Saturday, February 21, 2026

Triple Dividend: เครื่องมือสมัยใหม่สำหรับธุรกิจยั่งยืน

เหตุผลหลักในการลงทุนเพื่อเสริมสร้างความพร้อมผันและการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ผ่านมา มักเน้นไปที่การลดความเสี่ยงและลดต้นทุนที่เกิดจากภาวะวิกฤตด้านภูมิอากาศ และด้านอื่น ๆ เพื่อปกป้องกระบวนการทางเศรษฐกิจและสังคม ทรัพย์สิน ตลอดจนสวัสดิภาพของพลเมือง อย่างไรก็ตาม การลงทุนเหล่านี้เริ่มถูกมองว่าเป็นโอกาสในการพัฒนาที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ในปัจจุบัน

แนวทาง "การปันผลสามประโยชน์ของความพร้อมผัน" (Triple Dividend of Resilience หรือ TDR) ได้จำแนกและรวบรวมมูลค่าที่แตกต่างกันสามส่วน ประกอบด้วย การหลีกเลี่ยงความสูญเสีย (ปันผลส่วนที่หนึ่ง) การก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือการพัฒนา (ปันผลส่วนที่สอง) และผลประโยชน์ทางสังคมและสิ่งแวดล้อม (ปันผลส่วนที่สาม) ซึ่งใช้ประเมินความคุ้มค่าในการลงทุนทางธุรกิจ แนวทางนี้ใช้กรอบการวิเคราะห์ต้นทุน-ผลประโยชน์ และเหมาะสำหรับการวิเคราะห์ศักยภาพในการปรับตัวที่ครอบคลุมทุกระดับ ตั้งแต่โครงการ แผนงาน ไปจนถึงการปฏิรูปนโยบาย


แนวคิดเรื่องการปันผลประโยชน์สามส่วนนี้มิได้เป็นเรื่องที่ซับซ้อน โดยมองว่าโครงการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศมีผลประโยชน์ที่ไม่จำกัดเพียงการหลีกเลี่ยงความสูญเสีย ซึ่งเป็นความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดังนั้น การวิเคราะห์ต้นทุน-ผลประโยชน์ของโครงการเหล่านี้ จึงควรให้ค่ากับประโยชน์เพิ่มเติมด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่าภัยคุกคามทางภูมิอากาศนั้นจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ก็ตาม

ปันผลส่วนแรกของการสร้างความพร้อมผัน คือ การรักษาชีวิตและหลีกเลี่ยงความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเหตุผลพื้นฐานและแรงจูงใจร่วมสำหรับการลงทุนด้านการปรับตัวและความพร้อมผัน อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนว่าผลกระทบทางภูมิอากาศจะเกิดขึ้นเมื่อใดหรือจะเกิดขึ้นหรือไม่ อาจทำให้การตัดสินใจลงทุนกรณีนี้ขาดแรงดึงดูด ดังนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องพิจารณาประโยชน์ด้านอื่น ๆ ที่จับต้องได้ทันทีจากการปันผลส่วนที่สองและสาม ซึ่งได้ประโยชน์แม้ในช่วงที่ไม่มีภาวะวิกฤต

ปันผลส่วนที่สองของการสร้างความพร้อมผัน เกี่ยวข้องกับประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ถูกกระตุ้นจากการลงทุนด้านการปรับตัว ไม่ว่าผลกระทบทางภูมิอากาศจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ก็ตาม การลดและจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ดีขึ้น จะช่วยให้ครัวเรือน กิจการห้างร้าน และรัฐบาล ตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์ สร้างงาน และเพิ่มมูลค่าที่ดินและทรัพย์สิน ฯลฯ ต้นทุนของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่น ค่าประกันภัย การป้องกันน้ำท่วม หรือระบบสำรองพลังงาน จะลดลงจากการลงทุนด้านการปรับตัว ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการลงทุนและเพิ่มผลผลิตทางเศรษฐกิจให้สูงขึ้น ปันผลส่วนที่สองนี้ ประกอบด้วย การเปลี่ยนแปลงในกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งหมายความว่ามูลค่าที่เป็นตัวเงินขององค์ประกอบต่าง ๆ สามารถประมาณการได้โดยใช้ราคาตลาด

