Sunday, April 19, 2026

การดำเนินธุรกิจในยุคผันผวน: จาก ‘Growth Mindset’ สู่ ‘Resilience Mindset’

ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ความตึงตัวทางทรัพยากรธรรมชาติ และต้นทุนด้านพลังงานที่ผันผวน ได้กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้สมการของการดำเนินธุรกิจนับจากนี้ เปลี่ยนรูปไปจากเดิม

ในสภาพการณ์ปกติ ธุรกิจสามารถพัฒนาและมุ่งไปข้างหน้า ภายใต้กรอบคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) ต่อเนื่องไปได้ แต่ในสภาพการณ์ที่ต้องเผชิญความชะงักงันด้านอุปทาน และการสร้างเงื่อนไขเพื่อกีดกันทางการค้า ที่มาในรูปแบบการปกป้องความมั่นคงประเทศ การรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การคุ้มครองด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้ธุรกิจต้องมีกรอบคิดแบบพร้อมผัน (Resilience Mindset) ให้สามารถฟื้นตัวและมีเสถียรภาพ


ทั้ง Growth Mindset (เน้นโต) และ Resilience Mindset (เน้นรอด) มีความสัมพันธ์และเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ต่างกันตรงจุดเน้น โดยกรอบคิดแบบเติบโตเน้นที่การปรับปรุงพัฒนาจากสถานการณ์ที่เผชิญ มีการเรียนรู้ และก้าวไปข้างหน้า ขณะที่กรอบคิดแบบพร้อมผันเน้นที่การฟื้นตัวรอดพ้นจากสถานการณ์ที่เผชิญ มีความใส่ใจ และคงอยู่ต่อไปได้

ตัวอย่างของธุรกิจที่ใช้กรอบคิดแบบเติบโต ได้แก่ ธุรกิจ Tech Startups ระยะเริ่มต้น มักเน้นที่การเรียนรู้และเติบโต เพื่อพัฒนาแอปพลิเคชันหรือบริการให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ตามข้อมูลผู้ใช้งานที่เป็นลูกค้า หรือโรงงานผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคขนาดใหญ่ เน้นผลิตสินค้าชนิดเดียวในปริมาณมาก เพื่อลดต้นทุนต่อหน่วยให้ต่ำที่สุด และใช้ระบบ Just in Time (JIT) เพื่อลดการสต็อกสินค้า ลดต้นทุนจม และส่งมอบให้ทันเวลาพอดี เพื่อสร้างกำไรสูงสุด เป็นต้น

ตัวอย่างของธุรกิจที่ใช้กรอบคิดแบบพร้อมผัน ได้แก่ ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เผชิญปัญหาขาดแคลนชิปประมวลผลทั่วโลก เปลี่ยนมาใช้แนวทาง Just in Case (JIC) โดยการสำรองชิปและชิ้นส่วนสำคัญไว้ในคลังสินค้าล่วงหน้าหลายเดือน เพื่อป้องกันความชะงักงันของห่วงโซ่อุปทาน หรือธุรกิจแปรรูปเกษตรที่มีโรงงานผลิตน้ำผลไม้เข้มข้นอย่างเดียว หันมาปรับเปลี่ยนเครื่องจักรและวัตถุดิบเดิม เพื่อต่อยอดผลิตสินค้าให้หลากหลายขึ้น เช่น ผลไม้อบแห้ง สารสกัดสำหรับเครื่องสำอาง หรืออาหารเสริม เพื่อกระจายความเสี่ยงและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่กว้างขึ้น รองรับกรณีเกิดสงครามการค้าหรือค่าขนส่งพุ่งสูงขึ้น เป็นต้น

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน กรอบคิดแบบพร้อมผันในทางธุรกิจ ประกอบไปด้วยแนวทางและเครื่องมือที่สำคัญ ได้แก่

กรอบคิดที่ 1 การจัดหาทรัพยากรสำหรับใช้ในการประกอบธุรกิจ องค์กรควรพิจารณาปรับเปลี่ยนจากแนวทาง ‘Just in Time’ (พอดีใช้) ไปเป็นแนวทาง ‘Just in Case’ (สำรองเผื่อขาด) หรือไม่ เพราะเดิมการเน้นรับมอบวัตถุดิบ สินค้า หรือบริการ ให้มาทันการใช้งานในเวลาที่ต้องการ และจำนวนที่ต้องการใช้พอดี อาจใช้การได้ในภาวะปกติ ขณะที่ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน เงื่อนไขทางภูมิรัฐศาสตร์ก่อให้เกิดความชะงักงันในห่วงโซ่อุปทานโลก กิจการอาจต้องเน้นการสำรองวัตถุดิบ สินค้า หรือบริการ ให้เพียงพอต่อการใช้งานตามแต่กรณีแทน กรอบคิดนี้ใช้สำหรับการบริหารจัดการ ‘หลังร้าน’ ในส่วนที่เป็นการใช้ทรัพยากรในธุรกิจ

