Saturday, February 21, 2026

Triple Dividend: เครื่องมือสมัยใหม่สำหรับธุรกิจยั่งยืน

เหตุผลหลักในการลงทุนเพื่อเสริมสร้างความพร้อมผันและการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ผ่านมา มักเน้นไปที่การลดความเสี่ยงและลดต้นทุนที่เกิดจากภาวะวิกฤตด้านภูมิอากาศ และด้านอื่น ๆ เพื่อปกป้องกระบวนการทางเศรษฐกิจและสังคม ทรัพย์สิน ตลอดจนสวัสดิภาพของพลเมือง อย่างไรก็ตาม การลงทุนเหล่านี้เริ่มถูกมองว่าเป็นโอกาสในการพัฒนาที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ในปัจจุบัน

แนวทาง "การปันผลสามประโยชน์ของความพร้อมผัน" (Triple Dividend of Resilience หรือ TDR) ได้จำแนกและรวบรวมมูลค่าที่แตกต่างกันสามส่วน ประกอบด้วย การหลีกเลี่ยงความสูญเสีย (ปันผลส่วนที่หนึ่ง) การก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือการพัฒนา (ปันผลส่วนที่สอง) และผลประโยชน์ทางสังคมและสิ่งแวดล้อม (ปันผลส่วนที่สาม) ซึ่งใช้ประเมินความคุ้มค่าในการลงทุนทางธุรกิจ แนวทางนี้ใช้กรอบการวิเคราะห์ต้นทุน-ผลประโยชน์ และเหมาะสำหรับการวิเคราะห์ศักยภาพในการปรับตัวที่ครอบคลุมทุกระดับ ตั้งแต่โครงการ แผนงาน ไปจนถึงการปฏิรูปนโยบาย


แนวคิดเรื่องการปันผลประโยชน์สามส่วนนี้มิได้เป็นเรื่องที่ซับซ้อน โดยมองว่าโครงการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศมีผลประโยชน์ที่ไม่จำกัดเพียงการหลีกเลี่ยงความสูญเสีย ซึ่งเป็นความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดังนั้น การวิเคราะห์ต้นทุน-ผลประโยชน์ของโครงการเหล่านี้ จึงควรให้ค่ากับประโยชน์เพิ่มเติมด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่าภัยคุกคามทางภูมิอากาศนั้นจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ก็ตาม

ปันผลส่วนแรกของการสร้างความพร้อมผัน คือ การรักษาชีวิตและหลีกเลี่ยงความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเหตุผลพื้นฐานและแรงจูงใจร่วมสำหรับการลงทุนด้านการปรับตัวและความพร้อมผัน อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนว่าผลกระทบทางภูมิอากาศจะเกิดขึ้นเมื่อใดหรือจะเกิดขึ้นหรือไม่ อาจทำให้การตัดสินใจลงทุนกรณีนี้ขาดแรงดึงดูด ดังนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องพิจารณาประโยชน์ด้านอื่น ๆ ที่จับต้องได้ทันทีจากการปันผลส่วนที่สองและสาม ซึ่งได้ประโยชน์แม้ในช่วงที่ไม่มีภาวะวิกฤต

ปันผลส่วนที่สองของการสร้างความพร้อมผัน เกี่ยวข้องกับประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ถูกกระตุ้นจากการลงทุนด้านการปรับตัว ไม่ว่าผลกระทบทางภูมิอากาศจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ก็ตาม การลดและจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ดีขึ้น จะช่วยให้ครัวเรือน กิจการห้างร้าน และรัฐบาล ตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์ สร้างงาน และเพิ่มมูลค่าที่ดินและทรัพย์สิน ฯลฯ ต้นทุนของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่น ค่าประกันภัย การป้องกันน้ำท่วม หรือระบบสำรองพลังงาน จะลดลงจากการลงทุนด้านการปรับตัว ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการลงทุนและเพิ่มผลผลิตทางเศรษฐกิจให้สูงขึ้น ปันผลส่วนที่สองนี้ ประกอบด้วย การเปลี่ยนแปลงในกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งหมายความว่ามูลค่าที่เป็นตัวเงินขององค์ประกอบต่าง ๆ สามารถประมาณการได้โดยใช้ราคาตลาด

ปันผลส่วนที่สามของการสร้างความพร้อมผัน เกี่ยวข้องกับประโยชน์เพิ่มเติมทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ได้รับจากการดำเนินโครงการ เช่น คันกั้นน้ำท่วมที่ใช้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจและสิ่งอำนวยความสะดวก พื้นที่ชุ่มน้ำป้องกันน้ำท่วมที่ให้ประโยชน์ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ที่หลบภัยพายุที่ใช้งานเป็นลานกิจกรรมสำหรับชุมชน หรือการเสริมสร้างความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจและสังคมในย่านต่าง ๆ ที่ปลอดจากผลกระทบของเกาะความร้อนในเมือง (ปรากฏการณ์ที่พื้นที่ใจกลางเมืองมีอุณหภูมิสูงกว่าพื้นที่รอบนอกอย่างมีนัยสำคัญ) ปันผลส่วนที่สามนี้ ต่างจากส่วนแรกและส่วนที่สอง ตรงที่ถูกเรียกว่า "ผลกระทบภายนอก" (Externalities) เนื่องจากมักไม่ได้ถูกประเมินมูลค่าในทางเศรษฐกิจ แต่จะประเมินผ่านเทคนิคต่าง ๆ เช่น การประเมินมูลค่าความพึงพอใจ (Contingent Valuation) หรือการกำหนดราคาตามความรู้สึก (Hedonic Pricing)