ปันผลส่วนที่สามของการสร้างความพร้อมผัน เกี่ยวข้องกับประโยชน์เพิ่มเติมทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ได้รับจากการดำเนินโครงการ เช่น คันกั้นน้ำท่วมที่ใช้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจและสิ่งอำนวยความสะดวก พื้นที่ชุ่มน้ำป้องกันน้ำท่วมที่ให้ประโยชน์ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ที่หลบภัยพายุที่ใช้งานเป็นลานกิจกรรมสำหรับชุมชน หรือการเสริมสร้างความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจและสังคมในย่านต่าง ๆ ที่ปลอดจากผลกระทบของเกาะความร้อนในเมือง (ปรากฏการณ์ที่พื้นที่ใจกลางเมืองมีอุณหภูมิสูงกว่าพื้นที่รอบนอกอย่างมีนัยสำคัญ) ปันผลส่วนที่สามนี้ ต่างจากส่วนแรกและส่วนที่สอง ตรงที่ถูกเรียกว่า "ผลกระทบภายนอก" (Externalities) เนื่องจากมักไม่ได้ถูกประเมินมูลค่าในทางเศรษฐกิจ แต่จะประเมินผ่านเทคนิคต่าง ๆ เช่น การประเมินมูลค่าความพึงพอใจ (Contingent Valuation) หรือการกำหนดราคาตามความรู้สึก (Hedonic Pricing)

ที่สำคัญ การประมาณการปันผลครบทั้งสามส่วน จะช่วยให้เห็นถึงผลดีที่เกิดขึ้น แม้ภัยพิบัติทางภูมิอากาศจะมิได้เกิดขึ้น การละเลยปันผลส่วนที่สองและสามนี้ หมายถึง การมองข้ามประโยชน์ที่เกี่ยวเนื่องกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจ การสร้างงาน การท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น คุณภาพอากาศและน้ำ ผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ดีขึ้น โอกาสด้านนันทนาการ ความหลากหลายของสายพันธุ์และพืชคลุมดิน โอกาสทางการศึกษา การประหยัดพลังงาน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการเสริมสร้างความเท่าเทียมทางสังคม ซึ่งประโยชน์เหล่านี้ มักจะมีมูลค่าเท่ากับหรือสูงกว่ามูลค่าของความสูญเสียที่หลีกเลี่ยงได้

จากผลการศึกษาโดยสถาบันทรัพยากรโลก (WRI) ในงานที่ชื่อว่า 'Strengthening the investment case for climate adaptation: A triple dividend approach' ได้นำเสนอหลักฐานที่หนักแน่นว่า การสนับสนุนเงินทุนสำหรับการปรับตัวและความพร้อมผัน ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องเร่งด่วน แต่ยังเป็นทางเลือกในการลงทุนเพื่อการพัฒนาที่ชาญฉลาดในปัจจุบัน

ในการศึกษาดังกล่าว ได้ทำการวิเคราะห์การลงทุนด้านการปรับตัวและความพร้อมผันจำนวน 320 รายการ ใน 12 ประเทศ คิดเป็นมูลค่ารวม 1.33 แสนล้านดอลลาร์ และพบว่า ทุก ๆ 1 ดอลลาร์ ที่ลงทุนในการปรับตัวและความพร้อมผัน จะสร้างผลประโยชน์ได้มากกว่า 10 ดอลลาร์ ภายในระยะเวลา 10 ปี ซึ่งหมายถึง ผลตอบแทนที่อาจสูงถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ โดยมีอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 27%

มีตัวอย่างในบางภาคส่วนที่มีผลตอบแทนสูงยิ่งกว่านั้น เช่น การลงทุนในภาคสาธารณสุขถูกคาดการณ์ว่าจะให้ผลตอบแทนสูงกว่า 78% โดยมีแรงขับเคลื่อนจากประโยชน์มหาศาลในการปกป้องชีวิตผู้คนจากผลกระทบทางภูมิอากาศ อาทิ โรคลมแดด มาลาเรีย และไข้เลือดออก ส่วนการลงทุนในการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ อาทิ ระบบเตือนภัยล่วงหน้า ก็แสดงให้เห็นถึงผลตอบแทนที่สูงเป็นพิเศษจากการรักษาชีวิตและโครงสร้างพื้นฐาน

การศึกษานี้จำกัดความการลงทุนเพื่อการปรับตัวว่าเป็นโครงการที่มุ่งเน้นการลดหรือจัดการความเสี่ยงทางกายภาพจากสภาพภูมิอากาศ เช่น เกษตรอัจฉริยะทางภูมิอากาศ การขยายบริการสาธารณสุข และการป้องกันน้ำท่วมเมือง อย่างไรก็ตาม ในหลายกรณี พบว่าผลประโยชน์ด้านการพัฒนาและที่สังคมได้รับนั้น มีมูลค่าเทียบเท่าหรือสูงกว่าความสูญเสียที่หลีกเลี่ยงได้จากผลกระทบทางภูมิอากาศ

