Saturday, April 04, 2026

ใช้ Stablecoin เงินบาท เพิ่มเม็ดเงินในกองทุนน้ำมัน

ตามที่รัฐบาลใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงแทรกแซงราคาน้ำมัน เพื่อลดภาระของประชาชน จากสถานการณ์วิกฤตพลังงาน ทำให้กองทุนน้ำมันติดลบแล้วราว 4 หมื่นล้านบาท และกำลังอยู่ระหว่างออกกฎหมายรองรับการขยายวงเงินเพิ่มเป็น 1.5 แสนล้านบาท เพื่อเตรียมพร้อมรองรับความผันผวนของราคาน้ำมันโลกที่อาจยืดเยื้อจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

โดยหากกองทุนน้ำมันกู้เต็มวงเงินที่เพิ่ม จะส่งผลให้ระดับหนี้สาธารณะ ปรับเพิ่มขึ้นราว 1% ของจีดีพี จากปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะอยู่ที่ราว 66.09% ทำให้เหลือช่องว่างที่สามารถกู้ได้อีกราว 3 แสนล้านบาท ภายใต้เพดานหนี้สาธารณะที่ 70% ของจีดีพี

ภายใต้กลไกปกติ รัฐบาลมีทางเลือกไม่มากนักในการหาแหล่งเงินกู้ เช่น จากสถาบันการเงินซึ่งเสนอเงื่อนไขที่ดีเท่าที่เป็นได้ในสภาพการณ์ปัจจุบัน โดยมีกระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้

แต่หากจะลองพิจารณาเครื่องมือทางการเงินในรูปแบบใหม่ เช่น การใช้ Stablecoin เงินบาท ประเภทที่มีพันธบัตรรัฐบาลหนุนหลัง โดยให้สถาบันการเงิน (เช่น ธนาคารพาณิชย์แข่งขันกันยื่นข้อเสนอ) เป็นผู้ออก Stablecoin ภายใต้เงื่อนไขว่าทุก ๆ Stablecoin ที่ออก ต้องมีพันธบัตรกระทรวงการคลังหนุนหลัง (Treasury-backed Stablecoin) สำหรับเพิ่มเงินใส่กองทุนน้ำมัน และใช้ในโครงการที่จำเป็นอื่น ๆ ของรัฐบาลในอนาคต ก็ดูจะเป็นทางเลือกที่มีความเป็นไปได้และน่าสนใจไม่น้อยในเชิงนโยบาย

แนวคิดนี้ คล้ายคลึงกับที่สหรัฐอเมริกา เพิ่งมีการออกกฎหมายที่เรียกว่า GENIUS Act หรือชื่อเต็มคือ “Guiding and Establishing National Innovation for U.S. Stablecoins Act” ที่กำหนดแนวทางให้เอกชนเป็นผู้ออก Stablecoin และรัฐเป็นผู้กำกับดูแล ซึ่งเน้นใช้ประโยชน์จากความเป็นอิสระและปลอดจากการพึ่งระบบที่อาศัยตัวกลาง เพื่อสร้างแรงจูงใจตลาด (แตกต่างจากแนวทางการใช้ CBDC หรือสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง ซึ่งมีข้อกังวลเรื่องการควบคุมแบบรวมศูนย์กับความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและผู้ใช้งาน)


วิธีการคือ รัฐออกกฎหมายให้ใบอนุญาต (License) และกำหนดคุณสมบัติของผู้ออก Stablecoin (เช่น ธนาคารพาณิชย์ หรือสถาบันการเงินอื่น ๆ) ข้อกำหนดประเภทสินทรัพย์ที่ใช้หนุนหลัง (เช่น พันธบัตรกระทรวงการคลัง หรือสินทรัพย์อื่นที่อนุญาต) รวมทั้งขอบเขตและความคุ้มครองในการใช้งาน Stablecoin ตลอดจนหน่วยงานที่รับผิดชอบในการกำกับดูแลตามกฎหมาย

เมื่อได้ผู้รับอนุญาต การออก Stablecoin ในแต่ละรอบ กระทรวงการคลังจะได้เงินจากการขายพันธบัตร เพื่อนำไปเติมให้แก่กองทุนน้ำมัน (หรือโครงการอื่น ๆ) โดยรัฐสามารถออกเป็นพันธบัตรที่ไม่จ่ายดอกเบี้ย (Zero Coupon Bond) เพื่อลดภาระต้นทุนทางการเงิน แลกกับที่เอกชนผู้รับอนุญาตได้ธุรกิจและการสร้างมูลค่าที่เกี่ยวเนื่องกับการออก Stablecoin

พูดอย่างง่าย คือ รัฐสามารถกู้เงินแบบไม่ต้องเสียดอกเบี้ยด้วยเครื่องมือ Stablecoin โดยมีต้นทุนต่ำกว่าการหาแหล่งเงินกู้ตามกลไกปกติ

ตัวอย่างเช่น ธนาคารพาณิชย์รับอนุญาต 5 ราย ได้สิทธิการออก Stablecoin มูลค่ารายละ 3 หมื่นล้านบาท ธนาคารต้องเข้าซื้อพันธบัตรคลังในมูลค่าที่เท่ากันรวม 1.5 แสนล้านบาทเพื่อใช้เป็นสินทรัพย์หนุนหลัง และรัฐได้เงินจากการขายพันธบัตรนำมาเติมให้กับกองทุนน้ำมันจำนวน 1.5 แสนล้านบาทตามที่ต้องการ

ในขณะที่ ธนาคารผู้รับอนุญาต สามารถนำ Stablecoin ที่ออก ไปใช้สร้างธุรกิจและบริการที่เกี่ยวเนื่อง เช่น การใช้จ่ายในธุรกรรมแบบออนไลน์ และการเชื่อมโยงกับ DeFi (Decentralized Finance) หรือบริการทางการเงินแบบกระจายศูนย์บนบล็อกเชน ภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ

นอกจากนี้ หากการออก Stablecoin ได้รับอนุญาตให้มีผลตอบแทนจากค่าธรรมเนียมบางประเภท เช่น ค่าสิทธิของผู้ออกเหรียญ (Creator Fee) ค่าธรรมเนียมการใช้งาน (Transaction Fee) รัฐยังสามารถเก็บรายได้ในรูปของภาษีจากค่าธรรมเนียมธุรกรรมที่เกิดจากการใช้งาน Stablecoin ในระบบได้อย่างต่อเนื่องอีกด้วย

ด้วยเครื่องมือ Stablecoin ที่นอกจากมิได้ทำให้รัฐมีต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นจากการจัดหาเงินทุนแล้ว รัฐยังสามารถมีรายรับจากค่าธรรมเนียมการใช้งาน Stablecoin เหล่านี้ในวงกว้างอีกด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น กรณี Stablecoin ที่ออกใช้หมุนเวียนอยู่ในระบบแล้ว มิได้ถูกออกแบบให้มีกระบวนการทำลายเหรียญทิ้ง (Burn) จะมีผลทำให้พันธบัตรที่ใช้เป็นสินทรัพย์หนุนหลังไม่จำเป็นต้องมีอายุไถ่ถอน หรืออีกนัยหนึ่งทำให้พันธบัตรมีคุณสมบัติเป็น Perpetual Bond และเมื่อนำมาประกอบกับเงื่อนไขที่ไม่มีภาระการจ่ายดอกเบี้ยด้วยแล้ว จึงทำให้พันธบัตรดังกล่าว อาจจัดเป็นตราสารทุน ตามเกณฑ์ที่สอดคล้องกับมาตรฐานการบัญชีภาครัฐ (IPSAS) โดยหากพิจารณาแล้วว่าไม่เข้าข่ายเป็นตราสารหนี้ ก็จะไม่กระทบกับตัวเลขหนี้สาธารณะที่ต้องเผชิญกับกรอบเพดานจำกัดแต่อย่างใด

ปัจจุบัน ธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง กำลังมีการศึกษาความเป็นไปได้ในการออก “Tokenized Deposits” หรือเป็นโทเคนที่ออกโดยธนาคารบนบล็อกเชนโดยมีเงินฝากของแต่ละเจ้าของบัญชีหนุนหลัง สำหรับใช้ประโยชน์ภายในระบบนิเวศของธนาคารเอง ซึ่งเป็นรูปแบบที่แตกต่างจาก “Treasury-backed Stablecoin” ที่ออกแบบโดยใช้พันธบัตรรัฐบาลหนุนหลัง เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่กิจการแห่งรัฐ ตามที่กล่าวมาข้างต้น


