Saturday, June 27, 2026

ช่องว่างการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน

ช่องว่างในการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน เกิดจากความแตกต่างระหว่างข้อมูล ESG (Environmental, Social and Governance) ที่ผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียต้องการเพื่อใช้ตัดสินใจ กับข้อมูลจริงที่บริษัทเผยแพร่ในปัจจุบัน ช่องว่างนี้ ส่งผลให้ข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เป็นสาระสำคัญขาดความสมบูรณ์ และไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้ รวมถึงการขาดตัวชี้วัดบ่งชี้อนาคต ตลอดจนข้อมูลผลการดำเนินงานที่สามารถทวนสอบได้ เช่น ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบข่ายที่ 3 (Scope 3) และข้อมูลการบริหารจัดการทุนมนุษย์

ช่องว่างที่ยังคงอยู่นี้ มีสาเหตุหลักมาจากการขาดมาตรฐานการรายงานที่เป็นภาคบังคับและสอดคล้องกันทั่วโลก ทำให้กิจการต่าง ๆ สามารถเลือกใช้กรอบการทำงานที่ตนเองถนัด หรือเลือกรายงานข้อมูลเพียงบางส่วน

นอกจากนี้ การขาดระบบภายในที่เข้มแข็งในการจัดเก็บข้อมูลที่มิใช่ตัวเลขทางการเงิน ยังสร้างความยากลำบากทางเทคนิคในการจัดทำข้อมูลเพื่อเปิดเผยที่แม่นยำ ประกอบกับมุมมองต่อประเด็นสาระสำคัญหรือสารัตถภาพ (Materiality) ที่แตกต่างกันในรายอุตสาหกรรมและในเชิงภูมิศาสตร์ ก็มีส่วนทำให้ข้อมูลที่รายงานขาดความสอดคล้องต้องกัน

ผลที่ตามมาอย่างมีนัยสำคัญคือ ประสิทธิภาพของตลาดที่ลดลง เนื่องจากผู้ลงทุนต้องพึ่งพาการประมาณค่าหรือการจัดระดับโดยอาศัยดุลยพินิจของผู้ประเมิน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการกำหนดราคาที่ผิดพลาด (Mispricing) ต่อสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงด้านความยั่งยืน รวมทั้งยังไปลดทอนภาระรับผิดชอบ (Accountability) ทำให้ผู้มีส่วนได้เสียประเมินความก้าวหน้าที่แท้จริงของกิจการต่อเป้าหมายด้านสังคมและด้านภูมิอากาศได้ยาก ข้อจำกัดนี้ ยังกระตุ้นให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัย รวมถึงเอื้อให้เกิดพฤติกรรมการฟอกเขียว (Greenwashing) อีกด้วย

กระนั้นก็ตาม ความต้องการข้อมูลด้านความยั่งยืนจากผู้ลงทุน ได้มีส่วนช่วยให้อัตราการเปิดเผยข้อมูลของกิจการ เพิ่มขึ้นถึงสองเท่าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ผู้ลงทุนที่พยายามทำความเข้าใจในผลกระทบของความยั่งยืนต่อผลประกอบการทางการเงิน ต่างเรียกร้องให้เพิ่มความชัดเจนโปร่งใสมากขึ้น สวนทางกับแนวทางการรายงานภาคสมัครใจที่ยังคงมีข้อด้อยอยู่หลายประการ

การขาดข้อกำหนดที่มีผลผูกพันทางกฎหมายและการขาดความเป็นมาตรฐาน ส่งผลให้การเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตัวชี้วัดเดียวกัน มีลักษณะกระจัดกระจายและแตกต่างกัน อีกทั้งระดับการเปิดเผยข้อมูลก็อยู่ในเกณฑ์ต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักวิเคราะห์ด้านความยั่งยืนต้องสืบค้นข้อมูลที่มีอยู่นับร้อยรายการ ทั้งที่รู้ว่า ข้อมูลด้านสังคมมีกิจการที่รายงานเพียง 1 ใน 3 แห่ง ขณะที่ตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมมีกิจการที่รายงานเพียง 1 ใน 5 แห่ง (Bloomberg, 2025)

