิจการเลือกเข้าร่วมรับการประเมิน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งกับผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียต่อการใช้ข้อมูล ESG ของกิจการ


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Saturday, June 13, 2026

SBTi รื้อมาตรฐาน Corporate Net Zero ครั้งใหญ่

กระแสตีกลับด้านความยั่งยืน ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่ขึ้นมาเบียดสถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงปัญหาด้านสภาพภูมิอากาศ ไม่เพียงมีอิทธิพลกับองค์กรธุรกิจในการไปลดทอนความสำคัญของปัจจัย ESG (Environmental, Social and Governance) และทำให้กิจการมีการปรับทิศทางการดำเนินงานเรื่อง ESG โดยเน้นให้เกิดประโยชน์ในระยะสั้น แทนการหวังผลในระยะยาว

แต่กระแสตีกลับนี้ ยังได้ส่งผลไปยังหน่วยงานผู้กำหนดมาตรฐานด้านความยั่งยืน ให้มีการผ่อนคลายข้อกำหนดที่เข้มงวดในหลายเรื่อง รวมทั้งยังจำกัดการบังคับใช้เฉพาะกับกิจการขนาดใหญ่เป็นหลัก

หนึ่งในหน่วยงานที่ได้รับผลพวงจากกระแสตีกลับนี้ คือ Science Based Targets initiative (SBTi) ซึ่งเป็นผู้กำหนดมาตรฐานสำหรับกิจการในการตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Target) ตามหลักวิทยาศาสตร์ ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2015 และได้ออกมาตรฐาน Corporate Net Zero ฉบับแรก (Version 1.0) เมื่อปี ค.ศ. 2021

SBTi ได้มีการปรับปรุงมาตรฐานครั้งใหญ่ และประกาศเป็นมาตรฐาน Corporate Net Zero ฉบับที่สอง (Version 2.0) เมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2026 โดยมีสาระสำคัญ ที่ประกอบด้วย

ยกเลิกบังคับใช้เป้าหมาย Net Zero
หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของมาตรฐานฉบับใหม่ คือ การยกเลิกบังคับใช้เป้าหมาย Net Zero ที่มาตรฐานฉบับเดิมระบุให้กิจการที่ต้องการการรับรองจาก SBTi ภายใต้เกณฑ์ Net Zero จะต้องมีการกำหนดเป้าหมายระยะใกล้ (รอบ 5 ปี) เป้าหมายระยะยาว (เหลือเฉพาะส่วนตกค้างที่ขจัดได้ไม่หมด ภายในปี ค.ศ. 2050) และเป้าหมาย Net Zero (ครอบคลุมทั้ง Scope 1, 2, 3 และการดำเนินการกับมลอากาศส่วนตกค้าง)

แต่ในมาตรฐาน Corporate Net Zero ฉบับใหม่ บังคับใช้เพียงการกำหนดเป้าหมายระยะใกล้ทุก ๆ 5 ปี โดยที่เป้าหมายระยะใกล้ สำหรับ Scope 1 และ 2 บังคับใช้กับทุกกิจการ ส่วนใน Scope 3 ใช้เฉพาะกิจการขนาดใหญ่ที่เข้าเกณฑ์ ขณะที่เป้าหมายระยะยาว การบังคับใช้สำหรับ Scope 1 ขึ้นกับวิธีที่ใช้กำหนดเป้าหมาย ส่วนใน Scope 2 และ 3 ไม่บังคับใช้ สำหรับเป้าหมาย Net Zero ไม่มีการบังคับใช้ในทุกกรณี (เป็นภาคสมัครใจ)


ซึ่งในทางปฏิบัติ หมายถึง มาตรฐานฉบับใหม่ จะมีการเปลี่ยนแปลงการรายงานจากเป้าหมายระยะยาว มาเป็นการรายงานความคืบหน้าของเป้าหมายเป็นประจำทุกปี และเมื่อครบรอบ 5 ปี ข้อมูลผลการดำเนินงานสำหรับกิจการขนาดใหญ่ที่เข้าเกณฑ์ จะต้องได้รับการประเมินโดยผู้ให้ความเชื่อมั่นจากภายนอก

สำหรับกิจการที่ไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย เมื่อสิ้นสุดระยะเวลา 5 ปี จะยังคงได้รับการรับรองจาก SBTi ต่อไปได้ หากพิสูจน์ได้ว่าได้ใช้ "ทุกกลไก" ภายใต้การควบคุมของตนเองแล้ว (Best-Efforts Framework) รวมถึงมีความโปร่งใสในการลดคาร์บอนที่มีความท้าทาย และได้อธิบายถึงแนวทางในการก้าวข้ามอุปสรรคเหล่านั้น แทนการตัดสินแบบ "ผ่านหรือไม่ผ่าน" (Binary Approach) ที่อาจไม่ตอบโจทย์ตามความเป็นจริง อันมีเหตุจากปัจจัยภายนอกที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของกิจการ

ตีกรอบการใช้ REC ใน Scope 2
การใช้ใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificate : REC) เพื่ออ้างสิทธิ์การใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในปัจจุบัน ยังมีช่องโหว่สำคัญที่ไม่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 2 ได้จริง เนื่องจากกิจการสามารถซื้อ REC รวมทั้งปี ให้เท่ากับยอดไฟฟ้าที่ใช้จริง และอ้างสิทธิ์ว่าได้ใช้ "ไฟฟ้าสะอาด 100%" บนกระดาษ

ในความเป็นจริง กิจการยังคงใช้ไฟฟ้าจากถ่านหินหรือก๊าซธรรมชาติจากสายส่ง เป็นช่องโหว่เรื่อง “ผิดเวลา” (Time Mismatch) ระหว่างชั่วโมงที่ผลิตไฟฟ้าสีเขียวกับชั่วโมงที่องค์กรใช้งานจริง ซึ่งเปิดโอกาสให้กิจการยังคงใช้พลังงานฟอสซิล เช่น ในช่วงกลางคืน แต่กลับใช้ REC ที่ผลิตได้เกินในช่วงกลางวัน มาหักล้างและอ้างว่าได้ใช้พลังงานหมุนเวียน 100%

หรือกรณีที่กิจการซื้อ REC จากโรงไฟฟ้าที่อยู่ห่างไกลออกไป อยู่คนละโครงข่ายไฟฟ้า ซึ่งไม่สามารถส่งไฟฟ้ามายังกิจการได้จริงในทางกายภาพ เป็นช่องโหว่เรื่อง “ผิดที่” (Geographical Mismatch)

ทั้งนี้ การซื้อ REC จากโรงไฟฟ้าเก่าที่มีอยู่แล้ว ไม่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ ทำให้โครงข่ายไฟฟ้า ไม่ได้มีพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้น จึงไม่ได้ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิในภาพรวม เป็นช่องโหว่ด้านความเสี่ยงการฟอกเขียว (Greenwashing Risk)

ทำให้ในมาตรฐาน Corporate Net Zero ฉบับใหม่ จึงได้มีการปรับเปลี่ยนวิธีคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการซื้อไฟฟ้า (ซึ่งจัดอยู่ใน Scope 2) โดยกำหนดให้ต้องจับคู่การใช้ไฟฟ้ากับแหล่งพลังงานหมุนเวียนแบบ "รายชั่วโมง" (Hourly Matching) ภายในโครงข่ายที่สามารถส่งมอบได้จริง (Deliverability)

