Showing posts with label ESG_Sauce. Show all posts
Showing posts with label ESG_Sauce. Show all posts

Monday, December 15, 2025

Red Flags ความยั่งยืนประเทศไทย ในปี ค.ศ. 2026

ปี ค.ศ. 2026 ที่กำลังจะมาถึง ประเทศไทยต้องเผชิญกับความท้าทายด้านความยั่งยืนที่ซับซ้อนขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสามปัจจัย "Red Flags" ในมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ซึ่งหากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง อาจเร่งการบั่นทอนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ สังคม และความเชื่อมั่นในระดับประเทศและระหว่างประเทศ โดยในที่นี้ จะชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มความเสี่ยงที่เกิดจากปัจจัยทั้งสามและผลกระทบต่อความยั่งยืนของไทย


มิติสิ่งแวดล้อม (Environmental) ที่เกิดจากภัยพิบัติทางภูมิอากาศสุดขั้ว อันได้แก่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ได้เลื่อนสถานะจาก "ภัยคุกคามในอนาคต" มาเป็น "ภัยคุกคามในปัจจุบัน" สำหรับประเทศไทย แนวโน้มในปี ค.ศ. 2026 คือ การเพิ่มขึ้นของเหตุการณ์สภาพภูมิอากาศสุดขั้ว (Extreme Weather Events) ที่มีความถี่และความรุนแรงสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเสียหายทางกายภาพ (Damage) และความสูญเสียทางเศรษฐกิจ (Loss)

ดังกรณีน้ำท่วมหาดใหญ่ถือเป็นบทเรียนราคาแพง ที่ก่อให้เกิดความเสียหายทางกายภาพ ทั้งอาคารบ้านเรือน ร้านค้า สถานประกอบการ และทรัพย์สินมีค่า รวมทั้งความสูญเสียทางเศรษฐกิจ จากการหยุดชะงักทางธุรกิจ สูญเสียผลผลิต รายได้จากการท่องเที่ยว การขนส่งสินค้าสะดุด ผลกระทบต่อตลาดแรงงานที่เป็นการว่างงานชั่วคราว หรือการย้ายถิ่นฐานของแรงงานในระยะยาว ตลอดจนการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขและการเยียวยา งบประมาณช่วยเหลือผู้ประสบภัย และระยะเวลาที่ใช้ฟื้นฟูนานหลายเดือน เป็นต้น

ความเสี่ยงที่สำคัญในปี ค.ศ. 2026 คือ การที่ประเทศไทยยังขาดระบบบริหารจัดการน้ำและระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพในระดับชาติที่สอดคล้องกับความรุนแรงของภัยพิบัติที่เพิ่มขึ้น การลงทุนด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Adaptation) ไม่เพียงพอ ความเปราะบางของเมืองสำคัญทางเศรษฐกิจที่ติดกับชายฝั่งและพื้นที่ลุ่มยังคงสูง การละเลยการวางแผนระยะยาวด้านสิ่งแวดล้อมจะกลายเป็นภาระหนักอึ้งต่อความมั่นคงทางการคลังของประเทศ

มิติสังคม (Social) ที่เกิดจากจากภัยอาชญากรรมไซเบอร์และความไม่มั่นคงชายแดน โดยประเทศไทยกำลังถูกกดดันจากภัยสองขั้ว คือ ภัยคุกคามที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ และภัยความมั่นคงรูปแบบดั้งเดิม โดยภัยจากมิจฉาชีพหรือสแกมเมอร์ที่ใช้เทคโนโลยี เช่น การหลอกลวงทางคอลเซ็นเตอร์ และการหลอกลวงทางออนไลน์ ได้กลายเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่สร้างความเสียหายระดับชาติ มีการแจ้งความอาชญากรรมทางไซเบอร์ในรอบหลายปี สร้างความเสียหายรวมกว่า 6.5 หมื่นล้านบาท หรือเฉลี่ยกว่า 80 ล้านบาทต่อวัน รวมถึงการขยายตัวของ "ทุนเทา" ที่เป็นกลุ่มทุนผิดกฎหมายข้ามชาติซึ่งใช้ไทยเป็นฐานหรือทางผ่านในการดำเนินการ โดยอาศัยช่องว่างและการบังคับใช้กฎหมายที่อ่อนแอ รวมทั้งการผสมผสานของเงินทุนผิดกฎหมายข้ามชาติกับเทคโนโลยียิ่งทำให้รูปแบบการหลอกลวงทวีความซับซ้อนขึ้น