ที่สำคัญ การประมาณการปันผลครบทั้งสามส่วน จะช่วยให้เห็นถึงผลดีที่เกิดขึ้น แม้ภัยพิบัติทางภูมิอากาศจะมิได้เกิดขึ้น การละเลยปันผลส่วนที่สองและสามนี้ หมายถึง การมองข้ามประโยชน์ที่เกี่ยวเนื่องกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจ การสร้างงาน การท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น คุณภาพอากาศและน้ำ ผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ดีขึ้น โอกาสด้านนันทนาการ ความหลากหลายของสายพันธุ์และพืชคลุมดิน โอกาสทางการศึกษา การประหยัดพลังงาน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการเสริมสร้างความเท่าเทียมทางสังคม ซึ่งประโยชน์เหล่านี้ มักจะมีมูลค่าเท่ากับหรือสูงกว่ามูลค่าของความสูญเสียที่หลีกเลี่ยงได้

จากผลการศึกษาโดยสถาบันทรัพยากรโลก (WRI) ในงานที่ชื่อว่า 'Strengthening the investment case for climate adaptation: A triple dividend approach' ได้นำเสนอหลักฐานที่หนักแน่นว่า การสนับสนุนเงินทุนสำหรับการปรับตัวและความพร้อมผัน ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องเร่งด่วน แต่ยังเป็นทางเลือกในการลงทุนเพื่อการพัฒนาที่ชาญฉลาดในปัจจุบัน

ในการศึกษาดังกล่าว ได้ทำการวิเคราะห์การลงทุนด้านการปรับตัวและความพร้อมผันจำนวน 320 รายการ ใน 12 ประเทศ คิดเป็นมูลค่ารวม 1.33 แสนล้านดอลลาร์ และพบว่า ทุก ๆ 1 ดอลลาร์ ที่ลงทุนในการปรับตัวและความพร้อมผัน จะสร้างผลประโยชน์ได้มากกว่า 10 ดอลลาร์ ภายในระยะเวลา 10 ปี ซึ่งหมายถึง ผลตอบแทนที่อาจสูงถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ โดยมีอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 27%

มีตัวอย่างในบางภาคส่วนที่มีผลตอบแทนสูงยิ่งกว่านั้น เช่น การลงทุนในภาคสาธารณสุขถูกคาดการณ์ว่าจะให้ผลตอบแทนสูงกว่า 78% โดยมีแรงขับเคลื่อนจากประโยชน์มหาศาลในการปกป้องชีวิตผู้คนจากผลกระทบทางภูมิอากาศ อาทิ โรคลมแดด มาลาเรีย และไข้เลือดออก ส่วนการลงทุนในการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ อาทิ ระบบเตือนภัยล่วงหน้า ก็แสดงให้เห็นถึงผลตอบแทนที่สูงเป็นพิเศษจากการรักษาชีวิตและโครงสร้างพื้นฐาน

การศึกษานี้จำกัดความการลงทุนเพื่อการปรับตัวว่าเป็นโครงการที่มุ่งเน้นการลดหรือจัดการความเสี่ยงทางกายภาพจากสภาพภูมิอากาศ เช่น เกษตรอัจฉริยะทางภูมิอากาศ การขยายบริการสาธารณสุข และการป้องกันน้ำท่วมเมือง อย่างไรก็ตาม ในหลายกรณี พบว่าผลประโยชน์ด้านการพัฒนาและที่สังคมได้รับนั้น มีมูลค่าเทียบเท่าหรือสูงกว่าความสูญเสียที่หลีกเลี่ยงได้จากผลกระทบทางภูมิอากาศ

WRI ประเมินโครงการโดยอิงจากผลตอบแทนหลักสามส่วน ได้แก่ การหลีกเลี่ยงความสูญเสียจากภัยพิบัติทางภูมิอากาศ ประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ได้รับการกระตุ้น เช่น การสร้างงาน และการผลิตพืชผลที่เพิ่มขึ้น และผลประโยชน์ทางสังคมและสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง เช่น ระบบสาธารณสุขที่ดีขึ้น ความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉลี่ยแล้ว ผลประโยชน์มีการกระจายตัวค่อนข้างสม่ำเสมอในทั้งสามส่วน ทว่ามีเพียง 8% ของการประเมินการลงทุนที่มีประมาณการมูลค่าเป็นตัวเงินของผลประโยชน์ครบทั้งสามส่วน ซึ่งบ่งชี้ว่าในการประเมินทางเศรษฐกิจของการลงทุนเพื่อการปรับตัวส่วนใหญ่ มีการประเมินอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงต่ำกว่าความเป็นจริงมาก

แม้ว่าการลงทุนเพื่อการปรับตัวโดยดั้งเดิม จะเน้นที่การลดความเปราะบางทางภูมิอากาศและการเสริมสร้างความพร้อมผัน แต่ผลการศึกษาพบว่า กว่า 50% ของผลประโยชน์ที่ได้รับ ถูกระบุไว้ แม้ว่าจะไม่มีภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับภูมิอากาศเกิดขึ้นเลยก็ตาม