โดยกิจการที่มีการใช้ไฟฟ้าประจำปีในปริมาณที่มีนัยสำคัญ (ตั้งแต่ 10 กิกะวัตต์-ชั่วโมงขึ้นไป) จะต้องรายงานสัดส่วนของไฟฟ้าที่ได้รับการจับคู่กับแหล่งพลังงานหมุนเวียนแบบรายชั่วโมง และสำหรับกิจการที่เข้าร่วมตามเกณฑ์ Scope 2 Hourly Matching ของ SBTi จะต้องจับคู่พลังงานหมุนเวียนให้ได้ไม่ต่ำกว่า 50% โดยจะเพิ่มขึ้นเป็น 75% ในปี ค.ศ. 2030 และขยับเป็น 90% ในปี ค.ศ. 2035 ตามลำดับ

เพิ่มทางเลือกสำหรับ Scope 3
ในมาตรฐาน Corporate Net Zero ฉบับใหม่ ยังได้เพิ่มทางเลือกใหม่ ๆ ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่คุณค่า (Scope 3) ที่เกิดขึ้นจากคู่ค้า การใช้งานผลิตภัณฑ์ และกิจกรรมอื่น ๆ ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมโดยตรง อาทิ การเชื่อมโยงเป้าหมายเข้ากับการซื้อหรือขายผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ ตั้งแต่ปูนซีเมนต์รักษ์โลกไปจนถึงยานยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือในกรณีที่การเข้าถึงสินค้าคาร์บอนต่ำทำได้ยาก กิจการสามารถใช้ใบรับรองคุณลักษณะด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Attribute Certificates) เพื่อสนับสนุนเงินทุนในการลดคาร์บอนของคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทาน และนำมาอ้างสิทธิ์การลดมลอากาศใน Scope 3 ได้

สำหรับการตั้งเป้าหมายระยะใกล้ ในมาตรฐานฉบับเดิม กำหนดให้กิจการต้องดำเนินการลดมลอากาศลงให้ได้สองในสาม (67%) ของปริมาณมลอากาศที่ปล่อยในขอบข่ายที่ 3 แต่ในมาตรฐานฉบับใหม่ มลอากาศในประเภท (Category) ที่มีสัดส่วนน้อยกว่า 5% ของ Scope 3 ทั้งหมด สามารถละเว้นจากการตั้งเป้าหมายได้

นอกจากนี้ การปล่อยมลอากาศจากผลิตภัณฑ์ที่กิจการ "ไม่มีอิทธิพลในทางปฏิบัติ" ที่จะไปควบคุม ก็สามารถยกเว้นจากเป้าหมายได้เช่นกัน หากกิจการสามารถพิสูจน์ได้ว่า มีความพยายามอื่น ๆ ในการลดคาร์บอนในสาขาที่เกี่ยวข้อง เช่น ธุรกิจค้าปลีกที่ดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมัน ไม่สามารถควบคุมความต้องการใช้น้ำมันของผู้บริโภคได้ แต่กิจการยังสามารถได้รับการรับรองจาก SBTi ได้ ด้วยการตั้งเป้าหมายที่จะติดตั้งแท่นชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV) แทน

SBTi ได้ปล่อยมาตรฐาน Corporate Net Zero Version 2.0 ให้ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดได้แล้ว ทางเว็บไซต์ https://sciencebasedtargets.org/corporate-net-zero-standard-v2


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Tuesday, June 02, 2026

ภูมิทัศน์ของการจัดระดับ ESG

ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในตลาดทุน ในแง่ที่สามารถส่งผลต่อสถานะทางการเงินของกิจการ และสร้างผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญสู่ภายนอก จนนำไปสู่การขยายตัวของการจัดระดับ การให้คะแนน และผลิตภัณฑ์ข้อมูลด้าน ESG อย่างรวดเร็วในตลาดทุน ทั้งนี้ ผู้ให้บริการจัดระดับและผลิตภัณฑ์ข้อมูล ESG ได้กลายมาเป็นหุ้นส่วนสำคัญกับผู้ลงทุน ผู้ออกตราสาร และผู้มีหน้าที่อื่น ๆ ในตลาด ทั้งในการสนับสนุนการตัดสินใจลงทุน การบริหารความเสี่ยง การติดตาม และการปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง


โดยเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2566 สมาคมตลาดทุนระหว่างประเทศ (ICMA) ได้เผยแพร่เอกสาร "ICMA Code of Conduct for ESG Ratings and Data Products Providers" โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงความพร้อมใช้งานและคุณภาพของข้อมูล ESG สำหรับผู้ลงทุน เสริมสร้างความน่าเชื่อถือของตลาด และสนับสนุนการแข่งขันผ่านความสามารถในการเปรียบเทียบข้อมูลที่ดีขึ้น

และจากผลสำรวจ เมื่อปี พ.ศ. 2567 โดย FTSE Russell ระบุว่า เจ้าของสินทรัพย์ มากกว่าร้อยละ 50 มองว่า เอกสารจรรยาบรรณของ ICMA ฉบับดังกล่าว มีประโยชน์ต่อตลาดทุน และมีผู้ให้บริการจัดระดับและผลิตภัณฑ์ข้อมูล ESG จำนวน 42 ราย ที่ได้ลงนามยอมรับจรรยาบรรณฉบับนี้ นับตั้งแต่มีการเผยแพร่

โดยทั่วไปแล้ว การจัดระดับและให้คะแนนด้าน ESG จะทำการประเมินผลการดำเนินงานด้าน ESG ของกิจการ โดยอิงจากความเสี่ยงด้าน ESG ที่มีนัยสำคัญทางการเงิน อันส่งผลต่อมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ของบริษัท และดูว่าบริษัทสามารถจัดการกับความเสี่ยงเหล่านั้นได้ดีเพียงใด ซึ่งเรียกว่า สาระสำคัญเชิงเดี่ยว (Single Materiality) อย่างไรก็ตาม ผู้ให้บริการบางราย (เช่น S&P Global Sustainable1, ISS) ได้คำนึงถึงสิ่งที่เรียกว่า สาระสำคัญสองนัย (Double Materiality) ซึ่งหมายความว่า ในบางผลิตภัณฑ์ของผู้ให้บริการกลุ่มนี้ มีการนำผลกระทบของกิจการที่มีต่อสิ่งแวดล้อมและผู้คนมาประกอบการพิจารณาด้วย

ทั้งนี้ ผู้ใช้หลักของบริการจัดระดับและผลิตภัณฑ์ข้อมูล ESG คือ ผู้ลงทุนสถาบัน รวมถึงเจ้าของสินทรัพย์ (เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญ บริษัทประกันภัย กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ และกองทุนเพื่อการกุศล) ผู้จัดการสินทรัพย์ และธนาคาร ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าของสินทรัพย์และผู้จัดการสินทรัพย์ส่วนใหญ่ ที่ซื้อข้อมูล ผลคะแนน และการจัดระดับจากผู้ให้บริการ ยังได้พยายามพัฒนาขีดความสามารถของตน ในการให้คะแนน ESG เพื่อใช้เป็นการภายใน และในบางกรณี ได้มีการจัดระดับ ESG ขึ้นเอง โดยอิงจากระเบียบวิธีและแบบจำลองเฉพาะตัว รวมถึงทำการวิเคราะห์เชิงคุณภาพเองด้วย

ICMA ได้ทำการสำรวจในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2568 กับสมาชิกฝั่งผู้ซื้อ (buyside members) และได้รับคำตอบจาก 14 องค์กร ซึ่งมีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) รวมกันราว 28 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ พบว่า องค์กรที่ตอบแบบสำรวจ ได้ใช้ผลการจัดระดับและคะแนน ESG ทั้งจากผู้ให้บริการภายนอก และที่จัดทำขึ้นเองภายใน