การแพร่หลายของอาชญากรรมไซเบอร์ ทำให้ประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่นต่อระบบธนาคารทางดิจิทัล ระบบราชการ และแม้กระทั่งสื่อออนไลน์ โดยที่เหยื่อจำนวนมากเป็นกลุ่มผู้สูงอายุและคนวัยทำงานที่ขาดความรู้ด้านดิจิทัล ทำให้เกิดความเครียดทางสังคม การล้มละลาย และปัญหาครอบครัวตามมา

สำหรับภัยความมั่นคงจากความไม่สงบแถบชายแดน ไทย-กัมพูชาที่ก่อตัวขึ้นระลอกใหม่ มีความเชื่อมโยงกับการขยายตัวของทุนเทาและผลประโยชน์จากธุรกิจที่ผิดกฎหมายซึ่งได้ขยายวงเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจข้ามชาติ ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อความยั่งยืน ที่ไปเพิ่มต้นทุนทางทหาร และลดเสถียรภาพทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Stability) ในภูมิภาค โดยความไม่สงบหรือการปะทะย่อมส่งผลให้การค้าชายแดนและการท่องเที่ยวหยุดชะงัก ประชาชนในพื้นที่ต้องอพยพ ทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจและการลงทุนในพื้นที่ และหากสถานการณ์ความไม่สงบยกระดับขึ้นและทอดยาวเป็นเวลานาน อาจส่งผลให้เกิดการแทรกแซงกิจการภายในจากประเทศมหาอำนาจ ซึ่งจะทำให้สถานการณ์พิพาททวีความซับซ้อนยิ่งขึ้น

มิติธรรมาภิบาล (Governance) ในระดับประเทศ การเมืองไทยยังคงอยู่ในวงจรของการแบ่งขั้วที่ชัดเจนระหว่างกลุ่มที่มีแนวคิดอนุรักษ์นิยม (มักถูกจัดเป็นฝ่ายขวาในบริบทของโครงสร้างอำนาจดั้งเดิม) กับกลุ่มที่มีแนวคิดเสรีนิยม (มักถูกจัดเป็นฝ่ายซ้ายในบริบทการเปลี่ยนแปลง) โดยผลกระทบที่สำคัญ คือ ความไร้เสถียรภาพและความต่อเนื่องทางนโยบาย สำทับด้วยวิกฤตที่เกิดจากการแทรกแซงองค์กรอิสระ ซึ่งแทนที่จะใช้เป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ กลับถูกใช้เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับขั้วอำนาจใดขั้วอำนาจหนึ่ง อันนำไปสู่การขาดความเชื่อมั่นต่อระบบ ประชาชนและผู้ลงทุนต่างชาติจะขาดความเชื่อมั่นต่อความโปร่งใสและความเป็นกลางของกระบวนการ และต่อระบบการเลือกตั้ง นอกจากนี้ การเผชิญหน้าทางการเมือง ยังทำให้เกิดภาวะชะงักงันในการออกกฎหมายและการปฏิรูปที่สำคัญต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในระดับกิจการ (Corporate Governance) ประเด็นการฉ้อโกงในตลาดทุน เป็น "Red Flag" ที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนในวงกว้าง ทั้งการปั่นหุ้น การทำธุรกรรมอำพราง การเปิดเผยข้อมูลเท็จ การซื้อขายโดยใช้ข้อมูลภายใน การหลอกลงทุนในรูปแบบต่าง ๆ เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ตลาดทุนไทยถูกมองว่ามีความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาล และการบังคับใช้กฎหมายที่ล่าช้า ผู้ลงทุนต่างชาติอาจลังเลที่จะเข้ามาลงทุน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพคล่องและการพัฒนาเศรษฐกิจ

