Saturday, May 16, 2026

กลยุทธ์การจัดการก๊าซเรือนกระจก: จาก 'Net Zero' สู่ 'Net Positive'

เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์หรือ Net Zero ภายในปี ค.ศ. 2050 กำลังถูกท้าทายด้วยปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ หลายประเทศมีการทบทวนลำดับความสำคัญของประเด็นความยั่งยืนใหม่ โดยเอาเรื่องเศรษฐกิจและความมั่นคงทางพลังงานนำหน้า เรื่องสิ่งแวดล้อมจึงกลายเป็นประเด็นรองที่ถูกลดความสำคัญลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ประกอบกับมีงานวิจัยใหม่ ที่ระบุว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกมีแนวโน้มจะสูงเกินเกณฑ์ 1.5 องศาเซลเซียส ภายในปี ค.ศ. 2030 ทำให้เป้าหมายระยะยาวปี ค.ศ. 2050 ที่ทุกประเทศพยายามบรรลุ อาจสูญเสียความหมายในทางปฏิบัติ เพราะอุณหภูมิเฉลี่ยของโลก จะพุ่งเกินเกณฑ์ไปก่อนหน้านั้นแล้ว


นับเป็นครั้งแรกที่เหล่านักวิทยาศาสตร์ได้ยืนยันด้วยความเชื่อมั่นทางสถิติว่า ภาวะโลกร้อนกำลังเร่งตัวขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่ดำเนินไปอย่างคงที่เท่านั้น ผลการศึกษาชิ้นใหม่โดย แกรนต์ ฟอสเตอร์ และ สเตฟาน ราห์มสตอร์ฟ (Global warming has accelerated significantly, 2026) ระบุว่า ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาถือเป็นช่วงเวลาที่อุณหภูมิโลกพุ่งสูงขึ้นเร็วที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้

คณะผู้เขียนรายงาน ระบุว่า หากสถานการณ์ยังคงดำเนินต่อไปในอัตราปัจจุบัน โลกจะมีอุณหภูมิสูงเกินขีดจำกัด 1.5 องศาเซลเซียส ตามที่กำหนดไว้ในความตกลงปารีส ก่อนปี ค.ศ. 2030

แม้การป้องกันไม่ให้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบอย่างเลวร้าย จะยังคงเป็นภารกิจโลกที่สำคัญยิ่ง แต่แบบจำลองสถานการณ์เพื่อจำกัดอุณหภูมิให้อยู่ในเกณฑ์ 1.5 องศาเซลเซียส หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี ค.ศ. 2050 นั้น แทบจะไม่สามารถนำมาใช้เป็นแนวทางปฏิบัติจริงได้อีกต่อไป

ส่วนแนวคิดแบบจำลองการพุ่งเกินเป้า (Overshoot) ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่อุณหภูมิโลกจะสูงทะลุเกณฑ์ 1.5 องศาเซลเซียสไปก่อน แล้วค่อยลดระดับลงมาในภายหลังนั้น ในทางเทคนิค ถือว่ามีความเป็นไปได้

แต่ด้วยขนาดและปริมาณของการดักจับและกำจัดก๊าซเรือนกระจก ที่นำมาใช้ในแบบจำลองด้านภูมิอากาศที่ตั้งเป้าหมายไว้สูงหลายฉบับ ได้ก่อให้เกิดคำถามตามมามากมาย โดยเฉพาะประเด็นเรื่องผลกระทบที่ต้องแลกมา (Trade-offs) ทั้งด้านการใช้ประโยชน์จากที่ดิน ปริมาณการใช้น้ำ และปัจจัยด้านอื่น ๆ (Global Energy Outlook 2026: How the World Lost the Goal of 1.5°C, 2026)

กระนั้นก็ตาม การป้องกันไม่ให้ผลลัพธ์จากปัญหาโลกร้อนเลวร้ายไปกว่านี้ ยังคงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะความจำเป็นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการจัดหาพลังงานที่มีความเสถียรและในราคาที่เข้าถึงได้

ในระดับกิจการ องค์กรธุรกิจควรปรับรื้อเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากเดิมที่เน้นเป้าหมายระยะยาวให้มีผลลัพธ์สุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี ค.ศ. 2050 ที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกพุ่งเกินขีดจำกัดไปแล้ว มาสู่การเน้นที่เป้าหมายระยะสั้นให้มีผลลัพธ์ของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นบวก (Net Positive) แบบปีต่อปี เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง และส่งผลกระทบที่จับต้องได้ต่อโลก (Real-World Impact: RWI)


สถาบันไทยพัฒน์ ได้พัฒนาเกณฑ์วิธีในการคำนวณการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เน้นผลลัพธ์สุทธิเป็นบวก เพื่อตอบโจทย์การสร้างผลกระทบจริงแก่โลก ที่เรียกว่า "RWI Protocol" โดยปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้ในแต่ละปี จะถูกแปลงเป็นคาร์บอนเครดิต สะสมไว้ในบัญชีคาร์บอนเครดิตขององค์กร สำหรับการนำไปใช้ชดเชย (Offset) ภายในกิจการ หรือขายให้แก่ผู้ซื้อภายนอก