การจัดระดับโดยผู้ให้บริการภายนอก ถูกนำมาใช้เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดการลงทุน (investment mandates) และเพื่อวัตถุประสงค์ในการติดตามบริษัทที่ลงทุน ในขณะที่ครึ่งหนึ่งขององค์กรที่ตอบแบบสำรวจ เห็นว่าข้อมูลภายนอกนี้สามารถใช้กับการวิเคราะห์สินเชื่อและความเสี่ยง ขณะที่การจัดระดับและการให้คะแนนที่ทำขึ้นภายในโดยองค์กรที่ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่ กลับถูกนำมาใช้ในวัตถุประสงค์เหล่านี้มากกว่า และมีความเกี่ยวข้องเจาะจงสำหรับการปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมาย และสำหรับการประเมินสาระสำคัญสองนัย ดังแสดงในแผนภูมิ


จากแผนภูมิแสดงให้เห็นว่า องค์กรที่ตอบแบบสำรวจ 4 ราย ใช้การจัดระดับและผลคะแนน ESG ที่จัดทำขึ้นเองภายใน เพื่อประชาสัมพันธ์กองทุน โดยมีเพียง 2 ราย ที่ใช้การจัดระดับและผลคะแนนจากภายนอกเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว ในส่วนการใช้ข้อมูล ESG เพื่อการปฏิบัติตามข้อกำหนด (มีสัดส่วนการใช้ข้อมูลที่จัดทำเองภายใน 9 ราย เทียบกับการใช้ข้อมูลจากภายนอก 4 ราย) ในส่วนการใช้ข้อมูล ESG เพื่อการติดตามบริษัทที่ลงทุน (มีใช้ข้อมูลจากภายใน 7 ราย เทียบกับใช้ข้อมูลจากภายนอก 8 ราย) ในส่วนการใช้ข้อมูล ESG เพื่อการวิเคราะห์ผลกระทบแบบสาระสำคัญสองนัย (ใช้จากภายใน 8 ราย เทียบกับใช้จากภายนอก 3 ราย) ในส่วนการใช้ข้อมูล ESG เพื่อการวิเคราะห์สินเชื่อและความเสี่ยงของปัจจัยพื้นฐานในบริษัทที่ลงทุน (ใช้จากภายใน 10 ราย เทียบกับใช้จากภายนอก 6 ราย) และในส่วนการใช้ข้อมูล ESG เพื่อการปฏิบัติตามข้อกำหนดการลงทุน (ใช้จากภายในทั้งหมด 14 ราย เทียบกับใช้จากภายนอก 8 ราย)

สิ่งนี้บ่งชี้ว่า การจัดระดับและคะแนน ESG ที่เจ้าของสินทรัพย์และผู้จัดการสินทรัพย์จัดทำขึ้นเองนั้น ถูกนำไปใช้ครอบคลุมมากกว่าในหัวข้อต่างๆ มีเพียงการติดตามบริษัทที่ลงทุน ที่การจัดระดับและผลคะแนนจากผู้ให้บริการภายนอก จะถูกใช้มากกว่า

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอแนะจากตลาด ที่ปรากฎในผลสำรวจของ ICMA แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่อาจเกิดขึ้นในการสนับสนุนให้เกิดการผสานรวมทางระเบียบวิธี (methodological convergence) โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งขององค์กรที่ตอบแบบสำรวจเห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว และเสียงส่วนใหญ่ในกลุ่ม ระบุว่า สิ่งนี้จะยิ่งเป็นจริง หากเกณฑ์การให้คะแนน (rating scales) มีความสามารถในการเปรียบเทียบกันได้มากขึ้น

เมื่อมองไปข้างหน้า การมีกติกาภาคบังคับ ร่วมกับแนวปฏิบัติภาคสมัครใจ ยังคงเป็นคุณลักษณะของภูมิทัศน์การจัดระดับและผลิตภัณฑ์ข้อมูล ESG ต่อไป

โดยในตลาดที่กติกาภาคบังคับยังอยู่ในช่วงพัฒนา ความริเริ่มโดยสมัครใจ ยังคงแสดงบทบาทที่มีคุณค่าอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การออกเป็นกฎระเบียบในตลาดที่พัฒนาแล้ว สามารถช่วยกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำในการกำกับดูแลและการคุ้มครองผู้ลงทุนได้


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Saturday, May 16, 2026

กลยุทธ์การจัดการก๊าซเรือนกระจก: จาก 'Net Zero' สู่ 'Net Positive'

เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์หรือ Net Zero ภายในปี ค.ศ. 2050 กำลังถูกท้าทายด้วยปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ หลายประเทศมีการทบทวนลำดับความสำคัญของประเด็นความยั่งยืนใหม่ โดยเอาเรื่องเศรษฐกิจและความมั่นคงทางพลังงานนำหน้า เรื่องสิ่งแวดล้อมจึงกลายเป็นประเด็นรองที่ถูกลดความสำคัญลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ประกอบกับมีงานวิจัยใหม่ ที่ระบุว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกมีแนวโน้มจะสูงเกินเกณฑ์ 1.5 องศาเซลเซียส ภายในปี ค.ศ. 2030 ทำให้เป้าหมายระยะยาวปี ค.ศ. 2050 ที่ทุกประเทศพยายามบรรลุ อาจสูญเสียความหมายในทางปฏิบัติ เพราะอุณหภูมิเฉลี่ยของโลก จะพุ่งเกินเกณฑ์ไปก่อนหน้านั้นแล้ว


นับเป็นครั้งแรกที่เหล่านักวิทยาศาสตร์ได้ยืนยันด้วยความเชื่อมั่นทางสถิติว่า ภาวะโลกร้อนกำลังเร่งตัวขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่ดำเนินไปอย่างคงที่เท่านั้น ผลการศึกษาชิ้นใหม่โดย แกรนต์ ฟอสเตอร์ และ สเตฟาน ราห์มสตอร์ฟ (Global warming has accelerated significantly, 2026) ระบุว่า ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาถือเป็นช่วงเวลาที่อุณหภูมิโลกพุ่งสูงขึ้นเร็วที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้

คณะผู้เขียนรายงาน ระบุว่า หากสถานการณ์ยังคงดำเนินต่อไปในอัตราปัจจุบัน โลกจะมีอุณหภูมิสูงเกินขีดจำกัด 1.5 องศาเซลเซียส ตามที่กำหนดไว้ในความตกลงปารีส ก่อนปี ค.ศ. 2030

แม้การป้องกันไม่ให้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบอย่างเลวร้าย จะยังคงเป็นภารกิจโลกที่สำคัญยิ่ง แต่แบบจำลองสถานการณ์เพื่อจำกัดอุณหภูมิให้อยู่ในเกณฑ์ 1.5 องศาเซลเซียส หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี ค.ศ. 2050 นั้น แทบจะไม่สามารถนำมาใช้เป็นแนวทางปฏิบัติจริงได้อีกต่อไป

ส่วนแนวคิดแบบจำลองการพุ่งเกินเป้า (Overshoot) ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่อุณหภูมิโลกจะสูงทะลุเกณฑ์ 1.5 องศาเซลเซียสไปก่อน แล้วค่อยลดระดับลงมาในภายหลังนั้น ในทางเทคนิค ถือว่ามีความเป็นไปได้