โครงสร้างพื้นฐานที่สร้างขึ้นเพื่อรับมือกับเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วอาจมอบคุณค่าได้ตลอดทั้งปี เช่น ระบบชลประทานสามารถรองรับรูปแบบการปลูกพืชที่หลากหลาย และศูนย์อพยพอาจปรับใช้เป็นศูนย์กิจกรรมชุมชนได้ ในขณะที่การแก้ไขปัญหาด้วยวิธีทางธรรมชาติ เช่น การปกป้องลุ่มน้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำ และชายฝั่ง มักจะให้ประโยชน์เพิ่มเติมด้านนิเวศวิทยาและนันทนาการได้ด้วย

ผลการวิจัยเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าการลงทุนในการปรับตัวมิได้เป็นเพียงมาตรการป้องกันเท่านั้น แต่ยังช่วยขับเคลื่อนภารกิจที่มีลำดับความสำคัญของการพัฒนาในระดับประเทศ และเป็นไปตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนอีกด้วย

นอกจากนี้ เกือบครึ่งหนึ่งของการลงทุนด้านการปรับตัวที่นำมาวิเคราะห์ ถูกตั้งเป้าว่าจะช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการปรับตัวและการบรรเทาผลกระทบสามารถดำเนินไปในแบบคู่ขนาน การซ้อนเหลื่อมกันนี้ได้เปิดทางสำหรับการระดมเม็ดเงินด้านภูมิอากาศในบริบทของการลงทุนสีเขียว

ตัวอย่างที่เด่นชัดของสถานการณ์ที่ได้ประโยชน์ในแบบคู่ขนาน พบในภาคพลังงาน ภาคป่าไม้ ภาคขนส่ง ภาคเมือง และภาคการเกษตร หลายโครงการใช้การแก้ไขปัญหาด้วยวิธีทางธรรมชาติที่ช่วยกักเก็บคาร์บอนและมอบคุณประโยชน์ทางนิเวศวิทยา เช่น การปลูกต้นไม้ในเมืองเพื่อลดความร้อน หรือการสร้างความมั่นคงให้พื้นที่ลาดชันเพื่อลดการกัดเซาะดิน

จากข้อค้นพบเหล่านี้ WRI แนะนำให้ภาครัฐพิจารณาการปรับตัวในฐานะฟันเฟืองขับเคลื่อนโอกาสทางเศรษฐกิจ และบูรณาการเรื่องความพร้อมผันเข้ากับยุทธศาสตร์การพัฒนาระดับชาติอย่างเต็มตัว นอกจากนี้ รายงานยังเรียกร้องให้มีแนวทางมาตรฐานในการวัดผลและรายงานผลลัพธ์ของการปรับตัว ในทางที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการเปรียบเทียบ ความโปร่งใส และความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ของการลงทุน

แนวทางการปันผลสามประโยชน์ของความพร้อมผัน ยังสามารถใช้เป็นข้อมูลสำหรับการลงทุนของภาคเอกชนในการปรับตัว โดยช่วยกำหนดมาตรฐานต้นทุน ผลประโยชน์ และตัวชี้วัดในระดับโครงการ ซึ่งทำได้โดยการใช้ข้อมูลระดับโครงการเพื่อเปรียบเทียบผลประโยชน์สุทธิแยกตามประเภทของปันผล กับต้นทุนโครงการที่ใช้เพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์เหล่านั้น

จะเห็นว่า สำหรับภาคธุรกิจ ความพร้อมผัน คือ กลไกในการสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขัน มิใช่เพียงการดำเนินงานเพื่อความยั่งยืน แต่เป็นกลยุทธ์ในการเพิ่มผลกำไรและลดความเสี่ยงในโลกปัจจุบันที่มีความไม่แน่นอนสูง


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Saturday, February 07, 2026

ธุรกิจต้องเร่งสร้างความพร้อมผัน (Resilience) ให้กิจการ

ธรรมชาติของการดำเนินธุรกิจกำลังเปลี่ยนโฉมหน้าไปจากเดิม ทั้งความซับซ้อน ความพัวพันเกี่ยวโยง และความเป็นพลวัตที่มากขึ้น ทุกกิจการกำลังเผชิญกับอนาคตที่มีความไม่แน่นอนยิ่งกว่าในยุคก่อน ธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับการปกป้องกิจการในปัจจุบัน ควบคู่ไปกับการสร้างความพร้อมผัน (Resilience) เพื่อวันพรุ่งนี้ จึงจะมีโอกาสอยู่รอด


ประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์ ระบบเศรษฐกิจ และสภาพแวดล้อม กำลังถูกท้าทายด้วยปัจจัยที่ไม่เคยมีมาก่อน ทั้งจากระเบียบโลกเดิมที่ถูกสั่นคลอนด้วยแนวคิดเอกภาคีนิยม (นโยบายที่กระทำฝ่ายเดียว โดยไม่คำนึงถึงความเห็นชอบ การสนับสนุน หรือผลกระทบต่อประเทศอื่น) และลัทธิคุ้มครองทางการค้าเพื่อปกป้องผลประโยชน์ตนฝ่ายเดียว อาชญากรรมทางไซเบอร์ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นพร้อมกับผลกระทบของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ รวมทั้งผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศที่อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกรวมสามปี (ค.ศ. 2023-2025) ได้เพิ่มสูงขึ้นอยู่ที่ 1.48 °C เกินกว่าระดับอุณหภูมิยุคก่อนอุตสาหกรรม และเป็นช่วงปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