การปิดช่องว่างนี้ จำเป็นต้องอาศัยการดำเนินการจากหน่วยงานกำกับดูแลเพื่อกำหนดกฎเกณฑ์การรายงานที่เป็นมาตรฐานและเป็นข้อบังคับ โดยเฉพาะการมุ่งเน้นไปที่ประเด็นสาระสำคัญที่สอดคล้องกับแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมและภูมิศาสตร์ ขณะเดียวกัน กิจการก็จะต้องลงทุนในระบบการจัดการข้อมูลเฉพาะทาง และมีการกำกับดูแลภายใน เพื่อรับประกันความถูกต้องและความสามารถในการตรวจสอบได้ (Auditability) ของตัวชี้วัดที่มิใช่ตัวเลขทางการเงินเหล่านี้

กิจการที่มีการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน ควรมีการเตรียมความพร้อมข้อมูล ESG เพื่อการเผยแพร่อย่างครบถ้วนเพียงพอ โดยเริ่มจากการให้น้ำหนักข้อมูลที่สำคัญด้วยการวิเคราะห์ประเด็นสาระสำคัญตามบริบทของกิจการ มีการจัดทำดัชนีข้อมูลที่อิงตามตามมาตรฐานการรายงานที่เป็นสากล และการวางแนวเนื้อหาให้สอดคล้องกับเกณฑ์ประเมินของหน่วยงานที่กิจการเลือกเข้าร่วมรับการประเมิน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งกับผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียต่อการใช้ข้อมูล ESG ของกิจการ


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Saturday, June 13, 2026

SBTi รื้อมาตรฐาน Corporate Net Zero ครั้งใหญ่

กระแสตีกลับด้านความยั่งยืน ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่ขึ้นมาเบียดสถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงปัญหาด้านสภาพภูมิอากาศ ไม่เพียงมีอิทธิพลกับองค์กรธุรกิจในการไปลดทอนความสำคัญของปัจจัย ESG (Environmental, Social and Governance) และทำให้กิจการมีการปรับทิศทางการดำเนินงานเรื่อง ESG โดยเน้นให้เกิดประโยชน์ในระยะสั้น แทนการหวังผลในระยะยาว

แต่กระแสตีกลับนี้ ยังได้ส่งผลไปยังหน่วยงานผู้กำหนดมาตรฐานด้านความยั่งยืน ให้มีการผ่อนคลายข้อกำหนดที่เข้มงวดในหลายเรื่อง รวมทั้งยังจำกัดการบังคับใช้เฉพาะกับกิจการขนาดใหญ่เป็นหลัก

หนึ่งในหน่วยงานที่ได้รับผลพวงจากกระแสตีกลับนี้ คือ Science Based Targets initiative (SBTi) ซึ่งเป็นผู้กำหนดมาตรฐานสำหรับกิจการในการตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Target) ตามหลักวิทยาศาสตร์ ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2015 และได้ออกมาตรฐาน Corporate Net Zero ฉบับแรก (Version 1.0) เมื่อปี ค.ศ. 2021

SBTi ได้มีการปรับปรุงมาตรฐานครั้งใหญ่ และประกาศเป็นมาตรฐาน Corporate Net Zero ฉบับที่สอง (Version 2.0) เมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2026 โดยมีสาระสำคัญ ที่ประกอบด้วย

ยกเลิกบังคับใช้เป้าหมาย Net Zero
หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของมาตรฐานฉบับใหม่ คือ การยกเลิกบังคับใช้เป้าหมาย Net Zero ที่มาตรฐานฉบับเดิมระบุให้กิจการที่ต้องการการรับรองจาก SBTi ภายใต้เกณฑ์ Net Zero จะต้องมีการกำหนดเป้าหมายระยะใกล้ (รอบ 5 ปี) เป้าหมายระยะยาว (เหลือเฉพาะส่วนตกค้างที่ขจัดได้ไม่หมด ภายในปี ค.ศ. 2050) และเป้าหมาย Net Zero (ครอบคลุมทั้ง Scope 1, 2, 3 และการดำเนินการกับมลอากาศส่วนตกค้าง)