แต่ด้วยขนาดและปริมาณของการดักจับและกำจัดก๊าซเรือนกระจก ที่นำมาใช้ในแบบจำลองด้านภูมิอากาศที่ตั้งเป้าหมายไว้สูงหลายฉบับ ได้ก่อให้เกิดคำถามตามมามากมาย โดยเฉพาะประเด็นเรื่องผลกระทบที่ต้องแลกมา (Trade-offs) ทั้งด้านการใช้ประโยชน์จากที่ดิน ปริมาณการใช้น้ำ และปัจจัยด้านอื่น ๆ (Global Energy Outlook 2026: How the World Lost the Goal of 1.5°C, 2026)

กระนั้นก็ตาม การป้องกันไม่ให้ผลลัพธ์จากปัญหาโลกร้อนเลวร้ายไปกว่านี้ ยังคงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะความจำเป็นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการจัดหาพลังงานที่มีความเสถียรและในราคาที่เข้าถึงได้

ในระดับกิจการ องค์กรธุรกิจควรปรับรื้อเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากเดิมที่เน้นเป้าหมายระยะยาวให้มีผลลัพธ์สุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี ค.ศ. 2050 ที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกพุ่งเกินขีดจำกัดไปแล้ว มาสู่การเน้นที่เป้าหมายระยะสั้นให้มีผลลัพธ์ของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นบวก (Net Positive) แบบปีต่อปี เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง และส่งผลกระทบที่จับต้องได้ต่อโลก (Real-World Impact: RWI)


สถาบันไทยพัฒน์ ได้พัฒนาเกณฑ์วิธีในการคำนวณการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เน้นผลลัพธ์สุทธิเป็นบวก เพื่อตอบโจทย์การสร้างผลกระทบจริงแก่โลก ที่เรียกว่า "RWI Protocol" โดยปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้ในแต่ละปี จะถูกแปลงเป็นคาร์บอนเครดิต สะสมไว้ในบัญชีคาร์บอนเครดิตขององค์กร สำหรับการนำไปใช้ชดเชย (Offset) ภายในกิจการ หรือขายให้แก่ผู้ซื้อภายนอก

องค์กรธุรกิจที่มีกิจกรรมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกิจการ สามารถแปลงปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้ในแต่ละปี ให้เป็นคาร์บอนเครดิตเก็บสะสมไว้ในบัญชีคาร์บอนเครดิตขององค์กร ด้วยเกณฑ์วิธี RWI Protocol ที่จะดำเนินงานภายใต้ Net Positive Club ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

นับจากนี้ ภาคธุรกิจ ต้องเผชิญหน้ากับความเป็นจริง เลิกประกาศเป้าหมายในอุดมคติที่ไกลตัว แล้วหันมากำหนดเป้าหมายระยะใกล้ที่จับต้องได้ สามารถสร้างผลกระทบจริงแก่โลก ควบคู่กับการเติบโตทางธุรกิจ ภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Saturday, May 02, 2026

แนวคิดโครงการลดใช้ไฟ-ใช้น้ำ แลกพอยต์-ลดค่าครองชีพครัวเรือน

ปัญหาภาระค่าใช้จ่ายพื้นฐานอย่าง "ค่าน้ำ" และ "ค่าไฟ" กลายเป็นต้นทุนหลักที่ทุกครัวเรือนต้องแบกรับ ท่ามกลางความท้าทายนี้ แนวคิดเรื่องการนำกลไกการสะสมคะแนน (Point System) มาประยุกต์ใช้กับสาธารณูปโภคพื้นฐาน จึงเป็นข้อเสนอที่น่าสนใจและสามารถนำไปปฏิบัติจริงได้โดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณมหาศาล


หัวใจสำคัญของแนวคิดนี้คือการเปลี่ยน "หน่วยพลังงานที่ลดลง" ให้กลายเป็น "มูลค่าที่จับต้องได้" โดยปกติแล้ว หน่วยงานรัฐวิสาหกิจอย่างการไฟฟ้าและการประปาจะมีการเก็บข้อมูลการใช้งานย้อนหลังของทุกครัวเรือนอยู่แล้ว แนวคิดนี้จึงเสนอให้เพิ่มช่องข้อมูลในใบแจ้งหนี้เพื่อเปรียบเทียบการใช้งานระหว่างเดือนปัจจุบันกับเดือนก่อนหน้า หากครัวเรือนใดสามารถลดการใช้พลังงานได้ ส่วนต่างที่ประหยัดได้จะถูกคำนวณเปลี่ยนเป็นแต้มคะแนน

เช่น หากเดือนนี้ประหยัดค่าไฟได้ 100 บาท เมื่อเทียบกับเดือนที่แล้ว ก็จะได้รับ 100 พอยต์สะสมไว้ในบัญชี แต่ถ้าเดือนไหนใช้ไฟมากกว่าเดือนก่อนหน้า จะไม่ได้รับพอยต์ และเนื่องจากการไฟฟ้าและการประปามีสถิติการใช้บริการย้อนหลังของทุกครัวเรือนอยู่แล้ว ซึ่งเป็นฐานข้อมูลชั้นดีที่ยังไม่เคยถูกนำมาใช้สร้างแรงจูงใจอย่างเป็นรูปธรรม

และเพื่อให้โครงการมีความยั่งยืน พอยต์ที่สะสมได้ไม่ควรหยุดอยู่แค่ตัวเลขในกระดาษ แต่ต้องสามารถแปลงเป็นสิทธิประโยชน์ที่ช่วยลดภาระรายจ่ายได้จริง ด้วยการออกแบบกลไกการแลกเปลี่ยนจากพอยต์ สู่สิทธิประโยชน์ภาษีและสินค้าอุปโภคบริโภค

ตัวอย่างสิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น เมื่อรวบรวมพอยต์ได้จนถึงสิ้นปี ประชาชนสามารถนำพอยต์เหล่านี้ไปใช้เป็นส่วนลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ และอาจมีการเชื่อมโยงกับแอปพลิเคชันเป๋าตัง ผ่านเมนูที่พัฒนาขึ้นใหม่ เช่น “เป๋าแต้ม” โดยสามารถนำพอยต์ไปเก็บไว้ในแอปฯ เป๋าตัง เพื่อช่วยให้การใช้งานคล่องตัวขึ้น

ทั้งนี้ รัฐบาลสามารถออกแคมเปญให้ประชาชนแลกซื้อสินค้าในโครงการรัฐ โดยสามารถนำพอยต์ไปแลกซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐาน เช่น ไข่ไก่ หรือสินค้าจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการของรัฐ (เช่น ร้านธงฟ้า) ในราคาที่ถูกลง ซึ่งวิธีนี้มีประสิทธิภาพกว่าการที่รัฐต้องจัดรถพุ่มพวงหรือหน่วยเคลื่อนที่ไปขายสินค้าในราคาถูกเพียงอย่างเดียว

นอกจากการประหยัดในระดับปัจเจกแล้ว แนวคิดนี้ยังสามารถออกแบบให้มีการสร้างแรงจูงใจในระดับชุมชน ผ่านการแข่งขันเพื่อเป็น “Top Saver” (ประยุกต์จากแคมเปญ “Top Spender” ที่เน้นยอดใช้จ่ายสูงสุด) สร้างพฤติกรรมอนุรักษ์ทรัพยากรในระดับส่วนรวม ผ่านการแข่งขันที่สร้างสรรค์ โดยชุมชน หมู่บ้าน หรือตำบลที่สามารถลดการใช้ไฟ-ใช้น้ำรวมได้สูงสุด อาจได้รับรางวัลใหญ่หรือสิทธิพิเศษในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือกันในระดับท้องถิ่น

กลไกนี้จะเปลี่ยนความรู้สึกจากการถูกบังคับให้ประหยัด เป็นการสร้างความสนุกและการมีส่วนร่วม ซึ่งจะนำไปสู่การอนุรักษ์พลังงานในระยะยาวอย่างเป็นธรรมชาติ และก่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อประเทศชาติในภาพรวม