กรอบคิดที่ 2 กิจการอาจมีความจำเป็นต้องแปลงกระบวนการผลิตและการส่งมอบผลิตภัณฑ์จาก ‘Economy of Scale’ (เน้นปริมาณมาก-ต้นทุนต่ำ) ไปสู่ ‘Economy of Scope’ (เน้นความหลากหลาย-ลดความเสี่ยง) โดยแทนที่จะคำนึงถึงการประหยัดต่อขนาด คือ ลดต้นทุนด้วยการทำผลิตภัณฑ์อย่างเดียว หรือทำให้ต้นทุนการวางจำหน่ายต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ต่ำลง มาเป็นการพิจารณาเรื่องการประหยัดต่อขอบข่าย คือ ลดต้นทุนด้วยการทำผลิตภัณฑ์หลายอย่าง หรือใช้การเฉลี่ยต้นทุนการจำหน่ายไปยังหลายผลิตภัณฑ์ กรอบคิดนี้ใช้สำหรับการบริหารจัดการ ‘หน้าร้าน’ ในส่วนที่เป็นการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในห่วงโซ่ธุรกิจ

กรอบคิดที่ 3 ธุรกิจจำเป็นต้องมีการดัดแปลงเครื่องมือ ‘Balanced Scorecard’ ให้กลายเป็นเครื่องมือ ‘Rebalanced Scorecard’ สำหรับใช้วัดผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินงาน เนื่องจากภาวะสมดุลเดิมอาจไม่ตอบโจทย์ในสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น ต้นทุนด้านพลังงานที่สูงขึ้น การใช้ปัญญาประดิษฐ์ทดแทนแรงงาน เป็นเหตุให้ต้องมีการปรับสมดุลใหม่ตามเหตุปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงไป กรอบคิดนี้ใช้สำหรับการวัดเปรียบเทียบสมรรถนะ ‘ร้านค้า’ ในแต่ละช่วงเวลาหรือเทียบกับร้านอื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกันในธุรกิจ


เนื่องจากกรอบคิดแบบเติบโตจะมุ่งเน้นที่การเรียนรู้ เราจึงเห็นว่ามุมมองที่เป็นฐานของเครื่องมือ ‘Balanced Scorecard’ คือ การเรียนรู้และเติบโต (Learning and Growth) ของกิจการ ขณะที่ กรอบคิดแบบพร้อมผัน จะขยายมุมมองที่เป็นฐานในเครื่องมือ ‘Rebalanced Scorecard’ ให้ครอบคลุมถึงการใส่ใจและคงอยู่ (Caring and Last) โดยมีเป้าหมายปลายทาง คือ ความยั่งยืนของกิจการร่วมด้วย

นอกจากนี้ ธุรกิจอาจมีการปรับสมดุล (Rebalance) ด้วยการขยายมุมมองด้านกระบวนการภายใน (Internal Process) สู่การบริหารจัดการห่วงโซ่คุณค่าที่เป็นกระบวนการภายนอกองค์กร (External Process) เพื่อรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขัน มีการขยายมุมมองด้านลูกค้า (Customer) ที่กิจการใช้เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จในแง่การเติบโต สู่ตัววัดในแง่ความยั่งยืนที่ครอบคลุมผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholder) อย่างรอบด้าน และมีการขยายมุมมองด้านการเงิน (Financial) สู่ตัววัดที่มิใช่ตัวเลขทางการเงิน ที่คำนึงถึงปัจจัยด้าน ESG ในบริบทของผลกระทบ (Impact) เป็นต้น

ทั้งนี้ กรอบคิดแบบพร้อมผัน (Resilience) มิได้ถูกนำเสนอเพื่อใช้แทนกรอบคิดแบบเติบโต (Growth) แต่เพื่อใช้เป็น ‘เกราะป้องกัน’ ให้การเติบโตนั้น ไม่พังทลายลง เมื่อเจอวิกฤตที่คาดไม่ถึง