แต่ในมาตรฐาน Corporate Net Zero ฉบับใหม่ บังคับใช้เพียงการกำหนดเป้าหมายระยะใกล้ทุก ๆ 5 ปี โดยที่เป้าหมายระยะใกล้ สำหรับ Scope 1 และ 2 บังคับใช้กับทุกกิจการ ส่วนใน Scope 3 ใช้เฉพาะกิจการขนาดใหญ่ที่เข้าเกณฑ์ ขณะที่เป้าหมายระยะยาว การบังคับใช้สำหรับ Scope 1 ขึ้นกับวิธีที่ใช้กำหนดเป้าหมาย ส่วนใน Scope 2 และ 3 ไม่บังคับใช้ สำหรับเป้าหมาย Net Zero ไม่มีการบังคับใช้ในทุกกรณี (เป็นภาคสมัครใจ)


ซึ่งในทางปฏิบัติ หมายถึง มาตรฐานฉบับใหม่ จะมีการเปลี่ยนแปลงการรายงานจากเป้าหมายระยะยาว มาเป็นการรายงานความคืบหน้าของเป้าหมายเป็นประจำทุกปี และเมื่อครบรอบ 5 ปี ข้อมูลผลการดำเนินงานสำหรับกิจการขนาดใหญ่ที่เข้าเกณฑ์ จะต้องได้รับการประเมินโดยผู้ให้ความเชื่อมั่นจากภายนอก

สำหรับกิจการที่ไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย เมื่อสิ้นสุดระยะเวลา 5 ปี จะยังคงได้รับการรับรองจาก SBTi ต่อไปได้ หากพิสูจน์ได้ว่าได้ใช้ "ทุกกลไก" ภายใต้การควบคุมของตนเองแล้ว (Best-Efforts Framework) รวมถึงมีความโปร่งใสในการลดคาร์บอนที่มีความท้าทาย และได้อธิบายถึงแนวทางในการก้าวข้ามอุปสรรคเหล่านั้น แทนการตัดสินแบบ "ผ่านหรือไม่ผ่าน" (Binary Approach) ที่อาจไม่ตอบโจทย์ตามความเป็นจริง อันมีเหตุจากปัจจัยภายนอกที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของกิจการ

ตีกรอบการใช้ REC ใน Scope 2
การใช้ใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificate : REC) เพื่ออ้างสิทธิ์การใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในปัจจุบัน ยังมีช่องโหว่สำคัญที่ไม่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 2 ได้จริง เนื่องจากกิจการสามารถซื้อ REC รวมทั้งปี ให้เท่ากับยอดไฟฟ้าที่ใช้จริง และอ้างสิทธิ์ว่าได้ใช้ "ไฟฟ้าสะอาด 100%" บนกระดาษ

ในความเป็นจริง กิจการยังคงใช้ไฟฟ้าจากถ่านหินหรือก๊าซธรรมชาติจากสายส่ง เป็นช่องโหว่เรื่อง “ผิดเวลา” (Time Mismatch) ระหว่างชั่วโมงที่ผลิตไฟฟ้าสีเขียวกับชั่วโมงที่องค์กรใช้งานจริง ซึ่งเปิดโอกาสให้กิจการยังคงใช้พลังงานฟอสซิล เช่น ในช่วงกลางคืน แต่กลับใช้ REC ที่ผลิตได้เกินในช่วงกลางวัน มาหักล้างและอ้างว่าได้ใช้พลังงานหมุนเวียน 100%

หรือกรณีที่กิจการซื้อ REC จากโรงไฟฟ้าที่อยู่ห่างไกลออกไป อยู่คนละโครงข่ายไฟฟ้า ซึ่งไม่สามารถส่งไฟฟ้ามายังกิจการได้จริงในทางกายภาพ เป็นช่องโหว่เรื่อง “ผิดที่” (Geographical Mismatch)

ทั้งนี้ การซื้อ REC จากโรงไฟฟ้าเก่าที่มีอยู่แล้ว ไม่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ ทำให้โครงข่ายไฟฟ้า ไม่ได้มีพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้น จึงไม่ได้ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิในภาพรวม เป็นช่องโหว่ด้านความเสี่ยงการฟอกเขียว (Greenwashing Risk)