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Saturday, March 21, 2026

ปัจจัยด้านธรรมาภิบาลที่ส่งผลต่อธุรกิจในปี 2569

จากการสำรวจซีอีโอจำนวน 758 คนทั่วโลก โดย The Conference Board พบว่า ความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกด้านการกำกับดูแล ในปี 2569 จะถูกกำหนดทิศทางจากความเคลือบคลุมทางการเมืองและเชิงสถาบันที่ยืดเยื้อ ซึ่งความเชื่อมั่นในรัฐบาลและสถาบันต่าง ๆ ที่เสื่อมถอยลง ได้ยกระดับความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น

ความสำคัญลำดับต้น ๆ ของการกำกับดูแล ในปี 2569 จะมุ่งเน้นไปที่ผลประกอบการและการลงมือปฏิบัติ โดยซีอีโอในทุกภูมิภาคต่างให้ความสำคัญโดยเฉพาะกับเรื่องการเติบโตของรายได้ และการวางแผนเชิงกลยุทธ์ ซึ่งเป็นสัญญาณว่า มุมมองของการกำกับดูแล มิใช่แค่เรื่องการปฏิบัติตามกฎ (Compliance) แต่เป็นเครื่องมือที่เอื้อต่อการเติบโต ท่ามกลางสภาพแวดล้อมการดำเนินงานที่ซับซ้อน


แนวโน้มนี้เห็นได้ชัดที่สุดในอเมริกาเหนือ ซึ่งซีอีโอส่วนใหญ่ (โดยเฉพาะในสหรัฐฯ) จัดลำดับให้การเติบโตของรายได้ อยู่เหนือกว่าการบริหารจัดการความเสี่ยงองค์กร แม้ว่าความผันผวนทางการเมือง กฎระเบียบ และสังคม จะยังคงอยู่ในระดับสูงก็ตาม

ในภูมิภาคอเมริกาเหนือ ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น เป็นผลจากการกลับลำของนโยบาย ความเสี่ยงทางกฎหมาย และความคลุมเครือในบทบาทเชิงสถาบัน ส่วนในภูมิภาคยุโรป ความไม่แน่นอนเกิดจากผลกระทบร่วมของข้อบังคับ (Regulations) ที่ละเอียดซับซ้อน และจากการปรับเปลี่ยนบทบัญญัติ (Directives) ที่บังคับใช้แล้ว ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

การปรับเปลี่ยนนโยบายสาธารณะในภูมิภาคที่ดำเนินงาน และการเซาะกร่อนของหลักนิติธรรม ถูกระบุว่าเป็นปัจจัยภายนอกเชิงลบด้านการกำกับดูแล ซึ่งสะท้อนถึงความกังวลต่อความคงอยู่ของข้อบังคับ การตีความ และการบังคับใช้กฎหมาย

ในสหรัฐอเมริกา บรรดาซีอีโอต่างจับตามองถึงการกร่อนของหลักนิติธรรม และตั้งคำถามต่อความมั่นคงในโครงสร้างการกำกับดูแลและความเที่ยงธรรมในการบังคับใช้กฎหมาย ขณะเดียวกัน เหล่าซีอีโอในภูมิภาคยุโรปได้สะท้อนถึงความกังวลต่อภาระด้านกฎระเบียบ โดยเฉพาะข้อบังคับการเปิดเผยข้อมูลด้าน ESG และข้อกำหนดการตรวจสอบสถานะด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมในห่วงโซ่อุปทาน

ผลการสำรวจ ระบุว่า "พัฒนาการด้านข้อบังคับ AI และข้อกำหนดเชิงธรรมาภิบาล" ถูกจัดอยู่ในอันดับต้น ๆ เคียงข้างกับความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาลแบบดั้งเดิม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า AI ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจหลัก พร้อม ๆ กับการเกิดกฎหมายและนโยบายใหม่ ๆ อย่างรวดเร็ว หากแต่ความท้าทายที่แท้จริงมิใช่เพียงตัวบทกฎหมาย แต่คือ "ความไม่แน่นอน" ที่กฎเกณฑ์ในแต่ละประเทศออกมาไม่เหมือนกัน การบังคับใช้ยังไม่นิ่ง และคำนิยามของความเสี่ยง ความรับผิดชอบ และการเห็นพ้องในการปฏิบัติ ยังไม่เข้าที่เข้าทาง ความคลุมเครือนี้ทำให้การตัดสินใจลงทุนมีความยากลำบาก มีความรีรอต่อการขยายขอบเขตการใช้งาน และยังมีความเสี่ยงที่อาจไม่สามารถปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของแต่ละประเทศได้

ทั้งนี้ กฎหมาย AI ของสหภาพยุโรป ถือเป็นกรอบการกำกับดูแล AI ที่ครอบคลุมที่สุด โดยใช้เกณฑ์แบ่งระดับตามความเสี่ยง (ตั้งแต่ข้อห้ามถาวร การควบคุมในกลุ่มความเสี่ยงสูง และข้อกำหนดสำหรับการใช้ AI อเนกประสงค์) ซึ่งจะทยอยบังคับใช้จนเต็มรูปแบบในปี ค.ศ. 2027 ด้วยขอบเขตของกฎหมายที่ครอบคลุมไปถึงหน่วยงานนอกยุโรปที่เข้ามาทำธุรกิจด้วย ทำให้กฎหมายฉบับนี้กลายเป็นบรรทัดฐานอ้างอิงระดับโลก (de facto global reference point) สำหรับการกำกับดูแล AI

ในระดับรัฐบาลกลางของสหรัฐอเมริกา ยังไม่มีกฎหมาย AI หนึ่งเดียวที่ครอบคลุมทั้งประเทศ โดยรัฐบาลชุดปัจจุบันเน้นท่าทีสนับสนุนนวัตกรรมเพื่อการแข่งขันและความมั่นคงแห่งชาติเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกลางได้มีการสำรวจความเป็นไปได้ในการจำกัดข้อบังคับ AI ในระดับรัฐ ท่ามกลางประเด็นถกเถียงทั้งในแง่กฎหมายและการเมืองต่อการใช้อำนาจส่วนกลางควบคุมแทรกแซง ขณะที่ในระดับรัฐของสหรัฐฯ ได้มีการออกกฎระเบียบที่แตกต่างกันในแต่ละรัฐ โดยเฉพาะกฎเกณฑ์เรื่องการใช้ AI ที่มีผลต่อการจ้างงาน การปฏิสัมพันธ์กับผู้บริโภค และการตัดสินใจอัตโนมัติที่มีความเสี่ยงสูง ที่มีการออกเป็นกฎหมายในรัฐโคโลราโด แคลิฟอร์เนีย เท็กซัส ยูทาห์ และในนครนิวยอร์ก เป็นต้น

สำหรับประเทศจีน ได้เลือกใช้แนวทาง "เน้นกฎระเบียบนำ" (Rules-first) ที่รวมศูนย์อำนาจ โดยออกเป็นกฎเกณฑ์เฉพาะเจาะจงตามรายอุตสาหกรรม ซึ่งจะมีผลกระทบโดยตรงต่อการพัฒนาและการใช้งานโมเดล AI ในรูปแบบต่าง ๆ โดยที่การควบคุมจะเน้นเรื่องการลงทะเบียนอัลกอริทึม การประเมินความมั่นคง การกำกับดูแลข้อมูล และที่สำคัญคือ ต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของรัฐบาล

จากผลสำรวจ เป็นที่น่าสังเกตว่า ไม่มีภูมิภาคใดที่กังวลเรื่อง "กระแสต่อต้าน ESG" (Anti-ESG sentiment) มากนัก โดยความกังวลนี้ถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ต่ำกว่าประเด็นความสามารถในการบังคับใช้กฎหมาย ความรับผิดชอบทางแพ่ง และความสอดคล้องของหน่วยงานกำกับดูแลอย่างเห็นได้ชัด

ภาพรวมของการกำกับดูแลกิจการและความยั่งยืนในปี 2569 จะไม่ได้ถูกนิยามด้วยการตั้งเป้าหมายที่ทะเยอทะยาน แต่จะเป็นเรื่องของการลงมือทำจริงภายใต้ข้อจำกัด ซึ่งแตกต่างจากช่วงก่อนหน้านี้ ที่ความพยายามด้าน ESG ถูกกำหนดทิศทางด้วยการขยายเครือข่ายภาคี กรอบการดำเนินงานภาคสมัครใจ และการสร้างภาพลักษณ์ แต่ด้วยสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน บทบาทการกำกับดูแลกิจการ จะถูกกำหนดด้วยความผันผวนที่ยาวนาน และการตรวจตราด้านกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น