WRI ประเมินโครงการโดยอิงจากผลตอบแทนหลักสามส่วน ได้แก่ การหลีกเลี่ยงความสูญเสียจากภัยพิบัติทางภูมิอากาศ ประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ได้รับการกระตุ้น เช่น การสร้างงาน และการผลิตพืชผลที่เพิ่มขึ้น และผลประโยชน์ทางสังคมและสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง เช่น ระบบสาธารณสุขที่ดีขึ้น ความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉลี่ยแล้ว ผลประโยชน์มีการกระจายตัวค่อนข้างสม่ำเสมอในทั้งสามส่วน ทว่ามีเพียง 8% ของการประเมินการลงทุนที่มีประมาณการมูลค่าเป็นตัวเงินของผลประโยชน์ครบทั้งสามส่วน ซึ่งบ่งชี้ว่าในการประเมินทางเศรษฐกิจของการลงทุนเพื่อการปรับตัวส่วนใหญ่ มีการประเมินอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงต่ำกว่าความเป็นจริงมาก

แม้ว่าการลงทุนเพื่อการปรับตัวโดยดั้งเดิม จะเน้นที่การลดความเปราะบางทางภูมิอากาศและการเสริมสร้างความพร้อมผัน แต่ผลการศึกษาพบว่า กว่า 50% ของผลประโยชน์ที่ได้รับ ถูกระบุไว้ แม้ว่าจะไม่มีภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับภูมิอากาศเกิดขึ้นเลยก็ตาม

โครงสร้างพื้นฐานที่สร้างขึ้นเพื่อรับมือกับเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วอาจมอบคุณค่าได้ตลอดทั้งปี เช่น ระบบชลประทานสามารถรองรับรูปแบบการปลูกพืชที่หลากหลาย และศูนย์อพยพอาจปรับใช้เป็นศูนย์กิจกรรมชุมชนได้ ในขณะที่การแก้ไขปัญหาด้วยวิธีทางธรรมชาติ เช่น การปกป้องลุ่มน้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำ และชายฝั่ง มักจะให้ประโยชน์เพิ่มเติมด้านนิเวศวิทยาและนันทนาการได้ด้วย

ผลการวิจัยเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าการลงทุนในการปรับตัวมิได้เป็นเพียงมาตรการป้องกันเท่านั้น แต่ยังช่วยขับเคลื่อนภารกิจที่มีลำดับความสำคัญของการพัฒนาในระดับประเทศ และเป็นไปตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนอีกด้วย

นอกจากนี้ เกือบครึ่งหนึ่งของการลงทุนด้านการปรับตัวที่นำมาวิเคราะห์ ถูกตั้งเป้าว่าจะช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการปรับตัวและการบรรเทาผลกระทบสามารถดำเนินไปในแบบคู่ขนาน การซ้อนเหลื่อมกันนี้ได้เปิดทางสำหรับการระดมเม็ดเงินด้านภูมิอากาศในบริบทของการลงทุนสีเขียว

ตัวอย่างที่เด่นชัดของสถานการณ์ที่ได้ประโยชน์ในแบบคู่ขนาน พบในภาคพลังงาน ภาคป่าไม้ ภาคขนส่ง ภาคเมือง และภาคการเกษตร หลายโครงการใช้การแก้ไขปัญหาด้วยวิธีทางธรรมชาติที่ช่วยกักเก็บคาร์บอนและมอบคุณประโยชน์ทางนิเวศวิทยา เช่น การปลูกต้นไม้ในเมืองเพื่อลดความร้อน หรือการสร้างความมั่นคงให้พื้นที่ลาดชันเพื่อลดการกัดเซาะดิน

จากข้อค้นพบเหล่านี้ WRI แนะนำให้ภาครัฐพิจารณาการปรับตัวในฐานะฟันเฟืองขับเคลื่อนโอกาสทางเศรษฐกิจ และบูรณาการเรื่องความพร้อมผันเข้ากับยุทธศาสตร์การพัฒนาระดับชาติอย่างเต็มตัว นอกจากนี้ รายงานยังเรียกร้องให้มีแนวทางมาตรฐานในการวัดผลและรายงานผลลัพธ์ของการปรับตัว ในทางที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการเปรียบเทียบ ความโปร่งใส และความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ของการลงทุน

แนวทางการปันผลสามประโยชน์ของความพร้อมผัน ยังสามารถใช้เป็นข้อมูลสำหรับการลงทุนของภาคเอกชนในการปรับตัว โดยช่วยกำหนดมาตรฐานต้นทุน ผลประโยชน์ และตัวชี้วัดในระดับโครงการ ซึ่งทำได้โดยการใช้ข้อมูลระดับโครงการเพื่อเปรียบเทียบผลประโยชน์สุทธิแยกตามประเภทของปันผล กับต้นทุนโครงการที่ใช้เพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์เหล่านั้น

