Sunday, December 28, 2025

ยุโรปจะเริ่มใช้ พาสปอร์ตดิจิทัลของผลิตภัณฑ์ ในปี ค.ศ. 2026

ปฏิเสธไม่ได้ว่า การบริโภคเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการสร้างมลภาวะ โดยที่ผลิตภัณฑ์และวิธีการที่เราใช้งาน สามารถส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีนัยสำคัญ

แนวคิดหนึ่งในการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ที่กำลังจะเข้ามามีบทบาทในโลกการค้า ได้แก่ การออกพาสปอร์ตดิจิทัลของผลิตภัณฑ์ (Digital Product Passport หรือ DPP) กำกับตัวผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีเป้าหมายที่จะปรับปรุงความยั่งยืนของผลิตภัณฑ์ที่วางจำหน่ายในตลาด ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการหมุนเวียน การใช้พลังงาน การนำกลับมาใช้ใหม่ และความทนทาน

DPP เปรียบเสมือนบัตรประจำตัวดิจิทัลสำหรับผลิตภัณฑ์ ส่วนประกอบ และวัสดุ ซึ่งจะจัดเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนความยั่งยืนของผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมการหมุนเวียน และเสริมสร้างการปฏิบัติตามกฎหมาย

ข้อมูล DPP นี้จะสามารถเข้าถึงได้ทางอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ผู้บริโภค ผู้ผลิต และหน่วยงานต่าง ๆ ตัดสินใจเกี่ยวกับความยั่งยืน การหมุนเวียน และการปฏิบัติตามกฎระเบียบได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบการมีอยู่และความถูกต้องจากพาสปอร์ตดิจิทัลของสินค้านำเข้าได้โดยอัตโนมัติ

โดยข้อมูลที่ถูกระบุอยู่ในพาสปอร์ตดิจิทัลของผลิตภัณฑ์จะขึ้นอยู่กับประเภทของผลิตภัณฑ์ ซึ่งอาจรวมถึง ประสิทธิภาพทางเทคนิคของผลิตภัณฑ์ วัสดุและแหล่งที่มา กิจกรรมการซ่อมแซม ความสามารถในการนำกลับมาใช้ใหม่ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ เป็นต้น

ในสหภาพยุโรป พาสปอร์ตดิจิทัลของผลิตภัณฑ์ ได้ถูกนำมาใช้ภายใต้ข้อบังคับการออกแบบเชิงนิเวศสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน (ESPR) โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความโปร่งใสตลอดห่วงโซ่คุณค่าของผลิตภัณฑ์ ด้วยการให้ข้อมูลที่ครอบคลุมเกี่ยวกับต้นกำเนิด วัสดุ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และคำแนะนำในการกำจัดของแต่ละผลิตภัณฑ์

DPP ถูกออกแบบมาเพื่อลดช่องว่างระหว่างความต้องการข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่โปร่งใสของผู้บริโภค กับการขาดข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่เชื่อถือได้ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ข้อมูลสำคัญที่จะรวมอยู่ใน DPP ได้แก่ รหัสประจำตัวผลิตภัณฑ์ที่ไม่ซ้ำกัน เอกสารการปฏิบัติตามกฎระเบียบ และข้อมูลเกี่ยวกับสารที่น่ากังวล นอกจากนี้ ยังประกอบไปด้วยคู่มือผู้ใช้ คำแนะนำด้านความปลอดภัย และแนวทางการกำจัดผลิตภัณฑ์

ด้วยบันทึกดิจิทัลละเอียดของวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ DPP จะช่วยยกระดับการจัดการห่วงโซ่อุปทาน รับประกันการปฏิบัติตามกฎระเบียบ และช่วยให้บริษัทต่าง ๆ ระบุและบรรเทาความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับความถูกต้องและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