ความท้าทายหลักต่อการดำเนินงาน ESG มิใช่เรื่องที่ซีอีโอและผู้บริหารระดับสูงจะเลือกได้ แต่เป็นเรื่องของการทำอย่างคัดสรรและมีวินัย โดยต้องกระชับการตรวจสอบดูแล จัดลำดับความสำคัญกับความเสี่ยงและโอกาสที่เป็นสาระสำคัญต่อธุรกิจ และให้แน่ใจว่าความพยายามในการกำกับดูแลและการขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืน จะช่วยเสริมความเชื่อมั่น ความพร้อมผัน (Resilience) และการสร้างมูลค่าในระยะยาว ท่ามกลางสภาพแวดล้อมการดำเนินงานที่กระจายตัวและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Saturday, March 07, 2026

ธุรกิจของคุณมี "ความพร้อมผัน" (Resilience) ขนาดไหน

ความพร้อมผัน (Resilience) มีนิยามที่หลากหลาย โดยในช่วงไม่กี่ปีมานี้ แนวคิดเรื่องความพร้อมผันได้มีพัฒนาการจากเดิมที่เชื่อมโยงกับมิติสิ่งแวดล้อม มาสู่การครอบคลุมมิติสังคม เศรษฐกิจและการเงิน

ในบริบทโดยทั่วไป ความพร้อมผัน หมายถึง ขีดความสามารถในการดำเนินงานและพัฒนาท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอน ซึ่งเป็นมากกว่าความสามารถในการ 'ดีดตัวกลับ' (Bounce Back) สู่สถานะเดิม แต่ยังรวมถึงความสามารถในการรองรับแรงกระแทก หลีกเลี่ยงจุดเปลี่ยนที่อันตราย รับมือกับเรื่องไม่คาดฝัน และดำรงทางเลือกต่าง ๆ ตลอดจนความสามารถทางนวัตกรรมและการแปลงรูปแบบดำเนินงาน เมื่อต้องเผชิญกับภาวะวิกฤต

ขณะที่ ความพร้อมผันของกิจการ (Corporate Resilience) ถูกนิยามว่าเป็น ความสามารถของธุรกิจในการปรับตัวและเติบโตในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง พร้อมรองรับผลกระทบทางเศรษฐกิจ (อาทิ ค่าเงิน ภาษีการค้า) ทางสังคม (อาทิ แรงงาน ภูมิรัฐศาสตร์) และทางสิ่งแวดล้อม (อาทิ สภาพภูมิอากาศ ภัยธรรมชาติ) ในอันที่จะปกป้องและขยายทุนที่ใช้สร้างผลผลิต ทั้งทุนกายภาพ ทุนธรรมชาติ ทุนมนุษย์ และทุนทางสังคม ท่ามกลางภัยคุกคามที่เพิ่มสูงขึ้น

ทั้งนี้ ความพร้อมผันมีสถานะที่พลวัต เมื่อความเสี่ยงเปลี่ยนไป การลงทุนและนโยบายก็ต้องเปลี่ยนตาม ทำให้การสร้างความพร้อมผัน มิใช่การบรรลุเป้าหมายครั้งเดียวจบ แต่เป็นกระบวนการที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

ปัจจัยที่ผลักดันให้กิจการต้องคำนึงถึงการสร้างความพร้อมผัน ประกอบด้วย 1) ผลกระทบที่เกิดจากการประกอบกิจการไปสู่ภายนอก 2) การพึ่งพาทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม 3) ความเสี่ยง (และโอกาส) ที่กิจการได้รับจากปัจจัยผลกระทบและการพึ่งพาภายนอก

กรอบการสร้างความพร้อมผันของกิจการ มีความสัมพันธ์กับทั้งสามปัจจัยข้างต้น ในแง่ที่ว่า เมื่อธุรกิจต้องรับมือกับปัจจัยด้านความเสี่ยงและผลกระทบ จะก่อให้เกิดกิจกรรมการบรรเทาผลกระทบ (Mitigation) ขณะที่เมื่อธุรกิจต้องรับมือกับปัจจัยด้านความเสี่ยงและการพึ่งพา จะก่อให้เกิดกิจกรรมการปรับตัว (Adaptation) และเมื่อธุรกิจต้องรับมือกับปัจจัยด้านผลกระทบและการพึ่งพา จะก่อให้เกิดกิจกรรมการเปลี่ยนผ่าน (Transition) ตามลำดับ

โดยปัจจัยความพร้อมผันที่ส่งผลต่อกิจการ สามารถเป็นได้ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม มิได้จำกัดเพียงประเด็นในด้านภูมิอากาศหรือในด้านธรรมชาติ แต่ยังครอบคลุมถึงประเด็นที่เกี่ยวกับภูมิรัฐศาสตร์ การเงินการคลัง แรงงาน สิทธิมนุษยชน และอิทธิพลจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เป็นต้น

ตัวอย่างกิจกรรมการบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นในระยะใกล้กับเหตุการณ์ เช่น สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อภาคพลังงานในขณะนี้ จะใช้การตรึงราคาเชื้อเพลิงโดยใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ส่วนกิจกรรมการปรับตัวจะเกี่ยวข้องกับกระบวนการระยะกลาง ด้วยการมีแผนจัดสรรและบริหารการใช้พลังงานในประเทศ ขณะที่กิจกรรมการเปลี่ยนผ่านอาจต้องใช้การเปลี่ยนแปลงระยะยาว ด้วยการจัดหาแหล่งพลังงานจากภูมิภาคอื่น หรือเพิ่มแผนการผลิตและใช้พลังงานทดแทน เป็นต้น

ข้อพิจารณาที่กิจการหมั่นตั้งคำถาม คือ ประการแรก ความรวดเร็วในการบรรเทาผลกระทบ ประการที่สอง ประสิทธิผลของการปรับตัว และประการที่สาม ความยั่งยืนของการเปลี่ยนผ่าน

การสร้างความพร้อมผันของกิจการ ได้กลายเป็นโจทย์ความยั่งยืนที่ธุรกิจต้องใช้ประเด็นเหล่านี้ จากเดิมที่คาดหวังให้เกิดผลในระยะไกล มาสู่การเน้นให้เกิดประโยชน์ในระยะใกล้ เป็นความยั่งยืนในเวอร์ชันของความพร้อมผัน ที่นำมาใช้เป็นกลยุทธ์ในการคงขีดความสามารถทางการแข่งขัน เพื่อเพิ่มผลกำไรและลดความเสี่ยงในโลกปัจจุบันที่มีความไม่แน่นอนสูง

ธุรกิจที่มีความพร้อมผัน จะรักษาความต่อเนื่อง ปกป้องมูลค่า และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ด้วยความเข้าใจในความเสี่ยงและโอกาสด้านภูมิอากาศและธรรมชาติในทุกส่วนของการดำเนินงานและในห่วงโซ่อุปทาน เช่น การสร้างคลังสินค้าที่ทนต่อสภาพความร้อน หรือสถานประกอบการที่ป้องกันน้ำท่วม มีกระบวนการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพและการจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืน เพื่อเป็นหลักประกันด้านความต่อเนื่องทางธุรกิจหากต้องเผชิญกับภาวะชะงักงันของอุปทาน รวมทั้งการสนับสนุนความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน เช่น การสร้างพื้นที่ทำงานที่มีร่มเงาและการจัดตารางกะที่ปรับตามสภาพความร้อน เพื่อลดความเสี่ยงด้านสุขภาพและการขาดงาน ตลอดจนการสร้างความคล่องตัวทางธุรกิจ เช่น การปรับเปลี่ยนสายผลิตภัณฑ์และรูปแบบธุรกิจ เพื่อตอบสนองต่ออุปสงค์ด้านสินค้าและบริการที่เน้นความพร้อมผันเพิ่มสูงขึ้น

สำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่มีความพร้อมผัน ซึ่งมีเงินทุนจำกัด สามารถลงทุนในมาตรการที่ใช้ต้นทุนต่ำและค่อยเป็นค่อยไป เช่น การสร้างระบบระบายอากาศที่โปร่งโล่งและแนวกั้นน้ำท่วม ทั้งนี้ การเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่จ่ายไหวและการสนับสนุนทางเทคนิค เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้เกิดการลงทุนเหล่านี้ เฉกเช่นเดียวกับการมีเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยให้ SMEs รับมือกับการความชะงักงันหากเกิดขึ้น ทั้งการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่มีราคาเหมาะสม วงเงินสินเชื่อฉุกเฉิน และการค้ำประกัน เป็นต้น