ทำให้ในมาตรฐาน Corporate Net Zero ฉบับใหม่ จึงได้มีการปรับเปลี่ยนวิธีคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการซื้อไฟฟ้า (ซึ่งจัดอยู่ใน Scope 2) โดยกำหนดให้ต้องจับคู่การใช้ไฟฟ้ากับแหล่งพลังงานหมุนเวียนแบบ "รายชั่วโมง" (Hourly Matching) ภายในโครงข่ายที่สามารถส่งมอบได้จริง (Deliverability)

โดยกิจการที่มีการใช้ไฟฟ้าประจำปีในปริมาณที่มีนัยสำคัญ (ตั้งแต่ 10 กิกะวัตต์-ชั่วโมงขึ้นไป) จะต้องรายงานสัดส่วนของไฟฟ้าที่ได้รับการจับคู่กับแหล่งพลังงานหมุนเวียนแบบรายชั่วโมง และสำหรับกิจการที่เข้าร่วมตามเกณฑ์ Scope 2 Hourly Matching ของ SBTi จะต้องจับคู่พลังงานหมุนเวียนให้ได้ไม่ต่ำกว่า 50% โดยจะเพิ่มขึ้นเป็น 75% ในปี ค.ศ. 2030 และขยับเป็น 90% ในปี ค.ศ. 2035 ตามลำดับ

เพิ่มทางเลือกสำหรับ Scope 3
ในมาตรฐาน Corporate Net Zero ฉบับใหม่ ยังได้เพิ่มทางเลือกใหม่ ๆ ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่คุณค่า (Scope 3) ที่เกิดขึ้นจากคู่ค้า การใช้งานผลิตภัณฑ์ และกิจกรรมอื่น ๆ ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมโดยตรง อาทิ การเชื่อมโยงเป้าหมายเข้ากับการซื้อหรือขายผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ ตั้งแต่ปูนซีเมนต์รักษ์โลกไปจนถึงยานยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือในกรณีที่การเข้าถึงสินค้าคาร์บอนต่ำทำได้ยาก กิจการสามารถใช้ใบรับรองคุณลักษณะด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Attribute Certificates) เพื่อสนับสนุนเงินทุนในการลดคาร์บอนของคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทาน และนำมาอ้างสิทธิ์การลดมลอากาศใน Scope 3 ได้

สำหรับการตั้งเป้าหมายระยะใกล้ ในมาตรฐานฉบับเดิม กำหนดให้กิจการต้องดำเนินการลดมลอากาศลงให้ได้สองในสาม (67%) ของปริมาณมลอากาศที่ปล่อยในขอบข่ายที่ 3 แต่ในมาตรฐานฉบับใหม่ มลอากาศในประเภท (Category) ที่มีสัดส่วนน้อยกว่า 5% ของ Scope 3 ทั้งหมด สามารถละเว้นจากการตั้งเป้าหมายได้

นอกจากนี้ การปล่อยมลอากาศจากผลิตภัณฑ์ที่กิจการ "ไม่มีอิทธิพลในทางปฏิบัติ" ที่จะไปควบคุม ก็สามารถยกเว้นจากเป้าหมายได้เช่นกัน หากกิจการสามารถพิสูจน์ได้ว่า มีความพยายามอื่น ๆ ในการลดคาร์บอนในสาขาที่เกี่ยวข้อง เช่น ธุรกิจค้าปลีกที่ดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมัน ไม่สามารถควบคุมความต้องการใช้น้ำมันของผู้บริโภคได้ แต่กิจการยังสามารถได้รับการรับรองจาก SBTi ได้ ด้วยการตั้งเป้าหมายที่จะติดตั้งแท่นชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV) แทน

SBTi ได้ปล่อยมาตรฐาน Corporate Net Zero Version 2.0 ให้ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดได้แล้ว ทางเว็บไซต์ https://sciencebasedtargets.org/corporate-net-zero-standard-v2