การนำ DPP มาใช้ เป็นไปตามหลักการข้อมูลเปิด (Open Data) ด้วยการเปิดเผยข้อมูลผลิตภัณฑ์โดยละเอียดสู่สาธารณะ แนวทางนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยปรับปรุงความชัดเจนต่อข้อมูลผลิตภัณฑ์และแนวทางปฏิบัติด้านความยั่งยืน แต่ยังเอื้อให้เกิดการแบ่งปันข้อมูลและการทำงานร่วมกันได้ดีขึ้นทั่วทั้งอุตสาหกรรม ที่เน้นย้ำถึงความสำคัญของข้อมูลที่เป็นมาตรฐานและเข้าถึงได้ ในการผลักดันให้เกิดความโปร่งใสและความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้

พาสปอร์ตดิจิทัลของผลิตภัณฑ์ ถือเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญในด้านความโปร่งใสและความยั่งยืนของผลิตภัณฑ์ ที่ช่วยส่งเสริมตลาดที่เปิดกว้างและมีความรับผิดชอบ ทั้งนี้ การผนวกหลักการข้อมูลเปิดเข้ากับ DPP จะช่วยเพิ่มทั้งความชัดเจนและความเที่ยงตรงของข้อมูลผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทั้งบริษัท ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อมไปพร้อม ๆ กัน

ข้อบังคับการออกแบบเชิงนิเวศสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน (ESPR) มีกำหนดเวลาบังคับใช้สำหรับทั้งข้อกำหนดเฉพาะของผลิตภัณฑ์และข้อกำหนดทั่วไป ครอบคลุมการระบุเขตข้อมูลที่จำเป็น รูปแบบการรายงาน และระเบียบวิธีสำหรับผลิตภัณฑ์แต่ละกลุ่ม เพื่อให้มั่นใจว่าเจตนารมณ์ของข้อบังคับสอดรับกับแนวปฏิบัติจริงในอุตสาหกรรม

โดยเริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 2026 ข้อบังคับ ESPR จะเริ่มใช้กับเหล็กและเหล็กกล้า โดยเน้นที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจก และประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ในปี ค.ศ. 2027 จะครอบคลุมถึงอะลูมิเนียม สิ่งทอ และยางล้อ โดยจะมีมาตรการสำหรับวัสดุขั้นทุติยภูมิ การยืดอายุการใช้งานผลิตภัณฑ์ และการปรับปรุงความสามารถในการนำกลับมาใช้ใหม่ รวมถึงการนำกฎเกณฑ์ด้านความสามารถในการซ่อมแซมมาใช้สำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคและเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กในครัวเรือนด้วย

และภายในปี ค.ศ. 2028 ข้อบังคับ ESPR จะรวมถึงเครื่องเรือน มุ่งเน้นไปที่การใช้ทรัพยากรและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จากนั้น ในปี ค.ศ. 2029 จะครอบคลุมถึงที่นอนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยใช้กฎเกณฑ์ด้านความทนทาน ความสามารถในการนำกลับมาใช้ใหม่ และสัดส่วนวัสดุรีไซเคิล

ทั้งนี้ ข้อกำหนดด้านการออกแบบเชิงนิเวศและการติดฉลากพลังงานในอนาคต สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ได้รับเลือก จะครอบคลุม 2 องค์ประกอบ ได้แก่

1) ประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ เช่น ความทนทานขั้นต่ำ ประสิทธิภาพการใช้พลังงานและทรัพยากรขั้นต่ำ การมีอยู่ของอะไหล่ หรือสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลขั้นต่ำ และ/หรือ

2) ข้อมูลผลิตภัณฑ์ รวมถึงคุณลักษณะสำคัญ เช่น คาร์บอนฟุตพรินต์ และฟุตพรินต์สิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ ที่จะเผยแพร่ผ่านพาสปอร์ตดิจิทัลของผลิตภัณฑ์เป็นหลัก

โดยในระหว่างกระบวนการพัฒนาข้อกำหนดการออกแบบเชิงนิเวศ ได้มีการคำนึงถึงความต้องการของ SMEs โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิสาหกิจรายย่อย และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสม

พาสปอร์ตดิจิทัลของผลิตภัณฑ์ ถือเป็นพัฒนาการสำคัญในการยกระดับให้มีผลิตภัณฑ์ที่ประหยัดพลังงานมากขึ้น ช่วยให้ผู้บริโภคประหยัดเงินและสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโดยรวม โดยการออกแบบเชิงนิเวศและการติดฉลากพลังงานของสหภาพยุโรป ได้ช่วยให้ผู้บริโภคประหยัดเงินไปแล้วกว่า 1.2 แสนล้านยูโร จากการลดการใช้พลังงาน และกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง

จะเห็นว่าการนำพาสปอร์ตดิจิทัลของผลิตภัณฑ์มาใช้ จะช่วยให้ภาคเอกชนสามารถขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อปกป้องโลก ส่งเสริมรูปแบบธุรกิจที่ยั่งยืน เสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน และภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจได้ดียิ่งขึ้น

และหนีไม่พ้นที่ภาคเอกชนไทย จำต้องเตรียมรับมือกับการนำ DPP มาใช้ โดยมีสหภาพยุโรปเป็นผู้นำร่อง เนื่องจากเรายังต้องอาศัยการค้าขายในห่วงโซ่อุปทานโลกที่มีกติกาสากลใหม่ ๆ เกิดขึ้น อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Monday, December 15, 2025

Red Flags ความยั่งยืนประเทศไทย ในปี ค.ศ. 2026

ปี ค.ศ. 2026 ที่กำลังจะมาถึง ประเทศไทยต้องเผชิญกับความท้าทายด้านความยั่งยืนที่ซับซ้อนขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสามปัจจัย "Red Flags" ในมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ซึ่งหากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง อาจเร่งการบั่นทอนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ สังคม และความเชื่อมั่นในระดับประเทศและระหว่างประเทศ โดยในที่นี้ จะชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มความเสี่ยงที่เกิดจากปัจจัยทั้งสามและผลกระทบต่อความยั่งยืนของไทย


มิติสิ่งแวดล้อม (Environmental) ที่เกิดจากภัยพิบัติทางภูมิอากาศสุดขั้ว อันได้แก่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ได้เลื่อนสถานะจาก "ภัยคุกคามในอนาคต" มาเป็น "ภัยคุกคามในปัจจุบัน" สำหรับประเทศไทย แนวโน้มในปี ค.ศ. 2026 คือ การเพิ่มขึ้นของเหตุการณ์สภาพภูมิอากาศสุดขั้ว (Extreme Weather Events) ที่มีความถี่และความรุนแรงสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเสียหายทางกายภาพ (Damage) และความสูญเสียทางเศรษฐกิจ (Loss)

ดังกรณีน้ำท่วมหาดใหญ่ถือเป็นบทเรียนราคาแพง ที่ก่อให้เกิดความเสียหายทางกายภาพ ทั้งอาคารบ้านเรือน ร้านค้า สถานประกอบการ และทรัพย์สินมีค่า รวมทั้งความสูญเสียทางเศรษฐกิจ จากการหยุดชะงักทางธุรกิจ สูญเสียผลผลิต รายได้จากการท่องเที่ยว การขนส่งสินค้าสะดุด ผลกระทบต่อตลาดแรงงานที่เป็นการว่างงานชั่วคราว หรือการย้ายถิ่นฐานของแรงงานในระยะยาว ตลอดจนการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขและการเยียวยา งบประมาณช่วยเหลือผู้ประสบภัย และระยะเวลาที่ใช้ฟื้นฟูนานหลายเดือน เป็นต้น