ผลลัพธ์ที่ได้จะส่งผลดีในวงกว้างมากกว่าแค่การลดค่าใช้จ่ายในกระเป๋าของประชาชน แต่ยังช่วยลดภาระงบประมาณรัฐ โดยที่รัฐบาลไม่จำเป็นต้องอัดฉีดงบประมาณมหาศาลเพื่ออุดหนุนราคาพลังงานในระยะยาว แต่เป็นการใช้กลไกจูงใจให้ประชาชนดูแลตัวเอง


ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน ระบุว่า แนวโน้มการใช้ไฟฟ้าปี 2569 จะอยู่ที่ 213,821 GWh โดยภาคครัวเรือนมีสัดส่วนการใช้อยู่ราว 28% ทั้งนี้ การผลิตไฟฟ้าของไทยใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงในสัดส่วน 54% ในจำนวนนี้เป็นการนำเข้าอยู่ราว 36%

นั่นหมายความว่า หากครัวเรือนลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าลงได้ 5% หรือราว 3,000 GWh จะประหยัดค่าไฟไปได้ราว 11,850 ล้านบาทต่อปี (คิดที่ 3.95 บาทต่อหน่วย) และทำให้การนำเข้าก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตไฟฟ้าลดลง 13.6 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน หรือประหยัดต้นทุนการนำเข้าก๊าซธรรมชาติได้ 4.78 ล้านบาทต่อวัน หรือคิดเป็น 1,745 ล้านบาทต่อปี (คิดที่ 0.35 บาทต่อลูกบาศก์ฟุต)

โดยรัฐสามารถนำต้นทุนการจัดหาก๊าซธรรมชาติที่ลดได้ จัดสรรเป็นรางวัลใหญ่หรือสิทธิพิเศษในรูปแบบต่าง ๆ ให้แก่ครัวเรือน หมู่บ้าน ชุมชน ผ่านโครงการ “Top Saver” ได้ต่อเนื่องตลอดปี เป็นการสร้างความมั่นคงทางพลังงานผ่านการมีส่วนร่วมของประชาชน

ทั้งนี้ การนำพอยต์ไปแลกซื้อสินค้าในร้านค้าท้องถิ่นจะช่วยให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจระดับชุมชน ถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในอีกรูปแบบหนึ่ง

อีกทั้งเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว ทั้งการลดรายจ่ายพื้นฐาน เพิ่มกำลังซื้อ และสร้างวินัยการใช้ทรัพยากร รวมถึงเป็นการช่วยลดค่าครองชีพอย่างตรงจุด

โครงการ "ลดใช้ไฟ-ใช้น้ำ แลกพอยต์" เป็นแนวคิดที่สามารถทำได้จริงและทำได้ทันที โดยไม่ต้องใช้งบประมาณใด ๆ เพิ่มเติม รวมทั้งหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องมีฐานข้อมูลและมีเทคโนโลยีรองรับพร้อมอยู่แล้ว ทั้งจากการไฟฟ้า การประปา และแอปพลิเคชันของรัฐ

แนวคิดนี้สามารถนำไปต่อยอดและบูรณาการร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน และกระทรวงพาณิชย์ ถือเป็นนวัตกรรมเชิงนโยบายที่เปลี่ยนประชาชนจากผู้รอรับความช่วยเหลือ ให้กลายเป็น "ผู้ขับเคลื่อนการอนุรักษ์พลังงาน" ยกระดับจากการประหยัดส่วนตัวสู่กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับชาติ


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Sunday, April 19, 2026

การดำเนินธุรกิจในยุคผันผวน: จาก ‘Growth Mindset’ สู่ ‘Resilience Mindset’

ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ความตึงตัวทางทรัพยากรธรรมชาติ และต้นทุนด้านพลังงานที่ผันผวน ได้กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้สมการของการดำเนินธุรกิจนับจากนี้ เปลี่ยนรูปไปจากเดิม

ในสภาพการณ์ปกติ ธุรกิจสามารถพัฒนาและมุ่งไปข้างหน้า ภายใต้กรอบคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) ต่อเนื่องไปได้ แต่ในสภาพการณ์ที่ต้องเผชิญความชะงักงันด้านอุปทาน และการสร้างเงื่อนไขเพื่อกีดกันทางการค้า ที่มาในรูปแบบการปกป้องความมั่นคงประเทศ การรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การคุ้มครองด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้ธุรกิจต้องมีกรอบคิดแบบพร้อมผัน (Resilience Mindset) ให้สามารถฟื้นตัวและมีเสถียรภาพ


ทั้ง Growth Mindset (เน้นโต) และ Resilience Mindset (เน้นรอด) มีความสัมพันธ์และเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ต่างกันตรงจุดเน้น โดยกรอบคิดแบบเติบโตเน้นที่การปรับปรุงพัฒนาจากสถานการณ์ที่เผชิญ มีการเรียนรู้ และก้าวไปข้างหน้า ขณะที่กรอบคิดแบบพร้อมผันเน้นที่การฟื้นตัวรอดพ้นจากสถานการณ์ที่เผชิญ มีความใส่ใจ และคงอยู่ต่อไปได้

ตัวอย่างของธุรกิจที่ใช้กรอบคิดแบบเติบโต ได้แก่ ธุรกิจ Tech Startups ระยะเริ่มต้น มักเน้นที่การเรียนรู้และเติบโต เพื่อพัฒนาแอปพลิเคชันหรือบริการให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ตามข้อมูลผู้ใช้งานที่เป็นลูกค้า หรือโรงงานผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคขนาดใหญ่ เน้นผลิตสินค้าชนิดเดียวในปริมาณมาก เพื่อลดต้นทุนต่อหน่วยให้ต่ำที่สุด และใช้ระบบ Just in Time (JIT) เพื่อลดการสต็อกสินค้า ลดต้นทุนจม และส่งมอบให้ทันเวลาพอดี เพื่อสร้างกำไรสูงสุด เป็นต้น

ตัวอย่างของธุรกิจที่ใช้กรอบคิดแบบพร้อมผัน ได้แก่ ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เผชิญปัญหาขาดแคลนชิปประมวลผลทั่วโลก เปลี่ยนมาใช้แนวทาง Just in Case (JIC) โดยการสำรองชิปและชิ้นส่วนสำคัญไว้ในคลังสินค้าล่วงหน้าหลายเดือน เพื่อป้องกันความชะงักงันของห่วงโซ่อุปทาน หรือธุรกิจแปรรูปเกษตรที่มีโรงงานผลิตน้ำผลไม้เข้มข้นอย่างเดียว หันมาปรับเปลี่ยนเครื่องจักรและวัตถุดิบเดิม เพื่อต่อยอดผลิตสินค้าให้หลากหลายขึ้น เช่น ผลไม้อบแห้ง สารสกัดสำหรับเครื่องสำอาง หรืออาหารเสริม เพื่อกระจายความเสี่ยงและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่กว้างขึ้น รองรับกรณีเกิดสงครามการค้าหรือค่าขนส่งพุ่งสูงขึ้น เป็นต้น

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน กรอบคิดแบบพร้อมผันในทางธุรกิจ ประกอบไปด้วยแนวทางและเครื่องมือที่สำคัญ ได้แก่