ด้วยเงื่อนไขและระเบียบโลกใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้น ธุรกิจตระหนักดีว่า ต้นทุนของการไม่ลงมือทำนั้น สูงกว่าต้นทุนของการลงมือทำ และการลงทุนด้านความพร้อมผันในภาคเอกชนสามารถให้ผลตอบแทนในอัตราที่น่าพอใจ หากมีการวิเคราะห์ต้นทุน-ผลประโยชน์ (Cost-Benefit Analysis) ที่นำไปสู่การคำนวณผลตอบแทนจากความพร้อมผันอย่างเหมาะสม

ที่สำคัญ ความพร้อมผันมิใช่เรื่องที่เป็นวาระรองอีกต่อไป แต่คือรากฐานของการเติบโตและเสถียรภาพ ธุรกิจสามารถพลิกวงจรจาก 'ต้นทุนที่พุ่งสูง' สู่ 'ผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น' เป็นทางเลือกระหว่างการชะลอแล้วเผชิญกับการสูญเสียที่ทวีคูณ กับการลงมือทำตอนนี้เพื่อสร้างความแข็งแกร่ง ความปลอดภัย และความสามารถทางการแข่งขันของกิจการในวันข้างหน้า


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Saturday, February 21, 2026

Triple Dividend: เครื่องมือสมัยใหม่สำหรับธุรกิจยั่งยืน

เหตุผลหลักในการลงทุนเพื่อเสริมสร้างความพร้อมผันและการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ผ่านมา มักเน้นไปที่การลดความเสี่ยงและลดต้นทุนที่เกิดจากภาวะวิกฤตด้านภูมิอากาศ และด้านอื่น ๆ เพื่อปกป้องกระบวนการทางเศรษฐกิจและสังคม ทรัพย์สิน ตลอดจนสวัสดิภาพของพลเมือง อย่างไรก็ตาม การลงทุนเหล่านี้เริ่มถูกมองว่าเป็นโอกาสในการพัฒนาที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ในปัจจุบัน

แนวทาง "การปันผลสามประโยชน์ของความพร้อมผัน" (Triple Dividend of Resilience หรือ TDR) ได้จำแนกและรวบรวมมูลค่าที่แตกต่างกันสามส่วน ประกอบด้วย การหลีกเลี่ยงความสูญเสีย (ปันผลส่วนที่หนึ่ง) การก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือการพัฒนา (ปันผลส่วนที่สอง) และผลประโยชน์ทางสังคมและสิ่งแวดล้อม (ปันผลส่วนที่สาม) ซึ่งใช้ประเมินความคุ้มค่าในการลงทุนทางธุรกิจ แนวทางนี้ใช้กรอบการวิเคราะห์ต้นทุน-ผลประโยชน์ และเหมาะสำหรับการวิเคราะห์ศักยภาพในการปรับตัวที่ครอบคลุมทุกระดับ ตั้งแต่โครงการ แผนงาน ไปจนถึงการปฏิรูปนโยบาย


แนวคิดเรื่องการปันผลประโยชน์สามส่วนนี้มิได้เป็นเรื่องที่ซับซ้อน โดยมองว่าโครงการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศมีผลประโยชน์ที่ไม่จำกัดเพียงการหลีกเลี่ยงความสูญเสีย ซึ่งเป็นความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดังนั้น การวิเคราะห์ต้นทุน-ผลประโยชน์ของโครงการเหล่านี้ จึงควรให้ค่ากับประโยชน์เพิ่มเติมด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่าภัยคุกคามทางภูมิอากาศนั้นจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ก็ตาม

ปันผลส่วนแรกของการสร้างความพร้อมผัน คือ การรักษาชีวิตและหลีกเลี่ยงความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเหตุผลพื้นฐานและแรงจูงใจร่วมสำหรับการลงทุนด้านการปรับตัวและความพร้อมผัน อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนว่าผลกระทบทางภูมิอากาศจะเกิดขึ้นเมื่อใดหรือจะเกิดขึ้นหรือไม่ อาจทำให้การตัดสินใจลงทุนกรณีนี้ขาดแรงดึงดูด ดังนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องพิจารณาประโยชน์ด้านอื่น ๆ ที่จับต้องได้ทันทีจากการปันผลส่วนที่สองและสาม ซึ่งได้ประโยชน์แม้ในช่วงที่ไม่มีภาวะวิกฤต

ปันผลส่วนที่สองของการสร้างความพร้อมผัน เกี่ยวข้องกับประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ถูกกระตุ้นจากการลงทุนด้านการปรับตัว ไม่ว่าผลกระทบทางภูมิอากาศจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ก็ตาม การลดและจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ดีขึ้น จะช่วยให้ครัวเรือน กิจการห้างร้าน และรัฐบาล ตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์ สร้างงาน และเพิ่มมูลค่าที่ดินและทรัพย์สิน ฯลฯ ต้นทุนของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่น ค่าประกันภัย การป้องกันน้ำท่วม หรือระบบสำรองพลังงาน จะลดลงจากการลงทุนด้านการปรับตัว ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการลงทุนและเพิ่มผลผลิตทางเศรษฐกิจให้สูงขึ้น ปันผลส่วนที่สองนี้ ประกอบด้วย การเปลี่ยนแปลงในกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งหมายความว่ามูลค่าที่เป็นตัวเงินขององค์ประกอบต่าง ๆ สามารถประมาณการได้โดยใช้ราคาตลาด

ปันผลส่วนที่สามของการสร้างความพร้อมผัน เกี่ยวข้องกับประโยชน์เพิ่มเติมทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ได้รับจากการดำเนินโครงการ เช่น คันกั้นน้ำท่วมที่ใช้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจและสิ่งอำนวยความสะดวก พื้นที่ชุ่มน้ำป้องกันน้ำท่วมที่ให้ประโยชน์ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ที่หลบภัยพายุที่ใช้งานเป็นลานกิจกรรมสำหรับชุมชน หรือการเสริมสร้างความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจและสังคมในย่านต่าง ๆ ที่ปลอดจากผลกระทบของเกาะความร้อนในเมือง (ปรากฏการณ์ที่พื้นที่ใจกลางเมืองมีอุณหภูมิสูงกว่าพื้นที่รอบนอกอย่างมีนัยสำคัญ) ปันผลส่วนที่สามนี้ ต่างจากส่วนแรกและส่วนที่สอง ตรงที่ถูกเรียกว่า "ผลกระทบภายนอก" (Externalities) เนื่องจากมักไม่ได้ถูกประเมินมูลค่าในทางเศรษฐกิจ แต่จะประเมินผ่านเทคนิคต่าง ๆ เช่น การประเมินมูลค่าความพึงพอใจ (Contingent Valuation) หรือการกำหนดราคาตามความรู้สึก (Hedonic Pricing)

ที่สำคัญ การประมาณการปันผลครบทั้งสามส่วน จะช่วยให้เห็นถึงผลดีที่เกิดขึ้น แม้ภัยพิบัติทางภูมิอากาศจะมิได้เกิดขึ้น การละเลยปันผลส่วนที่สองและสามนี้ หมายถึง การมองข้ามประโยชน์ที่เกี่ยวเนื่องกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจ การสร้างงาน การท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น คุณภาพอากาศและน้ำ ผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ดีขึ้น โอกาสด้านนันทนาการ ความหลากหลายของสายพันธุ์และพืชคลุมดิน โอกาสทางการศึกษา การประหยัดพลังงาน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการเสริมสร้างความเท่าเทียมทางสังคม ซึ่งประโยชน์เหล่านี้ มักจะมีมูลค่าเท่ากับหรือสูงกว่ามูลค่าของความสูญเสียที่หลีกเลี่ยงได้

จากผลการศึกษาโดยสถาบันทรัพยากรโลก (WRI) ในงานที่ชื่อว่า 'Strengthening the investment case for climate adaptation: A triple dividend approach' ได้นำเสนอหลักฐานที่หนักแน่นว่า การสนับสนุนเงินทุนสำหรับการปรับตัวและความพร้อมผัน ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องเร่งด่วน แต่ยังเป็นทางเลือกในการลงทุนเพื่อการพัฒนาที่ชาญฉลาดในปัจจุบัน

ในการศึกษาดังกล่าว ได้ทำการวิเคราะห์การลงทุนด้านการปรับตัวและความพร้อมผันจำนวน 320 รายการ ใน 12 ประเทศ คิดเป็นมูลค่ารวม 1.33 แสนล้านดอลลาร์ และพบว่า ทุก ๆ 1 ดอลลาร์ ที่ลงทุนในการปรับตัวและความพร้อมผัน จะสร้างผลประโยชน์ได้มากกว่า 10 ดอลลาร์ ภายในระยะเวลา 10 ปี ซึ่งหมายถึง ผลตอบแทนที่อาจสูงถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ โดยมีอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 27%