การที่ผู้กระทำผิดสามารถหลบเลี่ยงหรือใช้ช่องว่างทางกฎหมายได้ นับเป็นความเสี่ยงต่อความยั่งยืน ที่แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการยกระดับกลไกของหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องให้ทันต่อรูปแบบการฉ้อโกงที่ซับซ้อนมากขึ้น

ทั้งสามปัจจัย "Red Flags" ข้างต้น มิได้แยกจากกัน แต่ส่งผลกระทบซึ่งกันและกัน (Dependencies) โดยความไม่แน่นอนทางการเมือง (Governance) ทำให้การออกกฎหมายและงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม (Environmental) และการปราบปรามอาชญากรรม (Social) เป็นไปได้ยาก ขณะที่ความเสียหายทางเศรษฐกิจ (Economic) จากภัยพิบัติทางธรรมชาติ (Environmental) และการฉ้อโกง (Governance) จะเพิ่มความเหลื่อมล้ำและความปกติสุขของสังคม (Social)

ประเทศไทยในปี ค.ศ. 2026 จำเป็นต้องมีผู้รับผิดชอบและทำหน้าที่ในการดำเนินการที่เด็ดขาดและจริงจัง โดยในด้านสิ่งแวดล้อม ต้องมีการลงทุนในการบริหารจัดการน้ำและโครงสร้างพื้นฐานป้องกันภัยพิบัติในระยะยาว โดยคำนึงถึงข้อมูลสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ในด้านสังคม ต้องดำเนินการปราบปรามทุนเทา และอาชญากรรมไซเบอร์อย่างจริงจังด้วยการยกระดับเทคโนโลยีและการประสานงานข้ามประเทศ พร้อมเสริมสร้างความรู้ด้านดิจิทัลให้กับประชาชน ในด้านธรรมาภิบาล ต้องสร้างให้เกิดกลไกที่ทำให้องค์กรอิสระเป็นกลางและโปร่งใสอย่างแท้จริง และเสริมสร้างความเข้มแข็งในการบังคับใช้กฎหมายในตลาดทุน

หากสามารถพลิกวิกฤตเหล่านี้ให้เป็นโอกาสในการปฏิรูปโครงสร้าง จะช่วยให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ปี ค.ศ. 2026 พร้อมกับรากฐานความยั่งยืนที่แข็งแกร่งขึ้น


จากบทความ 'ESG Sauce' ใน The Story Thailand External Link [Archived]

Saturday, October 18, 2025

วิธีการสร้างผลตอบแทนจากการปรับตัวทางภูมิอากาศ

ในครึ่งแรกของปี ค.ศ. 2025 โลกได้เผชิญกับความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากภัยทางสภาพภูมิอากาศไปแล้วกว่า 1.62 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ตัวเลขความเสียหายนี้ ตอกย้ำถึงผลกระทบอันรุนแรง ทั้งจากความเสียหายทางเศรษฐกิจในพื้นที่เสี่ยงสูง การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเอง และข้อจำกัดของการลงทุนเพื่อการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและการปรับตัวในอดีต

แม้ว่าการวิจัยทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับภัยทางกายภาพที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะมิใช่เรื่องใหม่ แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตลาดที่แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญที่เพิ่มขึ้นจากทั้งลูกค้าองค์กรและผู้บริโภคในการสร้างภาวะพร้อมผัน รวมทั้งการจัดการความเสี่ยงทางกายภาพที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสัญญาณจากตลาดเหล่านี้มีแนวโน้มจะทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ ตราบที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกยังคงเพิ่มสูงขึ้น