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Tuesday, June 02, 2026

ภูมิทัศน์ของการจัดระดับ ESG

ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในตลาดทุน ในแง่ที่สามารถส่งผลต่อสถานะทางการเงินของกิจการ และสร้างผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญสู่ภายนอก จนนำไปสู่การขยายตัวของการจัดระดับ การให้คะแนน และผลิตภัณฑ์ข้อมูลด้าน ESG อย่างรวดเร็วในตลาดทุน ทั้งนี้ ผู้ให้บริการจัดระดับและผลิตภัณฑ์ข้อมูล ESG ได้กลายมาเป็นหุ้นส่วนสำคัญกับผู้ลงทุน ผู้ออกตราสาร และผู้มีหน้าที่อื่น ๆ ในตลาด ทั้งในการสนับสนุนการตัดสินใจลงทุน การบริหารความเสี่ยง การติดตาม และการปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง


โดยเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2566 สมาคมตลาดทุนระหว่างประเทศ (ICMA) ได้เผยแพร่เอกสาร "ICMA Code of Conduct for ESG Ratings and Data Products Providers" โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงความพร้อมใช้งานและคุณภาพของข้อมูล ESG สำหรับผู้ลงทุน เสริมสร้างความน่าเชื่อถือของตลาด และสนับสนุนการแข่งขันผ่านความสามารถในการเปรียบเทียบข้อมูลที่ดีขึ้น

และจากผลสำรวจ เมื่อปี พ.ศ. 2567 โดย FTSE Russell ระบุว่า เจ้าของสินทรัพย์ มากกว่าร้อยละ 50 มองว่า เอกสารจรรยาบรรณของ ICMA ฉบับดังกล่าว มีประโยชน์ต่อตลาดทุน และมีผู้ให้บริการจัดระดับและผลิตภัณฑ์ข้อมูล ESG จำนวน 42 ราย ที่ได้ลงนามยอมรับจรรยาบรรณฉบับนี้ นับตั้งแต่มีการเผยแพร่

โดยทั่วไปแล้ว การจัดระดับและให้คะแนนด้าน ESG จะทำการประเมินผลการดำเนินงานด้าน ESG ของกิจการ โดยอิงจากความเสี่ยงด้าน ESG ที่มีนัยสำคัญทางการเงิน อันส่งผลต่อมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ของบริษัท และดูว่าบริษัทสามารถจัดการกับความเสี่ยงเหล่านั้นได้ดีเพียงใด ซึ่งเรียกว่า สาระสำคัญเชิงเดี่ยว (Single Materiality) อย่างไรก็ตาม ผู้ให้บริการบางราย (เช่น S&P Global Sustainable1, ISS) ได้คำนึงถึงสิ่งที่เรียกว่า สาระสำคัญสองนัย (Double Materiality) ซึ่งหมายความว่า ในบางผลิตภัณฑ์ของผู้ให้บริการกลุ่มนี้ มีการนำผลกระทบของกิจการที่มีต่อสิ่งแวดล้อมและผู้คนมาประกอบการพิจารณาด้วย

ทั้งนี้ ผู้ใช้หลักของบริการจัดระดับและผลิตภัณฑ์ข้อมูล ESG คือ ผู้ลงทุนสถาบัน รวมถึงเจ้าของสินทรัพย์ (เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญ บริษัทประกันภัย กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ และกองทุนเพื่อการกุศล) ผู้จัดการสินทรัพย์ และธนาคาร ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าของสินทรัพย์และผู้จัดการสินทรัพย์ส่วนใหญ่ ที่ซื้อข้อมูล ผลคะแนน และการจัดระดับจากผู้ให้บริการ ยังได้พยายามพัฒนาขีดความสามารถของตน ในการให้คะแนน ESG เพื่อใช้เป็นการภายใน และในบางกรณี ได้มีการจัดระดับ ESG ขึ้นเอง โดยอิงจากระเบียบวิธีและแบบจำลองเฉพาะตัว รวมถึงทำการวิเคราะห์เชิงคุณภาพเองด้วย

ICMA ได้ทำการสำรวจในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2568 กับสมาชิกฝั่งผู้ซื้อ (buyside members) และได้รับคำตอบจาก 14 องค์กร ซึ่งมีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) รวมกันราว 28 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ พบว่า องค์กรที่ตอบแบบสำรวจ ได้ใช้ผลการจัดระดับและคะแนน ESG ทั้งจากผู้ให้บริการภายนอก และที่จัดทำขึ้นเองภายใน