จะเห็นว่า สำหรับภาคธุรกิจ ความพร้อมผัน คือ กลไกในการสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขัน มิใช่เพียงการดำเนินงานเพื่อความยั่งยืน แต่เป็นกลยุทธ์ในการเพิ่มผลกำไรและลดความเสี่ยงในโลกปัจจุบันที่มีความไม่แน่นอนสูง


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]

Saturday, February 07, 2026

ธุรกิจต้องเร่งสร้างความพร้อมผัน (Resilience) ให้กิจการ

ธรรมชาติของการดำเนินธุรกิจกำลังเปลี่ยนโฉมหน้าไปจากเดิม ทั้งความซับซ้อน ความพัวพันเกี่ยวโยง และความเป็นพลวัตที่มากขึ้น ทุกกิจการกำลังเผชิญกับอนาคตที่มีความไม่แน่นอนยิ่งกว่าในยุคก่อน ธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับการปกป้องกิจการในปัจจุบัน ควบคู่ไปกับการสร้างความพร้อมผัน (Resilience) เพื่อวันพรุ่งนี้ จึงจะมีโอกาสอยู่รอด


ประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์ ระบบเศรษฐกิจ และสภาพแวดล้อม กำลังถูกท้าทายด้วยปัจจัยที่ไม่เคยมีมาก่อน ทั้งจากระเบียบโลกเดิมที่ถูกสั่นคลอนด้วยแนวคิดเอกภาคีนิยม (นโยบายที่กระทำฝ่ายเดียว โดยไม่คำนึงถึงความเห็นชอบ การสนับสนุน หรือผลกระทบต่อประเทศอื่น) และลัทธิคุ้มครองทางการค้าเพื่อปกป้องผลประโยชน์ตนฝ่ายเดียว อาชญากรรมทางไซเบอร์ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นพร้อมกับผลกระทบของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ รวมทั้งผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศที่อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกรวมสามปี (ค.ศ. 2023-2025) ได้เพิ่มสูงขึ้นอยู่ที่ 1.48 °C เกินกว่าระดับอุณหภูมิยุคก่อนอุตสาหกรรม และเป็นช่วงปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

สภาพแวดล้อมทางธุรกิจในปัจจุบันต้องการ “ภาวะพร้อมผัน” ซึ่งหมายถึง ความสามารถในการคาดการณ์ การตอบสนอง และการปรับตัวท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว

การสร้างความพร้อมผัน เริ่มต้นจากการทำความเข้าใจลักษณะของความพึ่งพา (Dependencies) ความเสี่ยง (Risks) และผลกระทบ (Impacts) ที่ธุรกิจอาจต้องเผชิญ

ภาวะพร้อมผัน เป็นความสามารถของระบบและส่วนประกอบต่างๆ ในการคาดการณ์ รับมือ ปรับตัว หรือฟื้นตัวจากผลกระทบของเหตุการณ์ที่เป็นภัยคุกคามได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ รวมถึงการสร้างหลักประกันในการรักษา การฟื้นฟู หรือการปรับปรุงโครงสร้างและหน้าที่พื้นฐานที่จำเป็นของระบบนั้น ๆ

ภาวะพร้อมผัน ยังรวมถึงการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน (Downside) และการเตรียมพร้อมเพื่อฉกฉวยโอกาสที่เกิดขึ้น (Upside)

ความผันผวนทางการเงินและภูมิรัฐศาสตร์ มีแนวโน้มที่จะยังคงอยู่ไปอีกนาน และอาจกลายเป็น "ความปกติใหม่" ในการดำเนินธุรกิจ ทำให้กิจการควรให้ความสำคัญกับทั้งมาตรการตั้งรับ และมาตรการเชิงรุก เพื่อปกป้องบริษัทในระยะสั้น และหาโอกาสในการปรับปรุงธุรกิจให้ดีขึ้นในระยะยาว

ทั้งนี้ การตัดสินใจของกิจการจะต้องมุ่งเน้นทั้งการเติบโตและผลิตภาพไปพร้อม ๆ กัน เพราะการเน้นผลิตภาพเพียงอย่างเดียวอาจช่วยให้ผ่านพ้นวิกฤตไปได้ แต่เมื่อวงรอบธุรกิจถัดไปมาถึง กิจการอาจถูกคู่แข่งทิ้งห่างทางกลยุทธ์โดยไม่ทันตั้งตัว