การเติบโตของการสร้างภาวะพร้อมผันทางภูมิอากาศ (Climate Resilience) ถูกนิยามว่าเป็นกระบวนการปรับตัวให้เข้ากับสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นจริงหรือที่คาดว่าจะเกิดขึ้น รวมถึงผลกระทบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งครอบคลุมการดำเนินการที่มนุษย์พึงทำเพื่อป้องกันหรือลดผลกระทบเชิงลบจากภัยทางสภาพภูมิอากาศ อาทิ การสร้างและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การปกป้องทรัพย์สิน การปรับปรุงการดำเนินงานของบริษัท และการเปลี่ยนแปลงกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการบริโภค ฯลฯ

ความต้องการเทคโนโลยีที่สนับสนุนการสร้างภาวะพร้อมผันทางภูมิอากาศ สามารถสร้างโอกาสการลงทุนในภาคเอกชนที่มีมูลค่าสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี ค.ศ. 2030 ซึ่งไม่เพียงแต่ถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยด้านสภาพภูมิอากาศ แต่ยังรวมถึงปัจจัยด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจเชิงสังคม ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ความกังวลด้านความเสี่ยงและการปรับตัวในวงกว้าง ความเต็มใจจ่ายของลูกค้ากลุ่มต่าง ๆ เพื่อการปรับตัว ชุดปัจจัยผลักดันดังกล่าว ได้สร้างโอกาสที่น่าดึงดูดต่อนักลงทุนหลายประเภท และการระดมทุนของภาคเอกชนในเทคโนโลยีเหล่านี้ จะช่วยเสริมสร้างภาวะพร้อมผันทางภูมิอากาศโดยรวมของโลก

แม้จะมีโอกาสมหาศาล แต่การระดมทุนของภาคเอกชนในเรื่องดังกล่าวยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น โดยที่ผ่านมา องค์กรที่ได้รับทุนจากภาครัฐและสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาเป็นผู้ลงทุนกว่า 85% ของเงินทุนที่จัดสรรสำหรับการปรับตัวทางภูมิอากาศ มีเพียง 11% ที่เป็นเงินทุนจากภาคเอกชน ซึ่งประกอบด้วย ธนาคาร (5.7%) กองทุนส่วนบุคคล (3.6%) และผู้ลงทุนภาคองค์กร (1.5%) ตามลำดับ

โดยจากตัวเลขในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2568 มีกองทุนไม่ถึง 120 แห่ง ที่มีการระดมทุนเพื่อลงทุนในการปรับตัวทางภูมิอากาศโดยเฉพาะ รวมกันไม่ถึง 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ เงินทุนกว่า 6.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้ถูกระดมสำหรับการลดคาร์บอนและการลงทุนด้านความยั่งยืนในวงกว้าง จากกองทุนส่วนบุคคลกว่า 1,300 กองทุน

ในเอกสารที่เผยแพร่โดย McKinsey ชื่อว่า Climate resilience technology: An inflection point for new investment เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2568 ได้เสนอวิธีการปลดล็อกเงินทุนภาคเอกชน เพื่อสนับสนุนการขยายขนาดของตลาดทุนสำหรับการปรับตัวทางภูมิอากาศ ใน 3 ประการสำคัญ ประกอบด้วย