สภาพแวดล้อมทางธุรกิจในปัจจุบันต้องการ “ภาวะพร้อมผัน” ซึ่งหมายถึง ความสามารถในการคาดการณ์ การตอบสนอง และการปรับตัวท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว

การสร้างความพร้อมผัน เริ่มต้นจากการทำความเข้าใจลักษณะของความพึ่งพา (Dependencies) ความเสี่ยง (Risks) และผลกระทบ (Impacts) ที่ธุรกิจอาจต้องเผชิญ

ภาวะพร้อมผัน เป็นความสามารถของระบบและส่วนประกอบต่างๆ ในการคาดการณ์ รับมือ ปรับตัว หรือฟื้นตัวจากผลกระทบของเหตุการณ์ที่เป็นภัยคุกคามได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ รวมถึงการสร้างหลักประกันในการรักษา การฟื้นฟู หรือการปรับปรุงโครงสร้างและหน้าที่พื้นฐานที่จำเป็นของระบบนั้น ๆ

ภาวะพร้อมผัน ยังรวมถึงการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน (Downside) และการเตรียมพร้อมเพื่อฉกฉวยโอกาสที่เกิดขึ้น (Upside)

ความผันผวนทางการเงินและภูมิรัฐศาสตร์ มีแนวโน้มที่จะยังคงอยู่ไปอีกนาน และอาจกลายเป็น "ความปกติใหม่" ในการดำเนินธุรกิจ ทำให้กิจการควรให้ความสำคัญกับทั้งมาตรการตั้งรับ และมาตรการเชิงรุก เพื่อปกป้องบริษัทในระยะสั้น และหาโอกาสในการปรับปรุงธุรกิจให้ดีขึ้นในระยะยาว

ทั้งนี้ การตัดสินใจของกิจการจะต้องมุ่งเน้นทั้งการเติบโตและผลิตภาพไปพร้อม ๆ กัน เพราะการเน้นผลิตภาพเพียงอย่างเดียวอาจช่วยให้ผ่านพ้นวิกฤตไปได้ แต่เมื่อวงรอบธุรกิจถัดไปมาถึง กิจการอาจถูกคู่แข่งทิ้งห่างทางกลยุทธ์โดยไม่ทันตั้งตัว

ภาวะพร้อมผัน เป็นเรื่องของความสามารถในการ "พลิกตัว" เมื่อกิจการต้องเผชิญกับความชะงักงัน เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นและเสริมความแข็งแกร่งสำหรับสิ่งที่รออยู่ข้างหน้า ซึ่งประกอบด้วย การบรรเทาผลกระทบ (Mitigation) การปรับตัว (Adaptation) และการเปลี่ยนผ่าน (Transition)

เริ่มต้นที่การรวบรวมข้อมูล ตั้งแต่โอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ และลักษณะของความพึ่งพา ความเสี่ยง และผลกระทบที่มีต่อบริษัท ซึ่งมิใช่เพียงการพยากรณ์ในทางใดทางหนึ่ง แต่เป็นการประเมินฉากทัศน์ที่เป็นไปได้หลายทาง พร้อมการทดสอบภาวะวิกฤต การวางระบบเตือนภัยล่วงหน้า และกระบวนการตัดสินใจของฝ่ายบริหารที่ชัดเจนต่อเหตุการณ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น เช่น ในห่วงโซ่อุปทาน ความชะงักงันแบบใดที่เป็นชนวนให้ต้องตัดสินใจ และความชัดเจนว่าจะเลือกตัดสินใจแบบใด

การบรรเทาผลกระทบจะเกิดขึ้นในระยะใกล้กับเหตุการณ์ โดยต้องพิจารณาเครื่องมือที่ใช้ในการรับมือ เช่น การบริหารค่าใช้จ่าย การปรับราคา หรือการปรับเปลี่ยนการดำเนินงาน ตามระดับความเสี่ยงและผลกระทบ อาทิ การประกาศขึ้นภาษีการค้า จำต้องมีการสั่งของล่วงหน้า (Front-loading) เพื่อสำรองสินค้าในราคาเดิมจากผู้ส่งมอบต่างประเทศ ส่วนการปรับตัวจะเกี่ยวข้องกับกระบวนการระยะกลาง เช่น การย้ายฐานการผลิต การเจรจาเงื่อนไขใหม่กับผู้ส่งมอบ หรือการทยอยปรับขึ้นราคาสินค้า ขณะที่การเปลี่ยนผ่านอาจต้องใช้การเปลี่ยนแปลงระยะยาว เพื่อเกลี่ยการส่งมอบให้ไม่ยึดติดกับผู้ส่งมอบแหล่งใดแหล่งหนึ่ง เปรียบเสมือนการสร้างกล้ามเนื้อองค์กรให้พร้อมต่อการรับแรงกระแทกจากภายนอก มีการจำลองสถานการณ์ทางธุรกิจตามฉากทัศน์ที่เป็นไปได้ และการเตรียมแผนปฏิบัติการเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ เป็นต้น