กรอบคิดที่ 1 การจัดหาทรัพยากรสำหรับใช้ในการประกอบธุรกิจ องค์กรควรพิจารณาปรับเปลี่ยนจากแนวทาง ‘Just in Time’ (พอดีใช้) ไปเป็นแนวทาง ‘Just in Case’ (สำรองเผื่อขาด) หรือไม่ เพราะเดิมการเน้นรับมอบวัตถุดิบ สินค้า หรือบริการ ให้มาทันการใช้งานในเวลาที่ต้องการ และจำนวนที่ต้องการใช้พอดี อาจใช้การได้ในภาวะปกติ ขณะที่ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน เงื่อนไขทางภูมิรัฐศาสตร์ก่อให้เกิดความชะงักงันในห่วงโซ่อุปทานโลก กิจการอาจต้องเน้นการสำรองวัตถุดิบ สินค้า หรือบริการ ให้เพียงพอต่อการใช้งานตามแต่กรณีแทน กรอบคิดนี้ใช้สำหรับการบริหารจัดการ ‘หลังร้าน’ ในส่วนที่เป็นการใช้ทรัพยากรในธุรกิจ

กรอบคิดที่ 2 กิจการอาจมีความจำเป็นต้องแปลงกระบวนการผลิตและการส่งมอบผลิตภัณฑ์จาก ‘Economy of Scale’ (เน้นปริมาณมาก-ต้นทุนต่ำ) ไปสู่ ‘Economy of Scope’ (เน้นความหลากหลาย-ลดความเสี่ยง) โดยแทนที่จะคำนึงถึงการประหยัดต่อขนาด คือ ลดต้นทุนด้วยการทำผลิตภัณฑ์อย่างเดียว หรือทำให้ต้นทุนการวางจำหน่ายต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ต่ำลง มาเป็นการพิจารณาเรื่องการประหยัดต่อขอบข่าย คือ ลดต้นทุนด้วยการทำผลิตภัณฑ์หลายอย่าง หรือใช้การเฉลี่ยต้นทุนการจำหน่ายไปยังหลายผลิตภัณฑ์ กรอบคิดนี้ใช้สำหรับการบริหารจัดการ ‘หน้าร้าน’ ในส่วนที่เป็นการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในห่วงโซ่ธุรกิจ

กรอบคิดที่ 3 ธุรกิจจำเป็นต้องมีการดัดแปลงเครื่องมือ ‘Balanced Scorecard’ ให้กลายเป็นเครื่องมือ ‘Rebalanced Scorecard’ สำหรับใช้วัดผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินงาน เนื่องจากภาวะสมดุลเดิมอาจไม่ตอบโจทย์ในสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น ต้นทุนด้านพลังงานที่สูงขึ้น การใช้ปัญญาประดิษฐ์ทดแทนแรงงาน เป็นเหตุให้ต้องมีการปรับสมดุลใหม่ตามเหตุปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงไป กรอบคิดนี้ใช้สำหรับการวัดเปรียบเทียบสมรรถนะ ‘ร้านค้า’ ในแต่ละช่วงเวลาหรือเทียบกับร้านอื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกันในธุรกิจ


เนื่องจากกรอบคิดแบบเติบโตจะมุ่งเน้นที่การเรียนรู้ เราจึงเห็นว่ามุมมองที่เป็นฐานของเครื่องมือ ‘Balanced Scorecard’ คือ การเรียนรู้และเติบโต (Learning and Growth) ของกิจการ ขณะที่ กรอบคิดแบบพร้อมผัน จะขยายมุมมองที่เป็นฐานในเครื่องมือ ‘Rebalanced Scorecard’ ให้ครอบคลุมถึงการใส่ใจและคงอยู่ (Caring and Last) โดยมีเป้าหมายปลายทาง คือ ความยั่งยืนของกิจการร่วมด้วย

นอกจากนี้ ธุรกิจอาจมีการปรับสมดุล (Rebalance) ด้วยการขยายมุมมองด้านกระบวนการภายใน (Internal Process) สู่การบริหารจัดการห่วงโซ่คุณค่าที่เป็นกระบวนการภายนอกองค์กร (External Process) เพื่อรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขัน มีการขยายมุมมองด้านลูกค้า (Customer) ที่กิจการใช้เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จในแง่การเติบโต สู่ตัววัดในแง่ความยั่งยืนที่ครอบคลุมผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholder) อย่างรอบด้าน และมีการขยายมุมมองด้านการเงิน (Financial) สู่ตัววัดที่มิใช่ตัวเลขทางการเงิน ที่คำนึงถึงปัจจัยด้าน ESG ในบริบทของผลกระทบ (Impact) เป็นต้น

ทั้งนี้ กรอบคิดแบบพร้อมผัน (Resilience) มิได้ถูกนำเสนอเพื่อใช้แทนกรอบคิดแบบเติบโต (Growth) แต่เพื่อใช้เป็น ‘เกราะป้องกัน’ ให้การเติบโตนั้น ไม่พังทลายลง เมื่อเจอวิกฤตที่คาดไม่ถึง


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Saturday, April 04, 2026

ใช้ Stablecoin เงินบาท เพิ่มเม็ดเงินในกองทุนน้ำมัน

ตามที่รัฐบาลใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงแทรกแซงราคาน้ำมัน เพื่อลดภาระของประชาชน จากสถานการณ์วิกฤตพลังงาน ทำให้กองทุนน้ำมันติดลบแล้วราว 4 หมื่นล้านบาท และกำลังอยู่ระหว่างออกกฎหมายรองรับการขยายวงเงินเพิ่มเป็น 1.5 แสนล้านบาท เพื่อเตรียมพร้อมรองรับความผันผวนของราคาน้ำมันโลกที่อาจยืดเยื้อจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

โดยหากกองทุนน้ำมันกู้เต็มวงเงินที่เพิ่ม จะส่งผลให้ระดับหนี้สาธารณะ ปรับเพิ่มขึ้นราว 1% ของจีดีพี จากปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะอยู่ที่ราว 66.09% ทำให้เหลือช่องว่างที่สามารถกู้ได้อีกราว 3 แสนล้านบาท ภายใต้เพดานหนี้สาธารณะที่ 70% ของจีดีพี

ภายใต้กลไกปกติ รัฐบาลมีทางเลือกไม่มากนักในการหาแหล่งเงินกู้ เช่น จากสถาบันการเงินซึ่งเสนอเงื่อนไขที่ดีเท่าที่เป็นได้ในสภาพการณ์ปัจจุบัน โดยมีกระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้

แต่หากจะลองพิจารณาเครื่องมือทางการเงินในรูปแบบใหม่ เช่น การใช้ Stablecoin เงินบาท ประเภทที่มีพันธบัตรรัฐบาลหนุนหลัง โดยให้สถาบันการเงิน (เช่น ธนาคารพาณิชย์แข่งขันกันยื่นข้อเสนอ) เป็นผู้ออก Stablecoin ภายใต้เงื่อนไขว่าทุก ๆ Stablecoin ที่ออก ต้องมีพันธบัตรกระทรวงการคลังหนุนหลัง (Treasury-backed Stablecoin) สำหรับเพิ่มเงินใส่กองทุนน้ำมัน และใช้ในโครงการที่จำเป็นอื่น ๆ ของรัฐบาลในอนาคต ก็ดูจะเป็นทางเลือกที่มีความเป็นไปได้และน่าสนใจไม่น้อยในเชิงนโยบาย