ภาวะพร้อมผัน เป็นเรื่องของความสามารถในการ "พลิกตัว" เมื่อกิจการต้องเผชิญกับความชะงักงัน เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นและเสริมความแข็งแกร่งสำหรับสิ่งที่รออยู่ข้างหน้า ซึ่งประกอบด้วย การบรรเทาผลกระทบ (Mitigation) การปรับตัว (Adaptation) และการเปลี่ยนผ่าน (Transition)

เริ่มต้นที่การรวบรวมข้อมูล ตั้งแต่โอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ และลักษณะของความพึ่งพา ความเสี่ยง และผลกระทบที่มีต่อบริษัท ซึ่งมิใช่เพียงการพยากรณ์ในทางใดทางหนึ่ง แต่เป็นการประเมินฉากทัศน์ที่เป็นไปได้หลายทาง พร้อมการทดสอบภาวะวิกฤต การวางระบบเตือนภัยล่วงหน้า และกระบวนการตัดสินใจของฝ่ายบริหารที่ชัดเจนต่อเหตุการณ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น เช่น ในห่วงโซ่อุปทาน ความชะงักงันแบบใดที่เป็นชนวนให้ต้องตัดสินใจ และความชัดเจนว่าจะเลือกตัดสินใจแบบใด

การบรรเทาผลกระทบจะเกิดขึ้นในระยะใกล้กับเหตุการณ์ โดยต้องพิจารณาเครื่องมือที่ใช้ในการรับมือ เช่น การบริหารค่าใช้จ่าย การปรับราคา หรือการปรับเปลี่ยนการดำเนินงาน ตามระดับความเสี่ยงและผลกระทบ อาทิ การประกาศขึ้นภาษีการค้า จำต้องมีการสั่งของล่วงหน้า (Front-loading) เพื่อสำรองสินค้าในราคาเดิมจากผู้ส่งมอบต่างประเทศ ส่วนการปรับตัวจะเกี่ยวข้องกับกระบวนการระยะกลาง เช่น การย้ายฐานการผลิต การเจรจาเงื่อนไขใหม่กับผู้ส่งมอบ หรือการทยอยปรับขึ้นราคาสินค้า ขณะที่การเปลี่ยนผ่านอาจต้องใช้การเปลี่ยนแปลงระยะยาว เพื่อเกลี่ยการส่งมอบให้ไม่ยึดติดกับผู้ส่งมอบแหล่งใดแหล่งหนึ่ง เปรียบเสมือนการสร้างกล้ามเนื้อองค์กรให้พร้อมต่อการรับแรงกระแทกจากภายนอก มีการจำลองสถานการณ์ทางธุรกิจตามฉากทัศน์ที่เป็นไปได้ และการเตรียมแผนปฏิบัติการเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ เป็นต้น

ข้อพิจารณาที่กิจการหมั่นตั้งคำถาม ได้แก่ ประการแรก ความรวดเร็วในการบรรเทาผลกระทบ ประการที่สอง ประสิทธิผลของการปรับตัวและผลลัพธ์ที่คาดหวัง และประการที่สาม ความยั่งยืนของการเปลี่ยนผ่าน เพราะสิ่งที่องค์กรต้องเรียนรู้ มิใช่เพียงการฝึกฝนเฉพาะหน้า แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีการบริหารองค์กร รวมทั้งการสื่อสารกับลูกค้าและพันธมิตรทางการค้าอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ กรรมการบริษัทมีบทบาทสำคัญในการช่วยเสริมสร้างความพร้อมผันของกิจการที่กำกับดูแล ด้วยการเสนอให้มีการทดสอบภาวะวิกฤตเพื่อดูว่าบริษัทมีการเตรียมพร้อมอย่างไร ทั้งในแง่ของการลดต้นทุนและความรวดเร็วในการดำเนินการ รวมถึงการวิเคราะห์ฉากทัศน์ต่าง ๆ ตลอดจนการตรวจสอบโครงสร้างต้นทุน เพื่อทำความเข้าใจผลกระทบจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ให้ดีขึ้น เช่น การประเมินความแข็งแกร่งของการดำเนินงานในกรณีที่ถูกโจมตีทางไซเบอร์

เพื่อให้ตอบโจทย์ความพร้อมผันของกิจการอย่างรอบด้าน ธุรกิจควรคำนึงถึงทางเลือกในการตัดสินใจ นอกเหนือจากการตัดลดต้นทุน แต่มองถึงความเป็นไปได้ของการลงทุนแบบสวนกระแสในบางโอกาส เมื่อต้องเผชิญกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน และสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายได้อย่างราบรื่นในที่สุด


จากบทความ 'Sustainpreneur' ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ External Link [Archived]