ข้อพิจารณาที่กิจการหมั่นตั้งคำถาม ได้แก่ ประการแรก ความรวดเร็วในการบรรเทาผลกระทบ ประการที่สอง ประสิทธิผลของการปรับตัวและผลลัพธ์ที่คาดหวัง และประการที่สาม ความยั่งยืนของการเปลี่ยนผ่าน เพราะสิ่งที่องค์กรต้องเรียนรู้ มิใช่เพียงการฝึกฝนเฉพาะหน้า แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีการบริหารองค์กร รวมทั้งการสื่อสารกับลูกค้าและพันธมิตรทางการค้าอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ กรรมการบริษัทมีบทบาทสำคัญในการช่วยเสริมสร้างความพร้อมผันของกิจการที่กำกับดูแล ด้วยการเสนอให้มีการทดสอบภาวะวิกฤตเพื่อดูว่าบริษัทมีการเตรียมพร้อมอย่างไร ทั้งในแง่ของการลดต้นทุนและความรวดเร็วในการดำเนินการ รวมถึงการวิเคราะห์ฉากทัศน์ต่าง ๆ ตลอดจนการตรวจสอบโครงสร้างต้นทุน เพื่อทำความเข้าใจผลกระทบจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ให้ดีขึ้น เช่น การประเมินความแข็งแกร่งของการดำเนินงานในกรณีที่ถูกโจมตีทางไซเบอร์

เพื่อให้ตอบโจทย์ความพร้อมผันของกิจการอย่างรอบด้าน ธุรกิจควรคำนึงถึงทางเลือกในการตัดสินใจ นอกเหนือจากการตัดลดต้นทุน แต่มองถึงความเป็นไปได้ของการลงทุนแบบสวนกระแสในบางโอกาส เมื่อต้องเผชิญกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน และสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายได้อย่างราบรื่นในที่สุด


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Saturday, January 24, 2026

กลยุทธ์เพื่อสิ่งแวดล้อม ช่วยเพิ่มผลประกอบการหรือไม่

ความไม่สงบทางภูมิรัฐศาสตร์ การถอนตัวจากข้อตกลงด้านสิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกา และการผ่อนปรนกฎระเบียบในสหภาพยุโรป ได้เพิ่มระดับความท้าทายต่อการดำเนินงานด้านความยั่งยืนในภาพรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ธุรกิจชั้นนำระดับโลกในหลากหลายภูมิภาคและอุตสาหกรรม กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า การจัดการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สามารถส่งผลบวกต่อการประกอบการควบคู่ไปด้วยกัน โดยที่ไม่ต้องละทิ้งอย่างใดอย่างหนึ่ง

การเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม นับเป็นจุดตั้งต้นที่สำคัญต่อความก้าวหน้าทางสิ่งแวดล้อมและในทางการเงิน การสร้างกลยุทธ์ธุรกิจบนพื้นฐานของข้อมูลที่เปิดเผยตามจริง จะช่วยให้ธุรกิจมองเห็นความเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อมได้อย่างชัดเจน และสามารถที่จะระบุโอกาสในการเติบโตใหม่ ๆ อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

CDP องค์กรไม่แสวงหากำไร ผู้บุกเบิกการเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก และเป็นแหล่งรวมข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมของกิจการจำนวนกว่า 22,100 แห่ง ได้เปิดเผยผลการสำรวจการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Performance) ของกิจการขนาดใหญ่และนัยที่มีต่อผลประกอบการ (Financial Performance) ในรายงานที่มีชื่อว่า Corporate Health Check 2026 เมื่อกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา

การสำรวจใช้ข้อมูลในรอบปีการดำเนินงาน พ.ศ. 2568 จากกิจการจำนวน 10,397 แห่ง โดยทำการประเมินข้อมูลใน 4 หมวด ได้แก่ หมวดธรรมาภิบาล หมวดการพึ่งพา ผลกระทบ ความเสี่ยงและโอกาส หมวดการตั้งเป้าหมาย และหมวดการวางแผนเชิงกลยุทธ์ รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ ด้านภูมิอากาศ ด้านการจัดการป่าไม้ และด้านน้ำ

จากนั้น นำผลการประเมินการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม มาจัดระดับกิจการเป็น 4 ระดับ ประกอบด้วย ระดับที่ 1 เปิดเผยข้อมูล (Disclosure) ระดับที่ 2 รับรู้ (Awareness) ระดับที่ 3 จัดการ (Management) และระดับที่ 4 เป็นผู้นำ (Leadership)

ผลสำรวจพบว่ามีกิจการจำนวน 15% (อยู่ในระดับ 4) สามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Scope 1) ได้ในอัตรา 4% (CAGR) นับจากปีฐานถึงปีที่รายงาน เมื่อเทียบกับกิจการที่อยู่ในระดับอื่น ๆ ซึ่งสามารถลดได้ในอัตราเฉลี่ยประมาณ 1%