1. การสร้างผลตอบแทนจากการปรับตัวทางภูมิอากาศ (Return on Resilience - RoR)
ผู้ลงทุนต้องสามารถกำหนดตัวเลขมูลค่าความเสี่ยงจากภัยทางสภาพภูมิอากาศ ภายใต้ชุดฉากทัศน์สำหรับทรัพย์สินหรือพอร์ตการลงทุน (เช่น การประเมินความเสียหายของทรัพย์สินจากการหยุดชะงักทางธุรกิจตามระดับของวาตภัยหรืออุทกภัยที่แตกต่างกัน) จากนั้น ทำการระบุและจัดลำดับความสำคัญของมาตรการปรับตัวที่มีประสิทธิผลสูงสุดตามหลักเทคนิคและความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ (เช่น การสร้างแนวกั้นน้ำท่วม การยกอุปกรณ์หรือสิ่งปลูกสร้างที่สำคัญขึ้นที่สูง) ด้วยความสามารถในการระบุตัวเลขมูลค่าเสี่ยงภัยที่ลดได้ (ผลตอบแทน) และตัวเลขค่าใช้จ่ายในมาตรการปรับตัว (การลงทุน) ที่แม่นยำ จะสามารถจำลองผลตอบแทนสุทธิจากการปรับตัว (Net RoR) ตามการประเมินภายใต้สมมุติฐานเงื่อนเวลาและระดับความรุนแรงของภัยทางสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างกัน

ทั้งนี้ การระบุตัวเลขมูลค่าพึงได้และการประมาณค่าผลตอบแทนทางการเงินจากการนำเทคโนโลยีการปรับตัวทางภูมิอากาศไปใช้งาน จะเป็นรากฐานสำหรับการสร้างกรณีศึกษาทางธุรกิจที่เป็นรูปธรรม และเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงอุปสงค์ที่ชัดเจนสำหรับเทคโนโลยีการปรับตัวทางภูมิอากาศ

2. การสร้างสิ่งจูงใจเชิงโครงสร้างสำหรับการลงทุนเพื่อการปรับตัวทางภูมิอากาศ (Structural Incentives)
การจัดหาเงินทุนเพื่อการปรับตัวทางภูมิอากาศ จำเป็นต้องก้าวข้ามจากการบรรเทาภัยพิบัติเชิงรับ สู่กลไกเชิงรุกที่ให้คุณแก่การลดความเสี่ยงก่อนที่จะเกิดความสูญเสียขึ้น เช่น นวัตกรรมด้านประกันภัยที่มีการพัฒนารูปแบบกรมธรรม์พ่วงสิ่งจูงใจทางตรงเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยง นอกเหนือจากการชดเชยหลังเกิดความเสียหาย ซึ่งนำไปสู่ผลลัพธ์สองระดับ (Dual Payoff) คือ ผู้ถือกรมธรรม์ลดทั้งความเสี่ยงต่อความสูญเสียและเบี้ยประกันในอนาคต ในขณะที่บริษัทประกันลดค่าใช้จ่ายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน หรือนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เชื่อมโยงกับการปรับตัวทางภูมิอากาศ โดยใช้การระดมทุนเพื่อป้องกันหรือลดความเสี่ยงทางสภาพภูมิอากาศ และมีการจ่ายผลตอบแทนตามผลลัพธ์การดำเนินงานการปรับตัวทางภูมิอากาศ

การเงินเพื่อการปรับตัวทางภูมิอากาศ กำลังก้าวขึ้นมาเป็นสินทรัพย์ประเภทใหม่ ที่มีศักยภาพในการขยายขนาดอย่างมาก เมื่อสิ่งจูงใจเหล่านี้ ถูกรวมเข้ากับการทำธุรกรรมทางการเงิน ผู้ลงทุนจะสามารถก้าวผ่านการมุ่งเน้นที่การวัดความเสี่ยงและการให้เงินทุนแบบตั้งรับเพื่อฟื้นฟูภัยพิบัติ ไปสู่การให้เงินทุนเชิงรุกสำหรับกิจกรรมการปรับตัวทางภูมิอากาศที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดแก่สินทรัพย์ พอร์ตการลงทุน หรือแก่ชุมชนโดยรวม