แนวคิดนี้ คล้ายคลึงกับที่สหรัฐอเมริกา เพิ่งมีการออกกฎหมายที่เรียกว่า GENIUS Act หรือชื่อเต็มคือ “Guiding and Establishing National Innovation for U.S. Stablecoins Act” ที่กำหนดแนวทางให้เอกชนเป็นผู้ออก Stablecoin และรัฐเป็นผู้กำกับดูแล ซึ่งเน้นใช้ประโยชน์จากความเป็นอิสระและปลอดจากการพึ่งระบบที่อาศัยตัวกลาง เพื่อสร้างแรงจูงใจตลาด (แตกต่างจากแนวทางการใช้ CBDC หรือสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง ซึ่งมีข้อกังวลเรื่องการควบคุมแบบรวมศูนย์กับความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและผู้ใช้งาน)


วิธีการคือ รัฐออกกฎหมายให้ใบอนุญาต (License) และกำหนดคุณสมบัติของผู้ออก Stablecoin (เช่น ธนาคารพาณิชย์ หรือสถาบันการเงินอื่น ๆ) ข้อกำหนดประเภทสินทรัพย์ที่ใช้หนุนหลัง (เช่น พันธบัตรกระทรวงการคลัง หรือสินทรัพย์อื่นที่อนุญาต) รวมทั้งขอบเขตและความคุ้มครองในการใช้งาน Stablecoin ตลอดจนหน่วยงานที่รับผิดชอบในการกำกับดูแลตามกฎหมาย

เมื่อได้ผู้รับอนุญาต การออก Stablecoin ในแต่ละรอบ กระทรวงการคลังจะได้เงินจากการขายพันธบัตร เพื่อนำไปเติมให้แก่กองทุนน้ำมัน (หรือโครงการอื่น ๆ) โดยรัฐสามารถออกเป็นพันธบัตรที่ไม่จ่ายดอกเบี้ย (Zero Coupon Bond) เพื่อลดภาระต้นทุนทางการเงิน แลกกับที่เอกชนผู้รับอนุญาตได้ธุรกิจและการสร้างมูลค่าที่เกี่ยวเนื่องกับการออก Stablecoin

พูดอย่างง่าย คือ รัฐสามารถกู้เงินแบบไม่ต้องเสียดอกเบี้ยด้วยเครื่องมือ Stablecoin โดยมีต้นทุนต่ำกว่าการหาแหล่งเงินกู้ตามกลไกปกติ

ตัวอย่างเช่น ธนาคารพาณิชย์รับอนุญาต 5 ราย ได้สิทธิการออก Stablecoin มูลค่ารายละ 3 หมื่นล้านบาท ธนาคารต้องเข้าซื้อพันธบัตรคลังในมูลค่าที่เท่ากันรวม 1.5 แสนล้านบาทเพื่อใช้เป็นสินทรัพย์หนุนหลัง และรัฐได้เงินจากการขายพันธบัตรนำมาเติมให้กับกองทุนน้ำมันจำนวน 1.5 แสนล้านบาทตามที่ต้องการ

ในขณะที่ ธนาคารผู้รับอนุญาต สามารถนำ Stablecoin ที่ออก ไปใช้สร้างธุรกิจและบริการที่เกี่ยวเนื่อง เช่น การใช้จ่ายในธุรกรรมแบบออนไลน์ และการเชื่อมโยงกับ DeFi (Decentralized Finance) หรือบริการทางการเงินแบบกระจายศูนย์บนบล็อกเชน ภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ

นอกจากนี้ หากการออก Stablecoin ได้รับอนุญาตให้มีผลตอบแทนจากค่าธรรมเนียมบางประเภท เช่น ค่าสิทธิของผู้ออกเหรียญ (Creator Fee) ค่าธรรมเนียมการใช้งาน (Transaction Fee) รัฐยังสามารถเก็บรายได้ในรูปของภาษีจากค่าธรรมเนียมธุรกรรมที่เกิดจากการใช้งาน Stablecoin ในระบบได้อย่างต่อเนื่องอีกด้วย

ด้วยเครื่องมือ Stablecoin ที่นอกจากมิได้ทำให้รัฐมีต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นจากการจัดหาเงินทุนแล้ว รัฐยังสามารถมีรายรับจากค่าธรรมเนียมการใช้งาน Stablecoin เหล่านี้ในวงกว้างอีกด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น กรณี Stablecoin ที่ออกใช้หมุนเวียนอยู่ในระบบแล้ว มิได้ถูกออกแบบให้มีกระบวนการทำลายเหรียญทิ้ง (Burn) จะมีผลทำให้พันธบัตรที่ใช้เป็นสินทรัพย์หนุนหลังไม่จำเป็นต้องมีอายุไถ่ถอน หรืออีกนัยหนึ่งทำให้พันธบัตรมีคุณสมบัติเป็น Perpetual Bond และเมื่อนำมาประกอบกับเงื่อนไขที่ไม่มีภาระการจ่ายดอกเบี้ยด้วยแล้ว จึงทำให้พันธบัตรดังกล่าว อาจจัดเป็นตราสารทุน ตามเกณฑ์ที่สอดคล้องกับมาตรฐานการบัญชีภาครัฐ (IPSAS) โดยหากพิจารณาแล้วว่าไม่เข้าข่ายเป็นตราสารหนี้ ก็จะไม่กระทบกับตัวเลขหนี้สาธารณะที่ต้องเผชิญกับกรอบเพดานจำกัดแต่อย่างใด

ปัจจุบัน ธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง กำลังมีการศึกษาความเป็นไปได้ในการออก “Tokenized Deposits” หรือเป็นโทเคนที่ออกโดยธนาคารบนบล็อกเชนโดยมีเงินฝากของแต่ละเจ้าของบัญชีหนุนหลัง สำหรับใช้ประโยชน์ภายในระบบนิเวศของธนาคารเอง ซึ่งเป็นรูปแบบที่แตกต่างจาก “Treasury-backed Stablecoin” ที่ออกแบบโดยใช้พันธบัตรรัฐบาลหนุนหลัง เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่กิจการแห่งรัฐ ตามที่กล่าวมาข้างต้น


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Saturday, March 21, 2026

ปัจจัยด้านธรรมาภิบาลที่ส่งผลต่อธุรกิจในปี 2569

จากการสำรวจซีอีโอจำนวน 758 คนทั่วโลก โดย The Conference Board พบว่า ความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกด้านการกำกับดูแล ในปี 2569 จะถูกกำหนดทิศทางจากความเคลือบคลุมทางการเมืองและเชิงสถาบันที่ยืดเยื้อ ซึ่งความเชื่อมั่นในรัฐบาลและสถาบันต่าง ๆ ที่เสื่อมถอยลง ได้ยกระดับความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น

ความสำคัญลำดับต้น ๆ ของการกำกับดูแล ในปี 2569 จะมุ่งเน้นไปที่ผลประกอบการและการลงมือปฏิบัติ โดยซีอีโอในทุกภูมิภาคต่างให้ความสำคัญโดยเฉพาะกับเรื่องการเติบโตของรายได้ และการวางแผนเชิงกลยุทธ์ ซึ่งเป็นสัญญาณว่า มุมมองของการกำกับดูแล มิใช่แค่เรื่องการปฏิบัติตามกฎ (Compliance) แต่เป็นเครื่องมือที่เอื้อต่อการเติบโต ท่ามกลางสภาพแวดล้อมการดำเนินงานที่ซับซ้อน


แนวโน้มนี้เห็นได้ชัดที่สุดในอเมริกาเหนือ ซึ่งซีอีโอส่วนใหญ่ (โดยเฉพาะในสหรัฐฯ) จัดลำดับให้การเติบโตของรายได้ อยู่เหนือกว่าการบริหารจัดการความเสี่ยงองค์กร แม้ว่าความผันผวนทางการเมือง กฎระเบียบ และสังคม จะยังคงอยู่ในระดับสูงก็ตาม