เมื่อพิจารณาการเติบโตของมูลค่าตามราคาตลาด (Market Capitalization) ของกิจการ จากกลุ่มตัวอย่าง 1,355 แห่ง ใน 13 รายอุตสาหกรรม พบว่ากิจการในกลุ่มผู้นำ 6 อุตสาหกรรม มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยของมูลค่าตามราคาตลาดในช่วงสามปี (ข้อมูลตั้งแต่ไตรมาสสามของปี 2565 - ไตรมาสสามของปี 2568) สูงกว่ากิจการในระดับที่ 1 ขณะที่อีก 6 อุตสาหกรรม กลับพบว่ากิจการในกลุ่มผู้นำมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยของมูลค่าตามราคาตลาดต่ำกว่ากิจการในระดับที่ 1 และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยเท่ากันใน 1 อุตสาหกรรม (คือ ค้าปลีก)


ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ในการสำรวจนี้ กิจการที่มีการเติบโตของมูลค่าตามราคาตลาด มิได้ขึ้นกับผลการประเมินการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีเสมอไป

รายงานฉบับดังกล่าว ยังได้ให้คำแนะนำแก่กิจการที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมที่เชื่อมโยงสู่การเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันและคุณค่าให้แก่ธุรกิจในระยะยาว ใน 4 มาตรการ ได้แก่

1. การเชื่อมโยงค่าตอบแทนผู้บริหารกับผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม
การสร้างแรงจูงใจในระดับผู้บริหารที่เชื่อมโยงกับผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม ช่วยให้การวางแนวทางการนำองค์กรสอดรับกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมของกิจการ อาทิ จำนวนกิจการในกลุ่มผู้นำด้านภูมิอากาศ 100% มีการเชื่อมโยงค่าตอบแทนผู้บริหารเข้ากับผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม คล้ายคลึงกับ กิจการในกลุ่มผู้นำด้านการจัดการป่าไม้และน้ำ 78% ที่มีการเชื่อมโยงค่าตอบแทนผู้บริหารกับผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม ในทางตรงข้าม กิจการที่ไม่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มผู้นำด้านภูมิอากาศ มีแนวโน้มที่จะใช้มาตรการนี้น้อยกว่ามาก (32%) เช่นเดียวกันกับ ในด้านการจัดการน้ำ (18%) และป่าไม้ (20%)

2. กระบวนการที่เข้มแข็งในการจัดการความพึ่งพา ผลกระทบ ความเสี่ยงและโอกาสด้านสิ่งแวดล้อม
มาตรการนี้ ช่วยให้กิจการเตรียมพร้อมในการจัดการกับความไม่แน่นอนและภาระผูกพันในระยะยาว รวมถึงสามารถคว้าโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ได้ โดย 83% ของผู้นำด้านภูมิอากาศ มีกระบวนการที่เข้มแข็ง ซึ่งครอบคลุมทั้งการดำเนินงานเองและผ่านห่วงโซ่อุปทานอยู่ตลอดเวลา ขณะที่ กิจการในกลุ่มผู้นำด้านการจัดการป่าไม้ (93%) และน้ำ (90%) มีผลการดำเนินงานที่โดดเด่นยิ่งกว่า ส่วนกิจการที่อยู่ในระดับรองลงมา มีแนวโน้มที่จะใช้มาตรการนี้น้อยกว่า โดยมีเพียง 33% (ด้านภูมิอากาศ) 27% (ด้านป่าไม้) และ 24% (ด้านน้ำ) ที่มีกระบวนการดังกล่าว

3. แผนการเปลี่ยนผ่านที่สอดคล้องกับเป้าหมาย 1.5°C พร้อมความมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม
การจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่านด้านภูมิอากาศที่น่าเชื่อถือ เป็นสิ่งสำคัญสำหรับกิจการในการปรับตัวให้สอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวของความตกลงปารีส และการวางตำแหน่งโมเดลธุรกิจเพื่อมุ่งสู่เศรษฐกิจที่เป็นบวกต่อโลก ซึ่งกิจการในกลุ่มผู้นำเกือบ 90% ได้ดำเนินมาตรการนี้แล้ว เมื่อเทียบกับเพียง 37% ในกลุ่มกิจการที่อยู่ในระดับรองลงมา ทั้งนี้ เป้าหมายระยะสั้นที่เข้มแข็ง คือ หัวใจสำคัญของแผนที่น่าเชื่อถือ เพราะช่วยสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับการดำเนินการที่จำเป็นในระยะใกล้เพื่อบรรลุเป้าหมายระยะยาว โดย 93% ของกิจการในกลุ่มผู้นำที่มีแผนการเปลี่ยนผ่าน มีเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วทั้งองค์กรที่สอดคล้องกับเพดาน 1.5°C ขณะที่ 37% ของกลุ่มกิจการซึ่งอยู่ในระดับรองลงมาที่มีแผนงาน มีเพียง 36% ที่มีการกำหนดเป้าหมายดังกล่าว

4. การมีส่วนร่วมกับห่วงโซ่คุณค่า
การทำความเข้าใจว่าผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมคืออะไรและเกิดขึ้นที่จุดใด ช่วยให้ธุรกิจสามารถบรรเทาความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกะทันหัน และส่งเสริมนวัตกรรมร่วมกับผู้ส่งมอบที่ใกล้ชิดที่สุดได้ มาตรการนี้ ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในกิจการที่เป็นกลุ่มผู้นำ โดย 97% ของกิจการในกลุ่มผู้นำด้านภูมิอากาศ มีการทำงานร่วมกับทั้งลูกค้าและคู่ค้า นอกจากนี้ 83% ของกิจการที่ยังไม่อยู่ในกลุ่มผู้นำ ได้เริ่มหันมาสร้างความร่วมมือกับห่วงโซ่คุณค่า ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ภาคธุรกิจในวงกว้างเริ่มตระหนักถึงประโยชน์ของการมีส่วนร่วมดังกล่าว สำหรับกลุ่มผู้นำด้านป่าไม้และน้ำ ระดับการมีส่วนร่วมนี้ ยังคงอยู่ในเกณฑ์ที่สูงมากเช่นกัน (91% และ 98% ตามลำดับ)