3. การสร้างสมรรถภาพและแหล่งรวมเงินทุนเฉพาะกิจทางภูมิอากาศ (Capital Pools)
การปลดล็อกศักยภาพทางการเงินเพื่อการปรับตัวทางภูมิอากาศอย่างเต็มที่ ไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงเครื่องมือเชิงนวัตกรรม แต่ยังรวมถึงสมรรถภาพและแหล่งรวมเงินทุนเฉพาะทางที่สามารถขยายผลในวงกว้าง โดยผู้ลงทุนต้องพัฒนาความสามารถใหม่ เช่น การผนวกแบบจำลองความเสี่ยงทางสภาพภูมิอากาศและการคาดการณ์ผลตอบแทนจากการปรับตัวเข้ากับกระบวนการประเมินความเสี่ยงก่อนการลงทุน ภายใต้บริบทของความไม่แน่นอนจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและมูลค่าที่คาดหวังจากความสูญเสียที่หลีกเลี่ยงได้ ซึ่งถือเป็นโอกาสในการสร้างแหล่งรวมเงินทุนที่ตอบโจทย์ความมุ่งประสงค์ด้านการลงทุนเพื่อการปรับตัวทางภูมิอากาศ ตามสมรรถภาพ ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และในกรอบเวลาที่เหมาะสม

นอกจากนี้ การทำงานร่วมกันระหว่างสถาบันการเงิน รัฐบาล และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค ยังเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อเอาชนะอุปสรรคในวงกว้าง เช่น ช่องว่างข้อมูลในตัววัดผลการปรับตัวทางภูมิอากาศ การถกเถียงถึงความแม่นยำในฉากทัศน์ของภัยทางสภาพภูมิอากาศ การขาดกรอบมาตรฐานในการประเมินความสูญเสียที่หลีกเลี่ยงได้ และความซับซ้อนในการจัดแถวผู้รับผลประโยชน์หลายฝ่ายเพื่อแบ่งสันปันส่วนมูลค่าที่ต้องชดใช้ อันเป็นความท้าทายที่คุ้มค่าความพยายามในการหาทางออกเพื่อนำมาซึ่งมูลค่าพึงได้แก่สังคม ระบบเศรษฐกิจ และแก่ผืนโลก

ด้วยการผนวกผลตอบแทนจากการปรับตัวทางภูมิอากาศเข้ากับกระบวนการลงทุน และการสร้างสมรรถภาพใหม่ที่ตลาดต้องการ จะช่วยให้ตลาดทุนสามารถเคลื่อนจากการนำร่องไปสู่การสร้างสินทรัพย์ประเภทใหม่ที่ขยายขนาดได้ ซึ่งมิใช่เป็นเพียงการสร้างแหล่งรวมคุณค่าใหม่สำหรับผู้ลงทุน แต่ยังช่วยฝังตรึงภาวะพร้อมผันทางภูมิอากาศให้กลายเป็นแกนกลางการสร้างคุณค่าระยะยาวสำหรับกิจการ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ อุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐาน และภาครัฐ

แม้จะมีคำถามว่าโลกจะสามารถปรับตัวเข้ากับความเสี่ยงทางสภาพภูมิอากาศที่กำลังจะมาถึงได้อย่างเต็มที่หรือไม่ แต่โอกาสสำหรับผู้ลงทุนที่ใส่ใจการปรับตัวทางภูมิอากาศก็ปรากฏขึ้นแล้วในวันนี้ ตลาดจะยังขยายตัวต่อไปตราบที่ขนาดและความหลีกเลี่ยงไม่ได้ของความเสี่ยงทางสภาพภูมิอากาศยิ่งชัดเจนและเร่งด่วนมากขึ้น อันนำมาซึ่งโอกาสสำหรับผู้บุกเบิกในการส่งมอบผลตอบแทนพร้อมกับการช่วยจัดการกับความเปราะบางของโลกต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เพิ่มขึ้น


จากบทความ 'ESG Sauce' ใน The Story Thailand External Link [Archived]