มีตัวอย่างในบางภาคส่วนที่มีผลตอบแทนสูงยิ่งกว่านั้น เช่น การลงทุนในภาคสาธารณสุขถูกคาดการณ์ว่าจะให้ผลตอบแทนสูงกว่า 78% โดยมีแรงขับเคลื่อนจากประโยชน์มหาศาลในการปกป้องชีวิตผู้คนจากผลกระทบทางภูมิอากาศ อาทิ โรคลมแดด มาลาเรีย และไข้เลือดออก ส่วนการลงทุนในการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ อาทิ ระบบเตือนภัยล่วงหน้า ก็แสดงให้เห็นถึงผลตอบแทนที่สูงเป็นพิเศษจากการรักษาชีวิตและโครงสร้างพื้นฐาน

การศึกษานี้จำกัดความการลงทุนเพื่อการปรับตัวว่าเป็นโครงการที่มุ่งเน้นการลดหรือจัดการความเสี่ยงทางกายภาพจากสภาพภูมิอากาศ เช่น เกษตรอัจฉริยะทางภูมิอากาศ การขยายบริการสาธารณสุข และการป้องกันน้ำท่วมเมือง อย่างไรก็ตาม ในหลายกรณี พบว่าผลประโยชน์ด้านการพัฒนาและที่สังคมได้รับนั้น มีมูลค่าเทียบเท่าหรือสูงกว่าความสูญเสียที่หลีกเลี่ยงได้จากผลกระทบทางภูมิอากาศ

WRI ประเมินโครงการโดยอิงจากผลตอบแทนหลักสามส่วน ได้แก่ การหลีกเลี่ยงความสูญเสียจากภัยพิบัติทางภูมิอากาศ ประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ได้รับการกระตุ้น เช่น การสร้างงาน และการผลิตพืชผลที่เพิ่มขึ้น และผลประโยชน์ทางสังคมและสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง เช่น ระบบสาธารณสุขที่ดีขึ้น ความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉลี่ยแล้ว ผลประโยชน์มีการกระจายตัวค่อนข้างสม่ำเสมอในทั้งสามส่วน ทว่ามีเพียง 8% ของการประเมินการลงทุนที่มีประมาณการมูลค่าเป็นตัวเงินของผลประโยชน์ครบทั้งสามส่วน ซึ่งบ่งชี้ว่าในการประเมินทางเศรษฐกิจของการลงทุนเพื่อการปรับตัวส่วนใหญ่ มีการประเมินอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงต่ำกว่าความเป็นจริงมาก

แม้ว่าการลงทุนเพื่อการปรับตัวโดยดั้งเดิม จะเน้นที่การลดความเปราะบางทางภูมิอากาศและการเสริมสร้างความพร้อมผัน แต่ผลการศึกษาพบว่า กว่า 50% ของผลประโยชน์ที่ได้รับ ถูกระบุไว้ แม้ว่าจะไม่มีภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับภูมิอากาศเกิดขึ้นเลยก็ตาม

โครงสร้างพื้นฐานที่สร้างขึ้นเพื่อรับมือกับเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วอาจมอบคุณค่าได้ตลอดทั้งปี เช่น ระบบชลประทานสามารถรองรับรูปแบบการปลูกพืชที่หลากหลาย และศูนย์อพยพอาจปรับใช้เป็นศูนย์กิจกรรมชุมชนได้ ในขณะที่การแก้ไขปัญหาด้วยวิธีทางธรรมชาติ เช่น การปกป้องลุ่มน้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำ และชายฝั่ง มักจะให้ประโยชน์เพิ่มเติมด้านนิเวศวิทยาและนันทนาการได้ด้วย

ผลการวิจัยเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าการลงทุนในการปรับตัวมิได้เป็นเพียงมาตรการป้องกันเท่านั้น แต่ยังช่วยขับเคลื่อนภารกิจที่มีลำดับความสำคัญของการพัฒนาในระดับประเทศ และเป็นไปตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนอีกด้วย

นอกจากนี้ เกือบครึ่งหนึ่งของการลงทุนด้านการปรับตัวที่นำมาวิเคราะห์ ถูกตั้งเป้าว่าจะช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการปรับตัวและการบรรเทาผลกระทบสามารถดำเนินไปในแบบคู่ขนาน การซ้อนเหลื่อมกันนี้ได้เปิดทางสำหรับการระดมเม็ดเงินด้านภูมิอากาศในบริบทของการลงทุนสีเขียว

ตัวอย่างที่เด่นชัดของสถานการณ์ที่ได้ประโยชน์ในแบบคู่ขนาน พบในภาคพลังงาน ภาคป่าไม้ ภาคขนส่ง ภาคเมือง และภาคการเกษตร หลายโครงการใช้การแก้ไขปัญหาด้วยวิธีทางธรรมชาติที่ช่วยกักเก็บคาร์บอนและมอบคุณประโยชน์ทางนิเวศวิทยา เช่น การปลูกต้นไม้ในเมืองเพื่อลดความร้อน หรือการสร้างความมั่นคงให้พื้นที่ลาดชันเพื่อลดการกัดเซาะดิน

จากข้อค้นพบเหล่านี้ WRI แนะนำให้ภาครัฐพิจารณาการปรับตัวในฐานะฟันเฟืองขับเคลื่อนโอกาสทางเศรษฐกิจ และบูรณาการเรื่องความพร้อมผันเข้ากับยุทธศาสตร์การพัฒนาระดับชาติอย่างเต็มตัว นอกจากนี้ รายงานยังเรียกร้องให้มีแนวทางมาตรฐานในการวัดผลและรายงานผลลัพธ์ของการปรับตัว ในทางที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการเปรียบเทียบ ความโปร่งใส และความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ของการลงทุน

แนวทางการปันผลสามประโยชน์ของความพร้อมผัน ยังสามารถใช้เป็นข้อมูลสำหรับการลงทุนของภาคเอกชนในการปรับตัว โดยช่วยกำหนดมาตรฐานต้นทุน ผลประโยชน์ และตัวชี้วัดในระดับโครงการ ซึ่งทำได้โดยการใช้ข้อมูลระดับโครงการเพื่อเปรียบเทียบผลประโยชน์สุทธิแยกตามประเภทของปันผล กับต้นทุนโครงการที่ใช้เพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์เหล่านั้น

จะเห็นว่า สำหรับภาคธุรกิจ ความพร้อมผัน คือ กลไกในการสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขัน มิใช่เพียงการดำเนินงานเพื่อความยั่งยืน แต่เป็นกลยุทธ์ในการเพิ่มผลกำไรและลดความเสี่ยงในโลกปัจจุบันที่มีความไม่แน่นอนสูง


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Saturday, February 07, 2026

ธุรกิจต้องเร่งสร้างความพร้อมผัน (Resilience) ให้กิจการ

ธรรมชาติของการดำเนินธุรกิจกำลังเปลี่ยนโฉมหน้าไปจากเดิม ทั้งความซับซ้อน ความพัวพันเกี่ยวโยง และความเป็นพลวัตที่มากขึ้น ทุกกิจการกำลังเผชิญกับอนาคตที่มีความไม่แน่นอนยิ่งกว่าในยุคก่อน ธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับการปกป้องกิจการในปัจจุบัน ควบคู่ไปกับการสร้างความพร้อมผัน (Resilience) เพื่อวันพรุ่งนี้ จึงจะมีโอกาสอยู่รอด


ประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์ ระบบเศรษฐกิจ และสภาพแวดล้อม กำลังถูกท้าทายด้วยปัจจัยที่ไม่เคยมีมาก่อน ทั้งจากระเบียบโลกเดิมที่ถูกสั่นคลอนด้วยแนวคิดเอกภาคีนิยม (นโยบายที่กระทำฝ่ายเดียว โดยไม่คำนึงถึงความเห็นชอบ การสนับสนุน หรือผลกระทบต่อประเทศอื่น) และลัทธิคุ้มครองทางการค้าเพื่อปกป้องผลประโยชน์ตนฝ่ายเดียว อาชญากรรมทางไซเบอร์ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นพร้อมกับผลกระทบของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ รวมทั้งผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศที่อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกรวมสามปี (ค.ศ. 2023-2025) ได้เพิ่มสูงขึ้นอยู่ที่ 1.48 °C เกินกว่าระดับอุณหภูมิยุคก่อนอุตสาหกรรม และเป็นช่วงปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