จะเห็นว่า เส้นทางสู่ความสำเร็จมิได้มีเพียงหนึ่งเดียว เนื่องจากแต่ละภูมิภาค ตลาด และภาคธุรกิจ ต่างต้องเผชิญกับความเสี่ยงและโอกาสที่แตกต่างกันไป อย่างไรก็ตาม คุณลักษณะร่วมที่ร้อยเรียงให้กิจการก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำกลุ่ม ได้แก่ การมีธรรมาภิบาลที่เข้มแข็งพร้อมกับความเชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมในระดับคณะกรรมการ การวางแผนเปลี่ยนผ่านที่เชื่อถือได้ การมีส่วนร่วมอย่างจริงจังตลอดห่วงโซ่คุณค่า การจัดสรรเงินทุนอย่างชาญฉลาด และการตัดสินใจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล

ท้ายที่สุด ภาวะผู้นำด้านสิ่งแวดล้อม กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า สามารถใช้เป็นกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจได้ไม่น้อยไปกว่าการใช้เป็นกลยุทธ์เพื่อสิ่งแวดล้อม และกิจการที่ตัดสินใจลงทุนในเรื่องนี้ตั้งแต่วันนี้ จะเป็นผู้ซึ่งอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบในการแข่งขัน และเจริญเติบโตในระบบเศรษฐกิจที่รออยู่ข้างหน้า


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Saturday, January 10, 2026

เป้าหมาย Net Zero กับโอกาสที่มากับ Green Economy

ในรอบปีที่ผ่านมา จากภาวการณ์เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น การถอนตัวจากความตกลงโลกของสหรัฐอเมริกา และการผ่อนปรนกฎระเบียบที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคยุโรป ทำให้เกิดความเข้าใจว่า การเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศกำลังเข้าสู่ภาวะชะงักงัน ประกอบกับความคุ้มค่าในการพัฒนาเทคโนโลยีสีเขียวหลายโครงการไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ ยิ่งไปเสริมความเชื่อที่ว่า กระแสการพัฒนาสีเขียว กำลังแผ่วลงอย่างมีนัยสำคัญ

กระนั้นก็ตาม จากตัวเลขสำรวจที่จัดทำโดย เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม ร่วมกับ บอสตัน คอนซัลติ้ง กรุ๊ป ที่เผยแพร่ในรายงานประจำปี เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ในชื่อว่า "Already a Multi-Trillion-Dollar Market: CEO Guide to Growth in the Green Economy" เผยให้เห็นว่า เศรษฐกิจสีเขียวกลายเป็นตลาดที่มีมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ไปแล้ว โดยมีสัดส่วนอยู่ราว 5 ล้านล้านดอลลาร์ ในปี ค.ศ. 2024 และคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าแตะระดับ 7 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี ค.ศ. 2030 ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจสีเขียว เป็นหนึ่งในภาคส่วนที่มีการเติบโตสูงเป็นอันดับสอง รองจากกลุ่มเทคโนโลยี


จากที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นับตั้งแต่ยุคอุตสาหกรรม และได้พุ่งทะลุขีดจำกัด 1.5 องศาเซลเซียสเป็นครั้งแรก ในปี ค.ศ. 2024 และมีแนวโน้มที่จะร้อนขึ้นอีกเป็นลำดับ ทำให้ความเสียหายที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 3.6 ล้านล้านดอลลาร์ ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ยังจะมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอีกมหาศาล

ปัจจุบัน กิจกรรมการลดผลกระทบ (Mitigation) มีสัดส่วนในการขับเคลื่อนหลักถึง 78% ของมูลค่าตลาด นำโดยกลุ่มขนส่งและยานยนต์ ขณะที่กิจกรรมการปรับตัว (Adaptation) ได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้น โดยคิดเป็น 22% ของความต้องการทั้งหมด ซึ่งได้รับแรงหนุนหลักจากปัจจัยทางการเกษตรที่ปรับตัวตามสภาพอากาศ วัสดุก่อสร้างที่คงทน และเทคโนโลยีทำความเย็น

แม้จะมีความไม่แน่นอนมากมายที่ส่งผลต่อการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ ไม่ว่าจะเป็นบริบททางเศรษฐกิจมหภาค สภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบ หรือปัญหาคอขวดทางราชการ เช่น การออกใบอนุญาตล่าช้า ความอ่อนแอในการสนับสนุนจากภาครัฐ แต่ด้วยต้นทุนเทคโนโลยีที่ลดลง และกฎระเบียบด้านสภาพภูมิอากาศที่บังคับใช้แล้ว ทำให้คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจสีเขียวจะเติบโตได้ ในอัตราเฉลี่ย 6% ต่อปี