ความเสี่ยงที่สำคัญในปี ค.ศ. 2026 คือ การที่ประเทศไทยยังขาดระบบบริหารจัดการน้ำและระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพในระดับชาติที่สอดคล้องกับความรุนแรงของภัยพิบัติที่เพิ่มขึ้น การลงทุนด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Adaptation) ไม่เพียงพอ ความเปราะบางของเมืองสำคัญทางเศรษฐกิจที่ติดกับชายฝั่งและพื้นที่ลุ่มยังคงสูง การละเลยการวางแผนระยะยาวด้านสิ่งแวดล้อมจะกลายเป็นภาระหนักอึ้งต่อความมั่นคงทางการคลังของประเทศ

มิติสังคม (Social) ที่เกิดจากจากภัยอาชญากรรมไซเบอร์และความไม่มั่นคงชายแดน โดยประเทศไทยกำลังถูกกดดันจากภัยสองขั้ว คือ ภัยคุกคามที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ และภัยความมั่นคงรูปแบบดั้งเดิม โดยภัยจากมิจฉาชีพหรือสแกมเมอร์ที่ใช้เทคโนโลยี เช่น การหลอกลวงทางคอลเซ็นเตอร์ และการหลอกลวงทางออนไลน์ ได้กลายเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่สร้างความเสียหายระดับชาติ มีการแจ้งความอาชญากรรมทางไซเบอร์ในรอบหลายปี สร้างความเสียหายรวมกว่า 6.5 หมื่นล้านบาท หรือเฉลี่ยกว่า 80 ล้านบาทต่อวัน รวมถึงการขยายตัวของ "ทุนเทา" ที่เป็นกลุ่มทุนผิดกฎหมายข้ามชาติซึ่งใช้ไทยเป็นฐานหรือทางผ่านในการดำเนินการ โดยอาศัยช่องว่างและการบังคับใช้กฎหมายที่อ่อนแอ รวมทั้งการผสมผสานของเงินทุนผิดกฎหมายข้ามชาติกับเทคโนโลยียิ่งทำให้รูปแบบการหลอกลวงทวีความซับซ้อนขึ้น

การแพร่หลายของอาชญากรรมไซเบอร์ ทำให้ประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่นต่อระบบธนาคารทางดิจิทัล ระบบราชการ และแม้กระทั่งสื่อออนไลน์ โดยที่เหยื่อจำนวนมากเป็นกลุ่มผู้สูงอายุและคนวัยทำงานที่ขาดความรู้ด้านดิจิทัล ทำให้เกิดความเครียดทางสังคม การล้มละลาย และปัญหาครอบครัวตามมา

สำหรับภัยความมั่นคงจากความไม่สงบแถบชายแดน ไทย-กัมพูชาที่ก่อตัวขึ้นระลอกใหม่ มีความเชื่อมโยงกับการขยายตัวของทุนเทาและผลประโยชน์จากธุรกิจที่ผิดกฎหมายซึ่งได้ขยายวงเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจข้ามชาติ ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อความยั่งยืน ที่ไปเพิ่มต้นทุนทางทหาร และลดเสถียรภาพทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Stability) ในภูมิภาค โดยความไม่สงบหรือการปะทะย่อมส่งผลให้การค้าชายแดนและการท่องเที่ยวหยุดชะงัก ประชาชนในพื้นที่ต้องอพยพ ทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจและการลงทุนในพื้นที่ และหากสถานการณ์ความไม่สงบยกระดับขึ้นและทอดยาวเป็นเวลานาน อาจส่งผลให้เกิดการแทรกแซงกิจการภายในจากประเทศมหาอำนาจ ซึ่งจะทำให้สถานการณ์พิพาททวีความซับซ้อนยิ่งขึ้น