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Saturday, April 04, 2026

ใช้ Stablecoin เงินบาท เพิ่มเม็ดเงินในกองทุนน้ำมัน

ตามที่รัฐบาลใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงแทรกแซงราคาน้ำมัน เพื่อลดภาระของประชาชน จากสถานการณ์วิกฤตพลังงาน ทำให้กองทุนน้ำมันติดลบแล้วราว 4 หมื่นล้านบาท และกำลังอยู่ระหว่างออกกฎหมายรองรับการขยายวงเงินเพิ่มเป็น 1.5 แสนล้านบาท เพื่อเตรียมพร้อมรองรับความผันผวนของราคาน้ำมันโลกที่อาจยืดเยื้อจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

โดยหากกองทุนน้ำมันกู้เต็มวงเงินที่เพิ่ม จะส่งผลให้ระดับหนี้สาธารณะ ปรับเพิ่มขึ้นราว 1% ของจีดีพี จากปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะอยู่ที่ราว 66.09% ทำให้เหลือช่องว่างที่สามารถกู้ได้อีกราว 3 แสนล้านบาท ภายใต้เพดานหนี้สาธารณะที่ 70% ของจีดีพี

ภายใต้กลไกปกติ รัฐบาลมีทางเลือกไม่มากนักในการหาแหล่งเงินกู้ เช่น จากสถาบันการเงินซึ่งเสนอเงื่อนไขที่ดีเท่าที่เป็นได้ในสภาพการณ์ปัจจุบัน โดยมีกระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้

แต่หากจะลองพิจารณาเครื่องมือทางการเงินในรูปแบบใหม่ เช่น การใช้ Stablecoin เงินบาท ประเภทที่มีพันธบัตรรัฐบาลหนุนหลัง โดยให้สถาบันการเงิน (เช่น ธนาคารพาณิชย์แข่งขันกันยื่นข้อเสนอ) เป็นผู้ออก Stablecoin ภายใต้เงื่อนไขว่าทุก ๆ Stablecoin ที่ออก ต้องมีพันธบัตรกระทรวงการคลังหนุนหลัง (Treasury-backed Stablecoin) สำหรับเพิ่มเงินใส่กองทุนน้ำมัน และใช้ในโครงการที่จำเป็นอื่น ๆ ของรัฐบาลในอนาคต ก็ดูจะเป็นทางเลือกที่มีความเป็นไปได้และน่าสนใจไม่น้อยในเชิงนโยบาย

แนวคิดนี้ คล้ายคลึงกับที่สหรัฐอเมริกา เพิ่งมีการออกกฎหมายที่เรียกว่า GENIUS Act หรือชื่อเต็มคือ “Guiding and Establishing National Innovation for U.S. Stablecoins Act” ที่กำหนดแนวทางให้เอกชนเป็นผู้ออก Stablecoin และรัฐเป็นผู้กำกับดูแล ซึ่งเน้นใช้ประโยชน์จากความเป็นอิสระและปลอดจากการพึ่งระบบที่อาศัยตัวกลาง เพื่อสร้างแรงจูงใจตลาด (แตกต่างจากแนวทางการใช้ CBDC หรือสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง ซึ่งมีข้อกังวลเรื่องการควบคุมแบบรวมศูนย์กับความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและผู้ใช้งาน)


วิธีการคือ รัฐออกกฎหมายให้ใบอนุญาต (License) และกำหนดคุณสมบัติของผู้ออก Stablecoin (เช่น ธนาคารพาณิชย์ หรือสถาบันการเงินอื่น ๆ) ข้อกำหนดประเภทสินทรัพย์ที่ใช้หนุนหลัง (เช่น พันธบัตรกระทรวงการคลัง หรือสินทรัพย์อื่นที่อนุญาต) รวมทั้งขอบเขตและความคุ้มครองในการใช้งาน Stablecoin ตลอดจนหน่วยงานที่รับผิดชอบในการกำกับดูแลตามกฎหมาย