เศรษฐกิจสีเขียว แม้จะไม่มีนิยามที่เป็นสากล แต่โดยทั่วไป จะหมายถึง วิธีการในเชิงพาณิชย์ซึ่งมุ่งประสงค์ที่จะพัฒนาและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน หรือมุ่งตอบสนองต่อความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมโดยตรง ครอบคลุมทั้งการลดผลกระทบและการปรับตัว ตั้งแต่เทคโนโลยีสะอาดขั้นสูงไปจนถึงเทคโนโลยีเกษตรกรรมเกิดใหม่ อาทิ พลังงานหมุนเวียน ยานยนต์ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์อาหารคาร์บอนต่ำ วัสดุก่อสร้างที่คงทน การรีไซเคิลสิ่งทอ การเงินสีเขียว เทคโนโลยีและบริการวัดปริมาณคาร์บอน ฯลฯ

เศรษฐกิจสีเขียวได้กลายเป็นหนึ่งในสองอุตสาหกรรมที่เติบโตสูงสุดของโลก การลงทุนที่เพิ่มขึ้นมหาศาลส่งผลให้เศรษฐกิจสีเขียวเป็นภาคส่วนที่มีผลประกอบการดีที่สุดเป็นอันดับสองในดัชนี FTSE All World ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา โดยเป็นรองเพียงกลุ่มเทคโนโลยีเท่านั้น ในช่วง 10 ปีดังกล่าว มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของเศรษฐกิจสีเขียวเติบโตเฉลี่ยที่ 15% (CAGR) สูงกว่าดัชนี S&P 500 ที่มีอัตราเติบโตเฉลี่ยที่ 11% หรือสูงกว่าอยู่ 4%

ปัจจุบัน 142 ประเทศที่ครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 76% ของโลก ได้กำหนดเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) แล้ว ซึ่งเพิ่มขึ้นจากแทบไม่มีประเทศใดเลย ในปี ค.ศ. 2016 หลายประเทศได้ใช้กรอบกฎระเบียบการจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เข้มงวดขึ้น หรือผลักดันให้มีการขยายการใช้เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำอย่างจริงจัง โดยในช่วงเวลาเดียวกัน การตั้งเป้าหมายการลดคาร์บอนของภาคเอกชน ก็เติบโตอย่างก้าวกระโดดเช่นกัน

แนวคิด Net Zero เกิดขึ้นจากความตกลงปารีส เพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติให้บรรลุขีดจำกัดอุณหภูมิที่กำหนดไว้ โดยหลายประเทศ ได้ตั้งเป้าไว้ในปี ค.ศ. 2050 พร้อมกันกับมีเป้าหมายระยะใกล้ระหว่างทาง โดยที่การตั้งเป้า Net Zero หมายถึง การตกลงที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เร็วที่สุด และชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกส่วนที่เหลือด้วยการกำจัดออกจากชั้นบรรยากาศอย่างถาวร

นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2015 มุมมองต่อนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของโลกได้เปลี่ยนไปอย่างมาก รัฐบาลได้ออกกฎหมาย สร้างแรงจูงใจ และส่งสัญญาณตลาดเพื่อเร่งการดำเนินงาน โดยจากข้อมูลที่แสดงความครอบคลุมเป้าหมาย Net Zero เมื่อเทียบเป็นร้อยละของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในระหว่างปี ค.ศ. 2015-2025 พบว่า กว่า 83% ของ GDP โลกในปัจจุบัน อยู่ภายใต้เป้าหมาย Net Zero (แม้ว่าผลการถอนตัวของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาจากเป้าหมาย ทำให้ตัวเลขลดจาก 93% เหลือ 77% แต่กลับขยับขึ้นมาเป็น 83% เนื่องจาก 19 มลรัฐในสหรัฐอเมริกา ยังคงยึดในเป้าหมายที่ตั้งไว้)


ในช่วงปีที่ผ่านมา ความน่าเชื่อถือของเป้าหมาย Net Zero ได้ถูกตั้งคำถามจากความผันผวนทางการเมืองและความไม่มั่นคงระดับโลกที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้ลบความจริงที่ว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ การหลีกเลี่ยงผลกระทบที่เลวร้ายที่สุด จำเป็นต้องอาศัยความพยายามอย่างมหาศาลในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ประมาณร้อยละ 45 ภายในปี ค.ศ. 2030 และบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี ค.ศ. 2050

เหตุผลทางเศรษฐกิจในการลงมือทำนั้น เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้อีกต่อไป ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศพุ่งสูงขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การประวิงเวลาในการเปลี่ยนผ่านจะยิ่งทำให้ความเสียหายและต้นทุนทวีคูณมากขึ้น

เรื่อง Net Zero จึงมิใช่แค่หัวข้อสนทนา แต่คือบททดสอบของภาวะผู้นำและการมองการณ์ไกล คือการจัดการความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจริงและการปกป้องผู้คนจากความสูญเสียที่เกิดขึ้นจริง คือการลงมือดำเนินการในจังหวะเวลาที่เหมาะเจาะ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องสมมติ แต่กำลังกลายเป็นเงื่อนไขในการกำหนดทิศทางการค้า การลงทุน และการจ้างงานในทุกภูมิภาคของโลก คำถามที่สำคัญ คือ ใครจะเป็นผู้ชี้นำ และใครจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]