องค์กรธุรกิจที่มีกิจกรรมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกิจการ สามารถแปลงปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้ในแต่ละปี ให้เป็นคาร์บอนเครดิตเก็บสะสมไว้ในบัญชีคาร์บอนเครดิตขององค์กร ด้วยเกณฑ์วิธี RWI Protocol ที่จะดำเนินงานภายใต้ Net Positive Club ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

นับจากนี้ ภาคธุรกิจ ต้องเผชิญหน้ากับความเป็นจริง เลิกประกาศเป้าหมายในอุดมคติที่ไกลตัว แล้วหันมากำหนดเป้าหมายระยะใกล้ที่จับต้องได้ สามารถสร้างผลกระทบจริงแก่โลก ควบคู่กับการเติบโตทางธุรกิจ ภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Saturday, May 02, 2026

แนวคิดโครงการลดใช้ไฟ-ใช้น้ำ แลกพอยต์-ลดค่าครองชีพครัวเรือน

ปัญหาภาระค่าใช้จ่ายพื้นฐานอย่าง "ค่าน้ำ" และ "ค่าไฟ" กลายเป็นต้นทุนหลักที่ทุกครัวเรือนต้องแบกรับ ท่ามกลางความท้าทายนี้ แนวคิดเรื่องการนำกลไกการสะสมคะแนน (Point System) มาประยุกต์ใช้กับสาธารณูปโภคพื้นฐาน จึงเป็นข้อเสนอที่น่าสนใจและสามารถนำไปปฏิบัติจริงได้โดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณมหาศาล


หัวใจสำคัญของแนวคิดนี้คือการเปลี่ยน "หน่วยพลังงานที่ลดลง" ให้กลายเป็น "มูลค่าที่จับต้องได้" โดยปกติแล้ว หน่วยงานรัฐวิสาหกิจอย่างการไฟฟ้าและการประปาจะมีการเก็บข้อมูลการใช้งานย้อนหลังของทุกครัวเรือนอยู่แล้ว แนวคิดนี้จึงเสนอให้เพิ่มช่องข้อมูลในใบแจ้งหนี้เพื่อเปรียบเทียบการใช้งานระหว่างเดือนปัจจุบันกับเดือนก่อนหน้า หากครัวเรือนใดสามารถลดการใช้พลังงานได้ ส่วนต่างที่ประหยัดได้จะถูกคำนวณเปลี่ยนเป็นแต้มคะแนน

เช่น หากเดือนนี้ประหยัดค่าไฟได้ 100 บาท เมื่อเทียบกับเดือนที่แล้ว ก็จะได้รับ 100 พอยต์สะสมไว้ในบัญชี แต่ถ้าเดือนไหนใช้ไฟมากกว่าเดือนก่อนหน้า จะไม่ได้รับพอยต์ และเนื่องจากการไฟฟ้าและการประปามีสถิติการใช้บริการย้อนหลังของทุกครัวเรือนอยู่แล้ว ซึ่งเป็นฐานข้อมูลชั้นดีที่ยังไม่เคยถูกนำมาใช้สร้างแรงจูงใจอย่างเป็นรูปธรรม

และเพื่อให้โครงการมีความยั่งยืน พอยต์ที่สะสมได้ไม่ควรหยุดอยู่แค่ตัวเลขในกระดาษ แต่ต้องสามารถแปลงเป็นสิทธิประโยชน์ที่ช่วยลดภาระรายจ่ายได้จริง ด้วยการออกแบบกลไกการแลกเปลี่ยนจากพอยต์ สู่สิทธิประโยชน์ภาษีและสินค้าอุปโภคบริโภค

ตัวอย่างสิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น เมื่อรวบรวมพอยต์ได้จนถึงสิ้นปี ประชาชนสามารถนำพอยต์เหล่านี้ไปใช้เป็นส่วนลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ และอาจมีการเชื่อมโยงกับแอปพลิเคชันเป๋าตัง ผ่านเมนูที่พัฒนาขึ้นใหม่ เช่น “เป๋าแต้ม” โดยสามารถนำพอยต์ไปเก็บไว้ในแอปฯ เป๋าตัง เพื่อช่วยให้การใช้งานคล่องตัวขึ้น

ทั้งนี้ รัฐบาลสามารถออกแคมเปญให้ประชาชนแลกซื้อสินค้าในโครงการรัฐ โดยสามารถนำพอยต์ไปแลกซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐาน เช่น ไข่ไก่ หรือสินค้าจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการของรัฐ (เช่น ร้านธงฟ้า) ในราคาที่ถูกลง ซึ่งวิธีนี้มีประสิทธิภาพกว่าการที่รัฐต้องจัดรถพุ่มพวงหรือหน่วยเคลื่อนที่ไปขายสินค้าในราคาถูกเพียงอย่างเดียว