ในภูมิภาคอเมริกาเหนือ ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น เป็นผลจากการกลับลำของนโยบาย ความเสี่ยงทางกฎหมาย และความคลุมเครือในบทบาทเชิงสถาบัน ส่วนในภูมิภาคยุโรป ความไม่แน่นอนเกิดจากผลกระทบร่วมของข้อบังคับ (Regulations) ที่ละเอียดซับซ้อน และจากการปรับเปลี่ยนบทบัญญัติ (Directives) ที่บังคับใช้แล้ว ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

การปรับเปลี่ยนนโยบายสาธารณะในภูมิภาคที่ดำเนินงาน และการเซาะกร่อนของหลักนิติธรรม ถูกระบุว่าเป็นปัจจัยภายนอกเชิงลบด้านการกำกับดูแล ซึ่งสะท้อนถึงความกังวลต่อความคงอยู่ของข้อบังคับ การตีความ และการบังคับใช้กฎหมาย

ในสหรัฐอเมริกา บรรดาซีอีโอต่างจับตามองถึงการกร่อนของหลักนิติธรรม และตั้งคำถามต่อความมั่นคงในโครงสร้างการกำกับดูแลและความเที่ยงธรรมในการบังคับใช้กฎหมาย ขณะเดียวกัน เหล่าซีอีโอในภูมิภาคยุโรปได้สะท้อนถึงความกังวลต่อภาระด้านกฎระเบียบ โดยเฉพาะข้อบังคับการเปิดเผยข้อมูลด้าน ESG และข้อกำหนดการตรวจสอบสถานะด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมในห่วงโซ่อุปทาน

ผลการสำรวจ ระบุว่า "พัฒนาการด้านข้อบังคับ AI และข้อกำหนดเชิงธรรมาภิบาล" ถูกจัดอยู่ในอันดับต้น ๆ เคียงข้างกับความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาลแบบดั้งเดิม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า AI ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจหลัก พร้อม ๆ กับการเกิดกฎหมายและนโยบายใหม่ ๆ อย่างรวดเร็ว หากแต่ความท้าทายที่แท้จริงมิใช่เพียงตัวบทกฎหมาย แต่คือ "ความไม่แน่นอน" ที่กฎเกณฑ์ในแต่ละประเทศออกมาไม่เหมือนกัน การบังคับใช้ยังไม่นิ่ง และคำนิยามของความเสี่ยง ความรับผิดชอบ และการเห็นพ้องในการปฏิบัติ ยังไม่เข้าที่เข้าทาง ความคลุมเครือนี้ทำให้การตัดสินใจลงทุนมีความยากลำบาก มีความรีรอต่อการขยายขอบเขตการใช้งาน และยังมีความเสี่ยงที่อาจไม่สามารถปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของแต่ละประเทศได้

ทั้งนี้ กฎหมาย AI ของสหภาพยุโรป ถือเป็นกรอบการกำกับดูแล AI ที่ครอบคลุมที่สุด โดยใช้เกณฑ์แบ่งระดับตามความเสี่ยง (ตั้งแต่ข้อห้ามถาวร การควบคุมในกลุ่มความเสี่ยงสูง และข้อกำหนดสำหรับการใช้ AI อเนกประสงค์) ซึ่งจะทยอยบังคับใช้จนเต็มรูปแบบในปี ค.ศ. 2027 ด้วยขอบเขตของกฎหมายที่ครอบคลุมไปถึงหน่วยงานนอกยุโรปที่เข้ามาทำธุรกิจด้วย ทำให้กฎหมายฉบับนี้กลายเป็นบรรทัดฐานอ้างอิงระดับโลก (de facto global reference point) สำหรับการกำกับดูแล AI

ในระดับรัฐบาลกลางของสหรัฐอเมริกา ยังไม่มีกฎหมาย AI หนึ่งเดียวที่ครอบคลุมทั้งประเทศ โดยรัฐบาลชุดปัจจุบันเน้นท่าทีสนับสนุนนวัตกรรมเพื่อการแข่งขันและความมั่นคงแห่งชาติเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกลางได้มีการสำรวจความเป็นไปได้ในการจำกัดข้อบังคับ AI ในระดับรัฐ ท่ามกลางประเด็นถกเถียงทั้งในแง่กฎหมายและการเมืองต่อการใช้อำนาจส่วนกลางควบคุมแทรกแซง ขณะที่ในระดับรัฐของสหรัฐฯ ได้มีการออกกฎระเบียบที่แตกต่างกันในแต่ละรัฐ โดยเฉพาะกฎเกณฑ์เรื่องการใช้ AI ที่มีผลต่อการจ้างงาน การปฏิสัมพันธ์กับผู้บริโภค และการตัดสินใจอัตโนมัติที่มีความเสี่ยงสูง ที่มีการออกเป็นกฎหมายในรัฐโคโลราโด แคลิฟอร์เนีย เท็กซัส ยูทาห์ และในนครนิวยอร์ก เป็นต้น

สำหรับประเทศจีน ได้เลือกใช้แนวทาง "เน้นกฎระเบียบนำ" (Rules-first) ที่รวมศูนย์อำนาจ โดยออกเป็นกฎเกณฑ์เฉพาะเจาะจงตามรายอุตสาหกรรม ซึ่งจะมีผลกระทบโดยตรงต่อการพัฒนาและการใช้งานโมเดล AI ในรูปแบบต่าง ๆ โดยที่การควบคุมจะเน้นเรื่องการลงทะเบียนอัลกอริทึม การประเมินความมั่นคง การกำกับดูแลข้อมูล และที่สำคัญคือ ต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของรัฐบาล

จากผลสำรวจ เป็นที่น่าสังเกตว่า ไม่มีภูมิภาคใดที่กังวลเรื่อง "กระแสต่อต้าน ESG" (Anti-ESG sentiment) มากนัก โดยความกังวลนี้ถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ต่ำกว่าประเด็นความสามารถในการบังคับใช้กฎหมาย ความรับผิดชอบทางแพ่ง และความสอดคล้องของหน่วยงานกำกับดูแลอย่างเห็นได้ชัด

ภาพรวมของการกำกับดูแลกิจการและความยั่งยืนในปี 2569 จะไม่ได้ถูกนิยามด้วยการตั้งเป้าหมายที่ทะเยอทะยาน แต่จะเป็นเรื่องของการลงมือทำจริงภายใต้ข้อจำกัด ซึ่งแตกต่างจากช่วงก่อนหน้านี้ ที่ความพยายามด้าน ESG ถูกกำหนดทิศทางด้วยการขยายเครือข่ายภาคี กรอบการดำเนินงานภาคสมัครใจ และการสร้างภาพลักษณ์ แต่ด้วยสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน บทบาทการกำกับดูแลกิจการ จะถูกกำหนดด้วยความผันผวนที่ยาวนาน และการตรวจตราด้านกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น

ความท้าทายหลักต่อการดำเนินงาน ESG มิใช่เรื่องที่ซีอีโอและผู้บริหารระดับสูงจะเลือกได้ แต่เป็นเรื่องของการทำอย่างคัดสรรและมีวินัย โดยต้องกระชับการตรวจสอบดูแล จัดลำดับความสำคัญกับความเสี่ยงและโอกาสที่เป็นสาระสำคัญต่อธุรกิจ และให้แน่ใจว่าความพยายามในการกำกับดูแลและการขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืน จะช่วยเสริมความเชื่อมั่น ความพร้อมผัน (Resilience) และการสร้างมูลค่าในระยะยาว ท่ามกลางสภาพแวดล้อมการดำเนินงานที่กระจายตัวและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]