สภาพแวดล้อมทางธุรกิจในปัจจุบันต้องการ “ภาวะพร้อมผัน” ซึ่งหมายถึง ความสามารถในการคาดการณ์ การตอบสนอง และการปรับตัวท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว

การสร้างความพร้อมผัน เริ่มต้นจากการทำความเข้าใจลักษณะของความพึ่งพา (Dependencies) ความเสี่ยง (Risks) และผลกระทบ (Impacts) ที่ธุรกิจอาจต้องเผชิญ

ภาวะพร้อมผัน เป็นความสามารถของระบบและส่วนประกอบต่างๆ ในการคาดการณ์ รับมือ ปรับตัว หรือฟื้นตัวจากผลกระทบของเหตุการณ์ที่เป็นภัยคุกคามได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ รวมถึงการสร้างหลักประกันในการรักษา การฟื้นฟู หรือการปรับปรุงโครงสร้างและหน้าที่พื้นฐานที่จำเป็นของระบบนั้น ๆ

ภาวะพร้อมผัน ยังรวมถึงการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน (Downside) และการเตรียมพร้อมเพื่อฉกฉวยโอกาสที่เกิดขึ้น (Upside)

ความผันผวนทางการเงินและภูมิรัฐศาสตร์ มีแนวโน้มที่จะยังคงอยู่ไปอีกนาน และอาจกลายเป็น "ความปกติใหม่" ในการดำเนินธุรกิจ ทำให้กิจการควรให้ความสำคัญกับทั้งมาตรการตั้งรับ และมาตรการเชิงรุก เพื่อปกป้องบริษัทในระยะสั้น และหาโอกาสในการปรับปรุงธุรกิจให้ดีขึ้นในระยะยาว

ทั้งนี้ การตัดสินใจของกิจการจะต้องมุ่งเน้นทั้งการเติบโตและผลิตภาพไปพร้อม ๆ กัน เพราะการเน้นผลิตภาพเพียงอย่างเดียวอาจช่วยให้ผ่านพ้นวิกฤตไปได้ แต่เมื่อวงรอบธุรกิจถัดไปมาถึง กิจการอาจถูกคู่แข่งทิ้งห่างทางกลยุทธ์โดยไม่ทันตั้งตัว

ภาวะพร้อมผัน เป็นเรื่องของความสามารถในการ "พลิกตัว" เมื่อกิจการต้องเผชิญกับความชะงักงัน เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นและเสริมความแข็งแกร่งสำหรับสิ่งที่รออยู่ข้างหน้า ซึ่งประกอบด้วย การบรรเทาผลกระทบ (Mitigation) การปรับตัว (Adaptation) และการเปลี่ยนผ่าน (Transition)

เริ่มต้นที่การรวบรวมข้อมูล ตั้งแต่โอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ และลักษณะของความพึ่งพา ความเสี่ยง และผลกระทบที่มีต่อบริษัท ซึ่งมิใช่เพียงการพยากรณ์ในทางใดทางหนึ่ง แต่เป็นการประเมินฉากทัศน์ที่เป็นไปได้หลายทาง พร้อมการทดสอบภาวะวิกฤต การวางระบบเตือนภัยล่วงหน้า และกระบวนการตัดสินใจของฝ่ายบริหารที่ชัดเจนต่อเหตุการณ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น เช่น ในห่วงโซ่อุปทาน ความชะงักงันแบบใดที่เป็นชนวนให้ต้องตัดสินใจ และความชัดเจนว่าจะเลือกตัดสินใจแบบใด

การบรรเทาผลกระทบจะเกิดขึ้นในระยะใกล้กับเหตุการณ์ โดยต้องพิจารณาเครื่องมือที่ใช้ในการรับมือ เช่น การบริหารค่าใช้จ่าย การปรับราคา หรือการปรับเปลี่ยนการดำเนินงาน ตามระดับความเสี่ยงและผลกระทบ อาทิ การประกาศขึ้นภาษีการค้า จำต้องมีการสั่งของล่วงหน้า (Front-loading) เพื่อสำรองสินค้าในราคาเดิมจากผู้ส่งมอบต่างประเทศ ส่วนการปรับตัวจะเกี่ยวข้องกับกระบวนการระยะกลาง เช่น การย้ายฐานการผลิต การเจรจาเงื่อนไขใหม่กับผู้ส่งมอบ หรือการทยอยปรับขึ้นราคาสินค้า ขณะที่การเปลี่ยนผ่านอาจต้องใช้การเปลี่ยนแปลงระยะยาว เพื่อเกลี่ยการส่งมอบให้ไม่ยึดติดกับผู้ส่งมอบแหล่งใดแหล่งหนึ่ง เปรียบเสมือนการสร้างกล้ามเนื้อองค์กรให้พร้อมต่อการรับแรงกระแทกจากภายนอก มีการจำลองสถานการณ์ทางธุรกิจตามฉากทัศน์ที่เป็นไปได้ และการเตรียมแผนปฏิบัติการเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ เป็นต้น

ข้อพิจารณาที่กิจการหมั่นตั้งคำถาม ได้แก่ ประการแรก ความรวดเร็วในการบรรเทาผลกระทบ ประการที่สอง ประสิทธิผลของการปรับตัวและผลลัพธ์ที่คาดหวัง และประการที่สาม ความยั่งยืนของการเปลี่ยนผ่าน เพราะสิ่งที่องค์กรต้องเรียนรู้ มิใช่เพียงการฝึกฝนเฉพาะหน้า แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีการบริหารองค์กร รวมทั้งการสื่อสารกับลูกค้าและพันธมิตรทางการค้าอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ กรรมการบริษัทมีบทบาทสำคัญในการช่วยเสริมสร้างความพร้อมผันของกิจการที่กำกับดูแล ด้วยการเสนอให้มีการทดสอบภาวะวิกฤตเพื่อดูว่าบริษัทมีการเตรียมพร้อมอย่างไร ทั้งในแง่ของการลดต้นทุนและความรวดเร็วในการดำเนินการ รวมถึงการวิเคราะห์ฉากทัศน์ต่าง ๆ ตลอดจนการตรวจสอบโครงสร้างต้นทุน เพื่อทำความเข้าใจผลกระทบจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ให้ดีขึ้น เช่น การประเมินความแข็งแกร่งของการดำเนินงานในกรณีที่ถูกโจมตีทางไซเบอร์

เพื่อให้ตอบโจทย์ความพร้อมผันของกิจการอย่างรอบด้าน ธุรกิจควรคำนึงถึงทางเลือกในการตัดสินใจ นอกเหนือจากการตัดลดต้นทุน แต่มองถึงความเป็นไปได้ของการลงทุนแบบสวนกระแสในบางโอกาส เมื่อต้องเผชิญกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน และสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายได้อย่างราบรื่นในที่สุด


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Saturday, January 24, 2026

กลยุทธ์เพื่อสิ่งแวดล้อม ช่วยเพิ่มผลประกอบการหรือไม่

ความไม่สงบทางภูมิรัฐศาสตร์ การถอนตัวจากข้อตกลงด้านสิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกา และการผ่อนปรนกฎระเบียบในสหภาพยุโรป ได้เพิ่มระดับความท้าทายต่อการดำเนินงานด้านความยั่งยืนในภาพรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ธุรกิจชั้นนำระดับโลกในหลากหลายภูมิภาคและอุตสาหกรรม กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า การจัดการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สามารถส่งผลบวกต่อการประกอบการควบคู่ไปด้วยกัน โดยที่ไม่ต้องละทิ้งอย่างใดอย่างหนึ่ง

การเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม นับเป็นจุดตั้งต้นที่สำคัญต่อความก้าวหน้าทางสิ่งแวดล้อมและในทางการเงิน การสร้างกลยุทธ์ธุรกิจบนพื้นฐานของข้อมูลที่เปิดเผยตามจริง จะช่วยให้ธุรกิจมองเห็นความเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อมได้อย่างชัดเจน และสามารถที่จะระบุโอกาสในการเติบโตใหม่ ๆ อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

CDP องค์กรไม่แสวงหากำไร ผู้บุกเบิกการเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก และเป็นแหล่งรวมข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมของกิจการจำนวนกว่า 22,100 แห่ง ได้เปิดเผยผลการสำรวจการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Performance) ของกิจการขนาดใหญ่และนัยที่มีต่อผลประกอบการ (Financial Performance) ในรายงานที่มีชื่อว่า Corporate Health Check 2026 เมื่อกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา

การสำรวจใช้ข้อมูลในรอบปีการดำเนินงาน พ.ศ. 2568 จากกิจการจำนวน 10,397 แห่ง โดยทำการประเมินข้อมูลใน 4 หมวด ได้แก่ หมวดธรรมาภิบาล หมวดการพึ่งพา ผลกระทบ ความเสี่ยงและโอกาส หมวดการตั้งเป้าหมาย และหมวดการวางแผนเชิงกลยุทธ์ รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ ด้านภูมิอากาศ ด้านการจัดการป่าไม้ และด้านน้ำ

จากนั้น นำผลการประเมินการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม มาจัดระดับกิจการเป็น 4 ระดับ ประกอบด้วย ระดับที่ 1 เปิดเผยข้อมูล (Disclosure) ระดับที่ 2 รับรู้ (Awareness) ระดับที่ 3 จัดการ (Management) และระดับที่ 4 เป็นผู้นำ (Leadership)

ผลสำรวจพบว่ามีกิจการจำนวน 15% (อยู่ในระดับ 4) สามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Scope 1) ได้ในอัตรา 4% (CAGR) นับจากปีฐานถึงปีที่รายงาน เมื่อเทียบกับกิจการที่อยู่ในระดับอื่น ๆ ซึ่งสามารถลดได้ในอัตราเฉลี่ยประมาณ 1%


เมื่อพิจารณาการเติบโตของมูลค่าตามราคาตลาด (Market Capitalization) ของกิจการ จากกลุ่มตัวอย่าง 1,355 แห่ง ใน 13 รายอุตสาหกรรม พบว่ากิจการในกลุ่มผู้นำ 6 อุตสาหกรรม มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยของมูลค่าตามราคาตลาดในช่วงสามปี (ข้อมูลตั้งแต่ไตรมาสสามของปี 2565 - ไตรมาสสามของปี 2568) สูงกว่ากิจการในระดับที่ 1 ขณะที่อีก 6 อุตสาหกรรม กลับพบว่ากิจการในกลุ่มผู้นำมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยของมูลค่าตามราคาตลาดต่ำกว่ากิจการในระดับที่ 1 และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยเท่ากันใน 1 อุตสาหกรรม (คือ ค้าปลีก)


ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ในการสำรวจนี้ กิจการที่มีการเติบโตของมูลค่าตามราคาตลาด มิได้ขึ้นกับผลการประเมินการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีเสมอไป

รายงานฉบับดังกล่าว ยังได้ให้คำแนะนำแก่กิจการที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมที่เชื่อมโยงสู่การเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันและคุณค่าให้แก่ธุรกิจในระยะยาว ใน 4 มาตรการ ได้แก่

1. การเชื่อมโยงค่าตอบแทนผู้บริหารกับผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม
การสร้างแรงจูงใจในระดับผู้บริหารที่เชื่อมโยงกับผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม ช่วยให้การวางแนวทางการนำองค์กรสอดรับกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมของกิจการ อาทิ จำนวนกิจการในกลุ่มผู้นำด้านภูมิอากาศ 100% มีการเชื่อมโยงค่าตอบแทนผู้บริหารเข้ากับผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม คล้ายคลึงกับ กิจการในกลุ่มผู้นำด้านการจัดการป่าไม้และน้ำ 78% ที่มีการเชื่อมโยงค่าตอบแทนผู้บริหารกับผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม ในทางตรงข้าม กิจการที่ไม่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มผู้นำด้านภูมิอากาศ มีแนวโน้มที่จะใช้มาตรการนี้น้อยกว่ามาก (32%) เช่นเดียวกันกับ ในด้านการจัดการน้ำ (18%) และป่าไม้ (20%)

2. กระบวนการที่เข้มแข็งในการจัดการความพึ่งพา ผลกระทบ ความเสี่ยงและโอกาสด้านสิ่งแวดล้อม
มาตรการนี้ ช่วยให้กิจการเตรียมพร้อมในการจัดการกับความไม่แน่นอนและภาระผูกพันในระยะยาว รวมถึงสามารถคว้าโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ได้ โดย 83% ของผู้นำด้านภูมิอากาศ มีกระบวนการที่เข้มแข็ง ซึ่งครอบคลุมทั้งการดำเนินงานเองและผ่านห่วงโซ่อุปทานอยู่ตลอดเวลา ขณะที่ กิจการในกลุ่มผู้นำด้านการจัดการป่าไม้ (93%) และน้ำ (90%) มีผลการดำเนินงานที่โดดเด่นยิ่งกว่า ส่วนกิจการที่อยู่ในระดับรองลงมา มีแนวโน้มที่จะใช้มาตรการนี้น้อยกว่า โดยมีเพียง 33% (ด้านภูมิอากาศ) 27% (ด้านป่าไม้) และ 24% (ด้านน้ำ) ที่มีกระบวนการดังกล่าว

3. แผนการเปลี่ยนผ่านที่สอดคล้องกับเป้าหมาย 1.5°C พร้อมความมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม
การจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่านด้านภูมิอากาศที่น่าเชื่อถือ เป็นสิ่งสำคัญสำหรับกิจการในการปรับตัวให้สอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวของความตกลงปารีส และการวางตำแหน่งโมเดลธุรกิจเพื่อมุ่งสู่เศรษฐกิจที่เป็นบวกต่อโลก ซึ่งกิจการในกลุ่มผู้นำเกือบ 90% ได้ดำเนินมาตรการนี้แล้ว เมื่อเทียบกับเพียง 37% ในกลุ่มกิจการที่อยู่ในระดับรองลงมา ทั้งนี้ เป้าหมายระยะสั้นที่เข้มแข็ง คือ หัวใจสำคัญของแผนที่น่าเชื่อถือ เพราะช่วยสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับการดำเนินการที่จำเป็นในระยะใกล้เพื่อบรรลุเป้าหมายระยะยาว โดย 93% ของกิจการในกลุ่มผู้นำที่มีแผนการเปลี่ยนผ่าน มีเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วทั้งองค์กรที่สอดคล้องกับเพดาน 1.5°C ขณะที่ 37% ของกลุ่มกิจการซึ่งอยู่ในระดับรองลงมาที่มีแผนงาน มีเพียง 36% ที่มีการกำหนดเป้าหมายดังกล่าว

4. การมีส่วนร่วมกับห่วงโซ่คุณค่า
การทำความเข้าใจว่าผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมคืออะไรและเกิดขึ้นที่จุดใด ช่วยให้ธุรกิจสามารถบรรเทาความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกะทันหัน และส่งเสริมนวัตกรรมร่วมกับผู้ส่งมอบที่ใกล้ชิดที่สุดได้ มาตรการนี้ ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในกิจการที่เป็นกลุ่มผู้นำ โดย 97% ของกิจการในกลุ่มผู้นำด้านภูมิอากาศ มีการทำงานร่วมกับทั้งลูกค้าและคู่ค้า นอกจากนี้ 83% ของกิจการที่ยังไม่อยู่ในกลุ่มผู้นำ ได้เริ่มหันมาสร้างความร่วมมือกับห่วงโซ่คุณค่า ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ภาคธุรกิจในวงกว้างเริ่มตระหนักถึงประโยชน์ของการมีส่วนร่วมดังกล่าว สำหรับกลุ่มผู้นำด้านป่าไม้และน้ำ ระดับการมีส่วนร่วมนี้ ยังคงอยู่ในเกณฑ์ที่สูงมากเช่นกัน (91% และ 98% ตามลำดับ)

จะเห็นว่า เส้นทางสู่ความสำเร็จมิได้มีเพียงหนึ่งเดียว เนื่องจากแต่ละภูมิภาค ตลาด และภาคธุรกิจ ต่างต้องเผชิญกับความเสี่ยงและโอกาสที่แตกต่างกันไป อย่างไรก็ตาม คุณลักษณะร่วมที่ร้อยเรียงให้กิจการก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำกลุ่ม ได้แก่ การมีธรรมาภิบาลที่เข้มแข็งพร้อมกับความเชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมในระดับคณะกรรมการ การวางแผนเปลี่ยนผ่านที่เชื่อถือได้ การมีส่วนร่วมอย่างจริงจังตลอดห่วงโซ่คุณค่า การจัดสรรเงินทุนอย่างชาญฉลาด และการตัดสินใจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล

ท้ายที่สุด ภาวะผู้นำด้านสิ่งแวดล้อม กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า สามารถใช้เป็นกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจได้ไม่น้อยไปกว่าการใช้เป็นกลยุทธ์เพื่อสิ่งแวดล้อม และกิจการที่ตัดสินใจลงทุนในเรื่องนี้ตั้งแต่วันนี้ จะเป็นผู้ซึ่งอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบในการแข่งขัน และเจริญเติบโตในระบบเศรษฐกิจที่รออยู่ข้างหน้า