Saturday, May 31, 2025

ก้าวสู่ปีที่ 11 กับการประมวลทำเนียบหุ้น ESG100

นับตั้งแต่ที่สถาบันไทยพัฒน์บุกเบิกการพัฒนาฐานข้อมูลความยั่งยืนของธุรกิจ และเป็นผู้ริเริ่มการประเมินข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) ของบริษัทจดทะเบียนในปี ค.ศ. 2015 ได้ทำการประมวลรายชื่อหลักทรัพย์จดทะเบียนที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้าน ESG จำนวน 100 บริษัท หรือที่เรียกว่า กลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 ซึ่งถือเป็นการจัดระดับหลักทรัพย์ด้านการพัฒนาความยั่งยืนของธุรกิจครั้งแรกในประเทศไทย


หน่วยงาน ESG Rating ของสถาบันไทยพัฒน์ ได้ดำเนินการประเมินข้อมูลด้านความยั่งยืนของหลักทรัพย์จดทะเบียนต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 11 ในปีนี้ ด้วยการคัดเลือกจาก 567 หลักทรัพย์ในปีแรก เพิ่มจำนวนมาเป็น 921 หลักทรัพย์ในปีนี้ โดยใช้ข้อมูลที่เกี่ยวกับ ESG จาก 6 แหล่ง จำนวนกว่า 17,056 จุดข้อมูล ตามที่บริษัทผู้ออกหลักทรัพย์เผยแพร่ไว้ต่อสาธารณะ โดยไม่ใช้แบบสำรวจข้อมูลหรือแบบสอบถามใด ๆ เพิ่มเติม นับตั้งแต่ปีแรกเริ่มที่ดำเนินการจวบจนในปัจจุบัน

โดยประโยชน์ที่บริษัทได้รับจากการประเมินหลักทรัพย์ ESG100 ประการแรก ได้แก่ การที่บริษัทจะได้รับทราบสถานะการดำเนินงานด้าน ESG ในปัจจุบันของกิจการ ด้วยชุดตัวชี้วัดด้าน ESG ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล และเป็นการประเมินอย่างอิสระโดยหน่วยงานภายนอก โดยใช้เกณฑ์และหลักการที่อ้างอิงตามแนวทางการประเมินและมาตรฐานการรายงานสากล อาทิ WFE, GRI, IFRS, UN PRI

ประการที่สอง เนื่องจากการประเมินหลักทรัพย์ ESG100 คำนึงถึงประเด็น ESG ที่มีนัยสำคัญตามบริบทของแต่ละอุตสาหกรรม และต้องเชื่อมโยงสัมพันธ์กับธุรกิจแกนหลัก (Core Business) ขององค์กร นอกเหนือจากประเด็น ESG พื้นฐาน ทำให้บริษัทสามารถนำผลการประเมินในรูปแบบของรายงานวิเคราะห์เชิงลึก ไปใช้เป็นข้อมูลสำหรับการวางแผนพัฒนาปรับปรุงเพื่อยกระดับการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับ ESG ได้อย่างตรงจุด สอดคล้องกับบริบทเฉพาะองค์กร (Company-specific) และบริบทเฉพาะอุตสาหกรรม (Industry-specific) ควบคู่ไปพร้อมกัน

ประการที่สาม ด้วยเหตุที่การประเมินหลักทรัพย์ ESG100 ใช้ข้อมูลที่บริษัทเปิดเผยต่อสาธารณะตามช่องทางที่บริษัทเผยแพร่เป็นปกติ ทำให้ไม่เป็นภาระแก่บริษัทในการจัดเตรียมข้อมูลสำหรับการประเมินเพิ่มเติม ขณะเดียวกัน ก็เป็นการกระตุ้นให้บริษัทพัฒนาการเปิดเผยข้อมูล ESG ต่อสาธารณะ ในรูปแบบรายงานความยั่งยืน หรือในแบบ 56-1 (One Report) เพื่อให้มีข้อมูลที่สมบูรณ์และเพียงพอต่อการประเมิน ESG100 อันจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียอื่นที่สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูล ESG ดังกล่าวด้วย