การจัดระดับโดยผู้ให้บริการภายนอก ถูกนำมาใช้เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดการลงทุน (investment mandates) และเพื่อวัตถุประสงค์ในการติดตามบริษัทที่ลงทุน ในขณะที่ครึ่งหนึ่งขององค์กรที่ตอบแบบสำรวจ เห็นว่าข้อมูลภายนอกนี้สามารถใช้กับการวิเคราะห์สินเชื่อและความเสี่ยง ขณะที่การจัดระดับและการให้คะแนนที่ทำขึ้นภายในโดยองค์กรที่ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่ กลับถูกนำมาใช้ในวัตถุประสงค์เหล่านี้มากกว่า และมีความเกี่ยวข้องเจาะจงสำหรับการปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมาย และสำหรับการประเมินสาระสำคัญสองนัย ดังแสดงในแผนภูมิ


จากแผนภูมิแสดงให้เห็นว่า องค์กรที่ตอบแบบสำรวจ 4 ราย ใช้การจัดระดับและผลคะแนน ESG ที่จัดทำขึ้นเองภายใน เพื่อประชาสัมพันธ์กองทุน โดยมีเพียง 2 ราย ที่ใช้การจัดระดับและผลคะแนนจากภายนอกเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว ในส่วนการใช้ข้อมูล ESG เพื่อการปฏิบัติตามข้อกำหนด (มีสัดส่วนการใช้ข้อมูลที่จัดทำเองภายใน 9 ราย เทียบกับการใช้ข้อมูลจากภายนอก 4 ราย) ในส่วนการใช้ข้อมูล ESG เพื่อการติดตามบริษัทที่ลงทุน (มีใช้ข้อมูลจากภายใน 7 ราย เทียบกับใช้ข้อมูลจากภายนอก 8 ราย) ในส่วนการใช้ข้อมูล ESG เพื่อการวิเคราะห์ผลกระทบแบบสาระสำคัญสองนัย (ใช้จากภายใน 8 ราย เทียบกับใช้จากภายนอก 3 ราย) ในส่วนการใช้ข้อมูล ESG เพื่อการวิเคราะห์สินเชื่อและความเสี่ยงของปัจจัยพื้นฐานในบริษัทที่ลงทุน (ใช้จากภายใน 10 ราย เทียบกับใช้จากภายนอก 6 ราย) และในส่วนการใช้ข้อมูล ESG เพื่อการปฏิบัติตามข้อกำหนดการลงทุน (ใช้จากภายในทั้งหมด 14 ราย เทียบกับใช้จากภายนอก 8 ราย)

สิ่งนี้บ่งชี้ว่า การจัดระดับและคะแนน ESG ที่เจ้าของสินทรัพย์และผู้จัดการสินทรัพย์จัดทำขึ้นเองนั้น ถูกนำไปใช้ครอบคลุมมากกว่าในหัวข้อต่างๆ มีเพียงการติดตามบริษัทที่ลงทุน ที่การจัดระดับและผลคะแนนจากผู้ให้บริการภายนอก จะถูกใช้มากกว่า

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอแนะจากตลาด ที่ปรากฎในผลสำรวจของ ICMA แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่อาจเกิดขึ้นในการสนับสนุนให้เกิดการผสานรวมทางระเบียบวิธี (methodological convergence) โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งขององค์กรที่ตอบแบบสำรวจเห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว และเสียงส่วนใหญ่ในกลุ่ม ระบุว่า สิ่งนี้จะยิ่งเป็นจริง หากเกณฑ์การให้คะแนน (rating scales) มีความสามารถในการเปรียบเทียบกันได้มากขึ้น

เมื่อมองไปข้างหน้า การมีกติกาภาคบังคับ ร่วมกับแนวปฏิบัติภาคสมัครใจ ยังคงเป็นคุณลักษณะของภูมิทัศน์การจัดระดับและผลิตภัณฑ์ข้อมูล ESG ต่อไป

โดยในตลาดที่กติกาภาคบังคับยังอยู่ในช่วงพัฒนา ความริเริ่มโดยสมัครใจ ยังคงแสดงบทบาทที่มีคุณค่าอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การออกเป็นกฎระเบียบในตลาดที่พัฒนาแล้ว สามารถช่วยกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำในการกำกับดูแลและการคุ้มครองผู้ลงทุนได้


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]