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Saturday, January 10, 2026

เป้าหมาย Net Zero กับโอกาสที่มากับ Green Economy

ในรอบปีที่ผ่านมา จากภาวการณ์เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น การถอนตัวจากความตกลงโลกของสหรัฐอเมริกา และการผ่อนปรนกฎระเบียบที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคยุโรป ทำให้เกิดความเข้าใจว่า การเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศกำลังเข้าสู่ภาวะชะงักงัน ประกอบกับความคุ้มค่าในการพัฒนาเทคโนโลยีสีเขียวหลายโครงการไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ ยิ่งไปเสริมความเชื่อที่ว่า กระแสการพัฒนาสีเขียว กำลังแผ่วลงอย่างมีนัยสำคัญ

กระนั้นก็ตาม จากตัวเลขสำรวจที่จัดทำโดย เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม ร่วมกับ บอสตัน คอนซัลติ้ง กรุ๊ป ที่เผยแพร่ในรายงานประจำปี เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ในชื่อว่า "Already a Multi-Trillion-Dollar Market: CEO Guide to Growth in the Green Economy" เผยให้เห็นว่า เศรษฐกิจสีเขียวกลายเป็นตลาดที่มีมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ไปแล้ว โดยมีสัดส่วนอยู่ราว 5 ล้านล้านดอลลาร์ ในปี ค.ศ. 2024 และคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าแตะระดับ 7 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี ค.ศ. 2030 ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจสีเขียว เป็นหนึ่งในภาคส่วนที่มีการเติบโตสูงเป็นอันดับสอง รองจากกลุ่มเทคโนโลยี


จากที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นับตั้งแต่ยุคอุตสาหกรรม และได้พุ่งทะลุขีดจำกัด 1.5 องศาเซลเซียสเป็นครั้งแรก ในปี ค.ศ. 2024 และมีแนวโน้มที่จะร้อนขึ้นอีกเป็นลำดับ ทำให้ความเสียหายที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 3.6 ล้านล้านดอลลาร์ ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ยังจะมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอีกมหาศาล

ปัจจุบัน กิจกรรมการลดผลกระทบ (Mitigation) มีสัดส่วนในการขับเคลื่อนหลักถึง 78% ของมูลค่าตลาด นำโดยกลุ่มขนส่งและยานยนต์ ขณะที่กิจกรรมการปรับตัว (Adaptation) ได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้น โดยคิดเป็น 22% ของความต้องการทั้งหมด ซึ่งได้รับแรงหนุนหลักจากปัจจัยทางการเกษตรที่ปรับตัวตามสภาพอากาศ วัสดุก่อสร้างที่คงทน และเทคโนโลยีทำความเย็น

แม้จะมีความไม่แน่นอนมากมายที่ส่งผลต่อการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ ไม่ว่าจะเป็นบริบททางเศรษฐกิจมหภาค สภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบ หรือปัญหาคอขวดทางราชการ เช่น การออกใบอนุญาตล่าช้า ความอ่อนแอในการสนับสนุนจากภาครัฐ แต่ด้วยต้นทุนเทคโนโลยีที่ลดลง และกฎระเบียบด้านสภาพภูมิอากาศที่บังคับใช้แล้ว ทำให้คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจสีเขียวจะเติบโตได้ ในอัตราเฉลี่ย 6% ต่อปี

เศรษฐกิจสีเขียว แม้จะไม่มีนิยามที่เป็นสากล แต่โดยทั่วไป จะหมายถึง วิธีการในเชิงพาณิชย์ซึ่งมุ่งประสงค์ที่จะพัฒนาและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน หรือมุ่งตอบสนองต่อความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมโดยตรง ครอบคลุมทั้งการลดผลกระทบและการปรับตัว ตั้งแต่เทคโนโลยีสะอาดขั้นสูงไปจนถึงเทคโนโลยีเกษตรกรรมเกิดใหม่ อาทิ พลังงานหมุนเวียน ยานยนต์ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์อาหารคาร์บอนต่ำ วัสดุก่อสร้างที่คงทน การรีไซเคิลสิ่งทอ การเงินสีเขียว เทคโนโลยีและบริการวัดปริมาณคาร์บอน ฯลฯ

เศรษฐกิจสีเขียวได้กลายเป็นหนึ่งในสองอุตสาหกรรมที่เติบโตสูงสุดของโลก การลงทุนที่เพิ่มขึ้นมหาศาลส่งผลให้เศรษฐกิจสีเขียวเป็นภาคส่วนที่มีผลประกอบการดีที่สุดเป็นอันดับสองในดัชนี FTSE All World ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา โดยเป็นรองเพียงกลุ่มเทคโนโลยีเท่านั้น ในช่วง 10 ปีดังกล่าว มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของเศรษฐกิจสีเขียวเติบโตเฉลี่ยที่ 15% (CAGR) สูงกว่าดัชนี S&P 500 ที่มีอัตราเติบโตเฉลี่ยที่ 11% หรือสูงกว่าอยู่ 4%

ปัจจุบัน 142 ประเทศที่ครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 76% ของโลก ได้กำหนดเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) แล้ว ซึ่งเพิ่มขึ้นจากแทบไม่มีประเทศใดเลย ในปี ค.ศ. 2016 หลายประเทศได้ใช้กรอบกฎระเบียบการจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เข้มงวดขึ้น หรือผลักดันให้มีการขยายการใช้เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำอย่างจริงจัง โดยในช่วงเวลาเดียวกัน การตั้งเป้าหมายการลดคาร์บอนของภาคเอกชน ก็เติบโตอย่างก้าวกระโดดเช่นกัน

แนวคิด Net Zero เกิดขึ้นจากความตกลงปารีส เพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติให้บรรลุขีดจำกัดอุณหภูมิที่กำหนดไว้ โดยหลายประเทศ ได้ตั้งเป้าไว้ในปี ค.ศ. 2050 พร้อมกันกับมีเป้าหมายระยะใกล้ระหว่างทาง โดยที่การตั้งเป้า Net Zero หมายถึง การตกลงที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เร็วที่สุด และชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกส่วนที่เหลือด้วยการกำจัดออกจากชั้นบรรยากาศอย่างถาวร

นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2015 มุมมองต่อนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของโลกได้เปลี่ยนไปอย่างมาก รัฐบาลได้ออกกฎหมาย สร้างแรงจูงใจ และส่งสัญญาณตลาดเพื่อเร่งการดำเนินงาน โดยจากข้อมูลที่แสดงความครอบคลุมเป้าหมาย Net Zero เมื่อเทียบเป็นร้อยละของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในระหว่างปี ค.ศ. 2015-2025 พบว่า กว่า 83% ของ GDP โลกในปัจจุบัน อยู่ภายใต้เป้าหมาย Net Zero (แม้ว่าผลการถอนตัวของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาจากเป้าหมาย ทำให้ตัวเลขลดจาก 93% เหลือ 77% แต่กลับขยับขึ้นมาเป็น 83% เนื่องจาก 19 มลรัฐในสหรัฐอเมริกา ยังคงยึดในเป้าหมายที่ตั้งไว้)


ในช่วงปีที่ผ่านมา ความน่าเชื่อถือของเป้าหมาย Net Zero ได้ถูกตั้งคำถามจากความผันผวนทางการเมืองและความไม่มั่นคงระดับโลกที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้ลบความจริงที่ว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ การหลีกเลี่ยงผลกระทบที่เลวร้ายที่สุด จำเป็นต้องอาศัยความพยายามอย่างมหาศาลในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ประมาณร้อยละ 45 ภายในปี ค.ศ. 2030 และบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี ค.ศ. 2050

เหตุผลทางเศรษฐกิจในการลงมือทำนั้น เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้อีกต่อไป ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศพุ่งสูงขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การประวิงเวลาในการเปลี่ยนผ่านจะยิ่งทำให้ความเสียหายและต้นทุนทวีคูณมากขึ้น

เรื่อง Net Zero จึงมิใช่แค่หัวข้อสนทนา แต่คือบททดสอบของภาวะผู้นำและการมองการณ์ไกล คือการจัดการความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจริงและการปกป้องผู้คนจากความสูญเสียที่เกิดขึ้นจริง คือการลงมือดำเนินการในจังหวะเวลาที่เหมาะเจาะ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องสมมติ แต่กำลังกลายเป็นเงื่อนไขในการกำหนดทิศทางการค้า การลงทุน และการจ้างงานในทุกภูมิภาคของโลก คำถามที่สำคัญ คือ ใครจะเป็นผู้ชี้นำ และใครจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]