โดยการคัดเลือกหลักทรัพย์เข้าใหม่ในทำเนียบ ESG100 ในปีนี้ พิจารณาจากข้อมูลการดำเนินงานที่สะท้อนปัจจัยด้าน ESG ตามที่บริษัทเปิดเผยต่อสาธารณะ และผ่านเกณฑ์คัดกรองเบื้องต้นที่ใช้ในการประเมินหลักทรัพย์ ESG100 ของสถาบันไทยพัฒน์ โดยมีกระบวนการประเมินที่เป็นไปตามหลักการใน ESG Code of Conduct ของสมาคมตลาดทุนระหว่างประเทศ (ICMA)

สำหรับหลักทรัพย์ซึ่งได้เข้าอยู่ในทำเนียบ ESG100 เป็นครั้งแรกในปีนี้ มีจำนวน 13 หลักทรัพย์ ประกอบด้วย AKR BKGI MPJ NAM NEO OKJ PCC PCE PMC PRM PSP TEGH TFM

ในปีนี้ สถาบันไทยพัฒน์ยังได้คัดเลือกและจัดทำรายชื่อหลักทรัพย์ที่มีผลประกอบการพลิกฟื้นกลุ่ม ESG Turnaround เพื่อเป็นทางเลือกเพิ่มเติมสำหรับการลงทุนที่คำนึงถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ด้วยโอกาสการสร้างผลตอบแทนจากหลักทรัพย์ที่กำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัวและมีปัจจัย ESG สนับสนุน

สำหรับหลักทรัพย์กลุ่ม ESG Turnaround ประกอบด้วย BAFS BTS BWG CPF EGCO SNC STA TFG TU VGI รวมจำนวน 10 หลักทรัพย์

โดยการพิจารณาคัดเลือกหลักทรัพย์ที่มีผลประกอบการพลิกฟื้นกลุ่ม ESG Turnaround ในปีนี้ เป็นปีที่สามของการจัดทำรายชื่อบริษัทที่มี ESG ซึ่งได้ตามเกณฑ์ในรอบปีการประเมิน แต่ยังมีผลประกอบการติดลบหรือต่ำกว่าตลาด โดยมีสัญญาณการพลิกฟื้นและโอกาสในการไต่ระดับขึ้นของราคาหลักทรัพย์ จากการฟื้นตัวของตลาด และศักยภาพในธุรกิจแกนหลัก ของกิจการที่มี ESG เป็นปัจจัยสนับสนุน

ทั้งนี้ หลักทรัพย์กลุ่ม ESG100 ที่ได้รับคัดเลือกในปีนี้ จะใช้เป็นข้อมูลนำเข้าในการปรับหลักทรัพย์ที่เป็นองค์ประกอบของ Thaipat ESG Index ประจำปี สำหรับใช้เป็นดัชนีเปรียบเทียบผลตอบแทนจากการลงทุน และใช้เป็นดัชนีอ้างอิงสำหรับการลงทุน โดยมี S&P Dow Jones เป็นผู้คำนวณและเผยแพร่ข้อมูลดัชนี ผ่านหน้าจอ Bloomberg และ Reuters ให้แก่ผู้ลงทุนทั่วโลก

ผู้ลงทุนที่สนใจศึกษาข้อมูลกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 ประจำปี ค.ศ. 2015 - 2024 สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://thaipat.esgrating.com


หมายเหตุ: การนำเสนอข้อมูลกลุ่มหลักทรัพย์จดทะเบียน ESG100 รวมถึงข้อมูลอื่นๆ ที่สถาบันไทยพัฒน์เป็นผู้ประเมิน เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้เป็นข้อมูลเท่านั้น ไม่ถือว่าเป็นคำแนะนำในการลงทุน หรือการเสนอซื้อเสนอขายใดๆ ทั้งสิ้น


จากบทความ 'ESG Sauce' ใน The Story Thailand External Link [Archived]