เมื่อได้ผู้รับอนุญาต การออก Stablecoin ในแต่ละรอบ กระทรวงการคลังจะได้เงินจากการขายพันธบัตร เพื่อนำไปเติมให้แก่กองทุนน้ำมัน (หรือโครงการอื่น ๆ) โดยรัฐสามารถออกเป็นพันธบัตรที่ไม่จ่ายดอกเบี้ย (Zero Coupon Bond) เพื่อลดภาระต้นทุนทางการเงิน แลกกับที่เอกชนผู้รับอนุญาตได้ธุรกิจและการสร้างมูลค่าที่เกี่ยวเนื่องกับการออก Stablecoin

พูดอย่างง่าย คือ รัฐสามารถกู้เงินแบบไม่ต้องเสียดอกเบี้ยด้วยเครื่องมือ Stablecoin โดยมีต้นทุนต่ำกว่าการหาแหล่งเงินกู้ตามกลไกปกติ

ตัวอย่างเช่น ธนาคารพาณิชย์รับอนุญาต 5 ราย ได้สิทธิการออก Stablecoin มูลค่ารายละ 3 หมื่นล้านบาท ธนาคารต้องเข้าซื้อพันธบัตรคลังในมูลค่าที่เท่ากันรวม 1.5 แสนล้านบาทเพื่อใช้เป็นสินทรัพย์หนุนหลัง และรัฐได้เงินจากการขายพันธบัตรนำมาเติมให้กับกองทุนน้ำมันจำนวน 1.5 แสนล้านบาทตามที่ต้องการ

ในขณะที่ ธนาคารผู้รับอนุญาต สามารถนำ Stablecoin ที่ออก ไปใช้สร้างธุรกิจและบริการที่เกี่ยวเนื่อง เช่น การใช้จ่ายในธุรกรรมแบบออนไลน์ และการเชื่อมโยงกับ DeFi (Decentralized Finance) หรือบริการทางการเงินแบบกระจายศูนย์บนบล็อกเชน ภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ

นอกจากนี้ หากการออก Stablecoin ได้รับอนุญาตให้มีผลตอบแทนจากค่าธรรมเนียมบางประเภท เช่น ค่าสิทธิของผู้ออกเหรียญ (Creator Fee) ค่าธรรมเนียมการใช้งาน (Transaction Fee) รัฐยังสามารถเก็บรายได้ในรูปของภาษีจากค่าธรรมเนียมธุรกรรมที่เกิดจากการใช้งาน Stablecoin ในระบบได้อย่างต่อเนื่องอีกด้วย

ด้วยเครื่องมือ Stablecoin ที่นอกจากมิได้ทำให้รัฐมีต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นจากการจัดหาเงินทุนแล้ว รัฐยังสามารถมีรายรับจากค่าธรรมเนียมการใช้งาน Stablecoin เหล่านี้ในวงกว้างอีกด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น กรณี Stablecoin ที่ออกใช้หมุนเวียนอยู่ในระบบแล้ว มิได้ถูกออกแบบให้มีกระบวนการทำลายเหรียญทิ้ง (Burn) จะมีผลทำให้พันธบัตรที่ใช้เป็นสินทรัพย์หนุนหลังไม่จำเป็นต้องมีอายุไถ่ถอน หรืออีกนัยหนึ่งทำให้พันธบัตรมีคุณสมบัติเป็น Perpetual Bond และเมื่อนำมาประกอบกับเงื่อนไขที่ไม่มีภาระการจ่ายดอกเบี้ยด้วยแล้ว จึงทำให้พันธบัตรดังกล่าว อาจจัดเป็นตราสารทุน ตามเกณฑ์ที่สอดคล้องกับมาตรฐานการบัญชีภาครัฐ (IPSAS) โดยหากพิจารณาแล้วว่าไม่เข้าข่ายเป็นตราสารหนี้ ก็จะไม่กระทบกับตัวเลขหนี้สาธารณะที่ต้องเผชิญกับกรอบเพดานจำกัดแต่อย่างใด

ปัจจุบัน ธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง กำลังมีการศึกษาความเป็นไปได้ในการออก “Tokenized Deposits” หรือเป็นโทเคนที่ออกโดยธนาคารบนบล็อกเชนโดยมีเงินฝากของแต่ละเจ้าของบัญชีหนุนหลัง สำหรับใช้ประโยชน์ภายในระบบนิเวศของธนาคารเอง ซึ่งเป็นรูปแบบที่แตกต่างจาก “Treasury-backed Stablecoin” ที่ออกแบบโดยใช้พันธบัตรรัฐบาลหนุนหลัง เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่กิจการแห่งรัฐ ตามที่กล่าวมาข้างต้น


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]