นอกจากการประหยัดในระดับปัจเจกแล้ว แนวคิดนี้ยังสามารถออกแบบให้มีการสร้างแรงจูงใจในระดับชุมชน ผ่านการแข่งขันเพื่อเป็น “Top Saver” (ประยุกต์จากแคมเปญ “Top Spender” ที่เน้นยอดใช้จ่ายสูงสุด) สร้างพฤติกรรมอนุรักษ์ทรัพยากรในระดับส่วนรวม ผ่านการแข่งขันที่สร้างสรรค์ โดยชุมชน หมู่บ้าน หรือตำบลที่สามารถลดการใช้ไฟ-ใช้น้ำรวมได้สูงสุด อาจได้รับรางวัลใหญ่หรือสิทธิพิเศษในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือกันในระดับท้องถิ่น

กลไกนี้จะเปลี่ยนความรู้สึกจากการถูกบังคับให้ประหยัด เป็นการสร้างความสนุกและการมีส่วนร่วม ซึ่งจะนำไปสู่การอนุรักษ์พลังงานในระยะยาวอย่างเป็นธรรมชาติ และก่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อประเทศชาติในภาพรวม

ผลลัพธ์ที่ได้จะส่งผลดีในวงกว้างมากกว่าแค่การลดค่าใช้จ่ายในกระเป๋าของประชาชน แต่ยังช่วยลดภาระงบประมาณรัฐ โดยที่รัฐบาลไม่จำเป็นต้องอัดฉีดงบประมาณมหาศาลเพื่ออุดหนุนราคาพลังงานในระยะยาว แต่เป็นการใช้กลไกจูงใจให้ประชาชนดูแลตัวเอง


ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน ระบุว่า แนวโน้มการใช้ไฟฟ้าปี 2569 จะอยู่ที่ 213,821 GWh โดยภาคครัวเรือนมีสัดส่วนการใช้อยู่ราว 28% ทั้งนี้ การผลิตไฟฟ้าของไทยใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงในสัดส่วน 54% ในจำนวนนี้เป็นการนำเข้าอยู่ราว 36%

นั่นหมายความว่า หากครัวเรือนลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าลงได้ 5% หรือราว 3,000 GWh จะประหยัดค่าไฟไปได้ราว 11,850 ล้านบาทต่อปี (คิดที่ 3.95 บาทต่อหน่วย) และทำให้การนำเข้าก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตไฟฟ้าลดลง 13.6 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน หรือประหยัดต้นทุนการนำเข้าก๊าซธรรมชาติได้ 4.78 ล้านบาทต่อวัน หรือคิดเป็น 1,745 ล้านบาทต่อปี (คิดที่ 0.35 บาทต่อลูกบาศก์ฟุต)

โดยรัฐสามารถนำต้นทุนการจัดหาก๊าซธรรมชาติที่ลดได้ จัดสรรเป็นรางวัลใหญ่หรือสิทธิพิเศษในรูปแบบต่าง ๆ ให้แก่ครัวเรือน หมู่บ้าน ชุมชน ผ่านโครงการ “Top Saver” ได้ต่อเนื่องตลอดปี เป็นการสร้างความมั่นคงทางพลังงานผ่านการมีส่วนร่วมของประชาชน

ทั้งนี้ การนำพอยต์ไปแลกซื้อสินค้าในร้านค้าท้องถิ่นจะช่วยให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจระดับชุมชน ถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในอีกรูปแบบหนึ่ง

อีกทั้งเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว ทั้งการลดรายจ่ายพื้นฐาน เพิ่มกำลังซื้อ และสร้างวินัยการใช้ทรัพยากร รวมถึงเป็นการช่วยลดค่าครองชีพอย่างตรงจุด

โครงการ "ลดใช้ไฟ-ใช้น้ำ แลกพอยต์" เป็นแนวคิดที่สามารถทำได้จริงและทำได้ทันที โดยไม่ต้องใช้งบประมาณใด ๆ เพิ่มเติม รวมทั้งหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องมีฐานข้อมูลและมีเทคโนโลยีรองรับพร้อมอยู่แล้ว ทั้งจากการไฟฟ้า การประปา และแอปพลิเคชันของรัฐ

แนวคิดนี้สามารถนำไปต่อยอดและบูรณาการร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน และกระทรวงพาณิชย์ ถือเป็นนวัตกรรมเชิงนโยบายที่เปลี่ยนประชาชนจากผู้รอรับความช่วยเหลือ ให้กลายเป็น "ผู้ขับเคลื่อนการอนุรักษ์พลังงาน" ยกระดับจากการประหยัดส่วนตัวสู่กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับชาติ


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]