มิติธรรมาภิบาล (Governance) ในระดับประเทศ การเมืองไทยยังคงอยู่ในวงจรของการแบ่งขั้วที่ชัดเจนระหว่างกลุ่มที่มีแนวคิดอนุรักษ์นิยม (มักถูกจัดเป็นฝ่ายขวาในบริบทของโครงสร้างอำนาจดั้งเดิม) กับกลุ่มที่มีแนวคิดเสรีนิยม (มักถูกจัดเป็นฝ่ายซ้ายในบริบทการเปลี่ยนแปลง) โดยผลกระทบที่สำคัญ คือ ความไร้เสถียรภาพและความต่อเนื่องทางนโยบาย สำทับด้วยวิกฤตที่เกิดจากการแทรกแซงองค์กรอิสระ ซึ่งแทนที่จะใช้เป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ กลับถูกใช้เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับขั้วอำนาจใดขั้วอำนาจหนึ่ง อันนำไปสู่การขาดความเชื่อมั่นต่อระบบ ประชาชนและผู้ลงทุนต่างชาติจะขาดความเชื่อมั่นต่อความโปร่งใสและความเป็นกลางของกระบวนการ และต่อระบบการเลือกตั้ง นอกจากนี้ การเผชิญหน้าทางการเมือง ยังทำให้เกิดภาวะชะงักงันในการออกกฎหมายและการปฏิรูปที่สำคัญต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในระดับกิจการ (Corporate Governance) ประเด็นการฉ้อโกงในตลาดทุน เป็น "Red Flag" ที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนในวงกว้าง ทั้งการปั่นหุ้น การทำธุรกรรมอำพราง การเปิดเผยข้อมูลเท็จ การซื้อขายโดยใช้ข้อมูลภายใน การหลอกลงทุนในรูปแบบต่าง ๆ เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ตลาดทุนไทยถูกมองว่ามีความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาล และการบังคับใช้กฎหมายที่ล่าช้า ผู้ลงทุนต่างชาติอาจลังเลที่จะเข้ามาลงทุน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพคล่องและการพัฒนาเศรษฐกิจ

การที่ผู้กระทำผิดสามารถหลบเลี่ยงหรือใช้ช่องว่างทางกฎหมายได้ นับเป็นความเสี่ยงต่อความยั่งยืน ที่แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการยกระดับกลไกของหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องให้ทันต่อรูปแบบการฉ้อโกงที่ซับซ้อนมากขึ้น

ทั้งสามปัจจัย "Red Flags" ข้างต้น มิได้แยกจากกัน แต่ส่งผลกระทบซึ่งกันและกัน (Dependencies) โดยความไม่แน่นอนทางการเมือง (Governance) ทำให้การออกกฎหมายและงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม (Environmental) และการปราบปรามอาชญากรรม (Social) เป็นไปได้ยาก ขณะที่ความเสียหายทางเศรษฐกิจ (Economic) จากภัยพิบัติทางธรรมชาติ (Environmental) และการฉ้อโกง (Governance) จะเพิ่มความเหลื่อมล้ำและความปกติสุขของสังคม (Social)

ประเทศไทยในปี ค.ศ. 2026 จำเป็นต้องมีผู้รับผิดชอบและทำหน้าที่ในการดำเนินการที่เด็ดขาดและจริงจัง โดยในด้านสิ่งแวดล้อม ต้องมีการลงทุนในการบริหารจัดการน้ำและโครงสร้างพื้นฐานป้องกันภัยพิบัติในระยะยาว โดยคำนึงถึงข้อมูลสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ในด้านสังคม ต้องดำเนินการปราบปรามทุนเทา และอาชญากรรมไซเบอร์อย่างจริงจังด้วยการยกระดับเทคโนโลยีและการประสานงานข้ามประเทศ พร้อมเสริมสร้างความรู้ด้านดิจิทัลให้กับประชาชน ในด้านธรรมาภิบาล ต้องสร้างให้เกิดกลไกที่ทำให้องค์กรอิสระเป็นกลางและโปร่งใสอย่างแท้จริง และเสริมสร้างความเข้มแข็งในการบังคับใช้กฎหมายในตลาดทุน

หากสามารถพลิกวิกฤตเหล่านี้ให้เป็นโอกาสในการปฏิรูปโครงสร้าง จะช่วยให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ปี ค.ศ. 2026 พร้อมกับรากฐานความยั่งยืนที่แข็งแกร่งขึ้น


จากบทความ 'ESG Sauce' ใน The Story Thailand External Link [Archived]